- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบโชคร้าย แต่ดันกลายเป็นปรมาจารย์นักหลอมโอสถซะงั้น
- ตอนที่ 22: ข้อถกเถียงเรื่องผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่
ตอนที่ 22: ข้อถกเถียงเรื่องผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่
ตอนที่ 22: ข้อถกเถียงเรื่องผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่
"อยากรักษาชีวิตน้อยนิดไว้ยังไม่ใช่ง่ายดาย ก่อนถึงขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิด รั้งอยู่บนยอดเขาสมุนไพรวิญญาณย่อมได้แล้วไม่ใช่หรือ"
มู่เซิ่งไม่ใส่ใจ ก่อนที่เขาจะถึงขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิด โดยพื้นฐานแล้วแทบจะไม่เคยลงจากยอดเขาสมุนไพรวิญญาณเลย ลุ่มหลงอยู่แต่เพียงการหลอมโอสถ จนกระทั่งพบเจอคอขวดในเส้นทางแห่งโอสถ ถึงได้เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลกบำเพ็ญเพียรทั้งเหนือและใต้ ภายใต้การติดตามของปรมาจารย์ขอบเขตข้ามผ่านหายนะสองท่าน
อันชิงหลีกำหมัดเล็กแน่น "ไม่ได้ ข้าต้องการแข็งแกร่งขึ้น"
"แข็งแกร่งขึ้นหมายความว่าเช่นไร?"
"แข็งแกร่งขึ้นก็คือเมื่อพบเจอผู้บำเพ็ญเพียรในระดับเดียวกัน สามารถเอาชนะได้ เมื่อพบเจอผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงกว่า สามารถหลบหนีได้"
มู่เซิ่งผู้มีพลังต่อสู้อ่อนแอย่ำแย่ใบหน้าเคร่งขรึม กล่าวด้วยความไม่สบอารมณ์ว่า "เช่นนั้นเจ้าสู้ไปเป็นผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่หรือผู้บำเพ็ญเพียรวิชาคาถาไม่ดีกว่าหรือ จะมาเรียนหลอมโอสถกับข้าเพื่อสิ่งใด? เจ้าดูถูกเส้นทางการหลอมโอสถงั้นหรือ!"
"การหลอมโอสถ การบำเพ็ญเพียรวิชาคาถา ล้วนสามารถทำให้คนแข็งแกร่งขึ้นได้!" อันชิงหลีมีท่าทีจริงใจ น้ำเสียงมุ่งมั่นเกินคาด "ท่านอาจารย์ การหลอมโอสถสามารถเข้าถึงมรรควิถี การบำเพ็ญเพียรวิชาคาถาสามารถเข้าถึงมรรควิถีได้เช่นเดียวกัน ศิษย์ไม่เพียงต้องการเป็นปรมาจารย์แห่งการหลอมโอสถ ทว่ายังต้องการเป็นผู้แข็งแกร่งในการประลองวิชา มรรควิถีในยามนี้ของศิษย์คือการบำเพ็ญเพียรควบคู่ทั้งโอสถและวิชาคาถา!"
แน่นอนว่าแม้อันชิงหลีจะมุ่งมั่นในเส้นทางการบำเพ็ญเพียรควบคู่ทั้งโอสถและวิชาคาถา ทว่าก็ไม่ใช่การบำเพ็ญเพียรวิชาคาถาเพียงอย่างเดียว นางไม่ปฏิเสธที่จะหยิบยืมความช่วยเหลือจากของวิเศษ อุปกรณ์วิญญาณและสิ่งอื่นเพื่อรับมือกับศัตรู
และไม่ว่าจะเป็นเจ้าของร่างเดิมหรือตัวนางเอง ล้วนเอนเอียงไปทางการใช้กระบี่
ในภายภาคหน้านางจะหมั่นฝึกฝนกระบี่เช่นกัน ทว่ากลับไม่กล้าเรียกขานตนเองว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่
โลกบำเพ็ญเพียรมีความขัดแย้งเกี่ยวกับคำจำกัดความของผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่
ความเห็นหนึ่งเชื่อว่า ผู้ใดก็ตามที่ใช้กระบี่เป็นอาวุธ ล้วนจัดเป็นผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่ นี่เป็นความเข้าใจกระแสหลักเช่นเดียวกัน ต่อให้ผู้บำเพ็ญเพียรประเภทนี้ใช้กระบี่รับมือกับศัตรูในขณะเดียวกัน ยังคงขว้างยันต์และสาดผงพิษอย่างลุกลี้ลุกลนก็ตาม
ทว่าสำนักหมื่นกระบี่และขุมกำลังที่มุ่งมั่นเพียงการใช้กระบี่ประเภทนี้กลับเย้ยหยันการจัดเช่นนี้ พวกเขาเพียงยกย่องผู้บำเพ็ญเพียรที่เข้าถึงเจตนากระบี่ให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่เท่านั้น
ส่วนที่เหลือ ต่อให้เป็นศิษย์ผู้ใช้กระบี่ของสำนักหมื่นกระบี่เอง ล้วนถูกจัดเป็นผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่จอมปลอมหรือผู้เตรียมเป็นผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่ทั้งสิ้น
ทว่าศิษย์ของสำนักหมื่นกระบี่ไม่ชื่นชอบคำเรียกขานว่า "ผู้เตรียมเป็นผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่" นี้ พวกเขาชื่นชอบที่จะเรียกขานตนเองว่า "ผู้ฝึกฝนกระบี่" เสียมากกว่า หากวันใดวันหนึ่งเข้าถึงเจตนากระบี่ ย่อมสามารถก้าวกระโดดขึ้นเป็นผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่ได้ เช่นนี้ถึงจะมีพลังความสามารถในการท้าทายข้ามระดับได้
ส่วนอันชิงหลีเอง เห็นด้วยกับคำจำกัดความของผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่ของสำนักหมื่นกระบี่
นางให้ความเคารพผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่ ผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่ในความเข้าใจของนาง จำต้องผ่านวันแล้ววันเล่าปีแล้วปีเล่า หลายสิบปีหลายร้อยปีราวกับวันเดียว ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่เปลี่ยนความตั้งใจเดิม ตวัดกระบี่อย่างยากลำบากจนประสบความสำเร็จ ไม่ใช่ผู้ที่บังเอิญได้กระบี่โบราณและเคล็ดวิชากระบี่อันร้ายกาจ เรียนรู้กระบวนท่ากระบี่รุนแรงเพียงเล็กน้อยอย่างส่งเดชแล้วหยิบยืมกระบี่เพื่อปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาอย่างผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่จอมปลอม
ผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่จอมปลอมเช่นนั้น ยังไม่เข้าถึงเจตนากระบี่ เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรวิชาคาถาจำแลงที่ใช้กระบี่เป็นอาวุธเท่านั้น ไม่มีความแตกต่างอันใดมากนักกับผู้บำเพ็ญเพียรที่ใช้พัดวิญญาณหรือเจดีย์วิญญาณเป็นอาวุธ
ดังนั้นอันชิงหลีจึงกำหนดมรรควิถีของตนเองชั่วคราวว่า เป็นการบำเพ็ญเพียรควบคู่ทั้งโอสถและวิชาคาถา และไม่ไปเกี่ยวข้องกับวิถีกระบี่ที่แท้จริง
วิถีกระบี่นั้นเดินอย่างโดดเดี่ยว มักให้ความสำคัญกับความแน่วแน่เพียงหนึ่งเดียว อันชิงหลีเรียนรู้หลายสิ่ง จิตใจมั่นคงทว่าไม่มุ่งเน้นเพียงสิ่งเดียว ไม่กล้าคุยโวโอ้อวดเกี่ยวกับวิถีกระบี่ตามอำเภอใจ นั่นถือเป็นการลบหลู่วิถีกระบี่
เว้นเสียแต่ในภายภาคหน้าจะมีวันหนึ่ง นางสามารถเข้าถึงเจตนากระบี่ ผู้ที่เรียนรู้จับฉ่ายอย่างนาง ถึงจะกล้าเรียกขานตนเองว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่ ต้องรู้ก่อนว่า แม้เจ้าของร่างเดิมจะฝึกฝนกระบี่อย่างหนักหน่วงมาเกือบร้อยปี กลับยังไม่สามารถเข้าถึงเจตนากระบี่ได้ ทำได้เพียงถูกเรียกขานว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่จอมปลอมหรือผู้เตรียมเป็นผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่เท่านั้น จากเรื่องนี้จะเห็นได้ว่า เส้นทางการฝึกฝนกระบี่นั้นไม่ง่ายดายเลย
อันชิงหลีหลอมโอสถ บำเพ็ญเพียรวิชาคาถา ซ้ำยังฝึกฝนกระบี่ อืม ในยามนี้ย่อมเป็นผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่จอมปลอมอย่างไม่ต้องสงสัย
"เหลวไหล! การบำเพ็ญเพียรควบคู่ทั้งโอสถและวิชาคาถาบ้าบออันใดกัน!"
มู่เซิ่งโกรธเกรี้ยว พลิกโต๊ะเตี้ยจนคว่ำ
อันชิงหลีกำหมัดยืนนิ่ง จิตใจไม่แปรเปลี่ยน
"ศิษย์ทรยศ!" มู่เซิ่งโกรธจนตัวสั่น "อาศัยพรสวรรค์เพียงเล็กน้อย กลับมีความคิดเพ้อฝันเกินจริง! ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงที่เข้าสู่มรรควิถีด้วยวิชาคาถา หรือเข้าสู่มรรควิถีด้วยกระบี่ ผู้ใดบ้างที่ไม่เคยผ่านการต่อสู้นับร้อยครั้ง เอาชีวิตรอดจากความตายมาได้! เจ้ามีกี่ชีวิตถึงจะไปแลกกับพวกเขาได้! หากสิ้นชีพไป จะเอาสิ่งใดมาหลอมโอสถ!"
อันชิงหลีแหงนหน้าส่งเสียง "ท่านอาจารย์! ศิษย์ย่อมตั้งใจรักษาชีวิตไว้ เก็บชีวิตไว้เพื่อหลอมโอสถ!"
"ศิษย์ทรยศ ศิษย์ทรยศ!"
มู่เซิ่งรู้สึกเพียงเลือดลมพลุ่งพล่านในหน้าอก เสียใจที่ตนเองชั่วขณะหนึ่งไม่ทันสังเกต ถึงกับรับศิษย์สารเลวที่ไม่รักชีวิตเช่นนี้เอาไว้ เป็นไปตามคาด ศิษย์อันใดกัน ล้วนเกิดมาเพื่อทวงหนี้ทั้งสิ้น มู่เซิ่งแอบสาบานด้วยมารในใจ ภายภาคหน้าจะไม่รับศิษย์อีกต่อไป
"ท่านอาจารย์โปรดอภัย เกี่ยวข้องกับใจแห่งมรรควิถี ศิษย์ไม่กล้าปิดบัง"
เจ้าแห่งยอดเขาฉู่ที่ยืนดูอยู่ด้านข้างลอบทอดถอนใจว่า วิถีสวรรค์เวียนว่ายตายเกิดได้ดีนัก ในอดีตมู่เซิ่งเคยทำให้เขาและท่านอาจารย์โกรธจนเต้นเร่า ในครานี้ในที่สุดก็มีนังหนูคนหนึ่ง มาเป็นตัวแทนสวรรค์เพื่อลงทัณฑ์แล้ว
"ศิษย์พี่ ท่านอย่าได้โกรธเกรี้ยวจนเกินไป" ในที่สุดเจ้าแห่งยอดเขาฉู่เอ่ยปากห้ามปราม "หาได้ยากยิ่งที่นังหนูผู้นี้จะมีจิตใจของผู้ที่แข็งแกร่ง ท่านและข้าไม่มี บรรดาศิษย์บนยอดเขาสมุนไพรวิญญาณก็ไม่มี ทว่าไม่ได้หมายความว่านางจะมีไม่ได้ ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนล้วนมีเส้นทางของตนเองที่ต้องเดิน พวกเราไม่อาจนำเส้นทางอันราบเรียบที่พวกเราเคยเดินยัดเยียดให้กับนางได้"
"เหอะ!" มู่เซิ่งสะบัดแขนเสื้อแค่นเสียงเย็นชา "เพียงเกรงว่าถึงเวลาไก่บินไข่แตกจะไม่ประสบความสำเร็จเลยทั้งสองทางน่ะสิ"
"เช่นนั้นสิ่งใดคือความสำเร็จเล่า?" อันชิงหลีถือโอกาสส่งเสียง "การบำเพ็ญเพียรจนถึงขอบเขตเปลี่ยนวิญญาณคือความสำเร็จหรือ? การเป็นผู้หลอมโอสถระดับเก้าคือความสำเร็จหรือ? เหนือขอบเขตเปลี่ยนวิญญาณยังมีขอบเขตข้ามผ่านหายนะ เหนือผู้หลอมโอสถระดับเก้ายังมีเซียนหลอมโอสถ! ในเมื่อการบำเพ็ญเพียรไร้จุดสิ้นสุด ไร้ขอบเขต เช่นนั้นความสำเร็จในคำจำกัดความของท่านอาจารย์หมายถึงสิ่งใด? ชั่วชีวิตของผู้บำเพ็ญเพียร เดิมทีก็คือการแสวงหามรรควิถี แล้วเหตุใดจำต้องสร้างรั้วกั้นให้กับตนเองเล่า? เพื่อค้นหามรรควิถีในใจ ต่อให้ต้องตกตายกลางคัน แล้วจะเป็นไรไป ไม่ว่าจะตกตาย ณ แห่งหนใด ล้วนถือว่าเป็นการตกตายในระหว่างเส้นทางการแสวงหามรรควิถีทั้งสิ้นไม่ใช่หรือ..."
ปากของอันชิงหลีขยับเปิดปิด นำเพียงความตระหนักรู้ที่ฝืนนับได้ว่ามาจากสามชาติภพของตน พรั่งพรูออกมาอย่างยืดยาว มีชีวิตมายาวนานขึ้น ตายแล้วเกิดใหม่ ความคิดความอ่านย่อมมีมากขึ้นตามธรรมชาติ โดยไม่รู้ตัว ก็เริ่มต้นการบรรยายอันยาวเหยียดเสียแล้ว
ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดสองท่านที่อยู่ด้านข้างล้วนเป็นนักหลอมโอสถที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศ ในช่วงชีวิตหลายร้อยปีที่ราบรื่นและน่าภาคภูมิใจ กลับเป็นครั้งแรกที่ได้ยินคำกล่าวที่ไม่หวาดกลัวต่อความตายเช่นนี้ ถึงกับเริ่มเกิดความรู้สึกตระหนักรู้ หลังจากนั้นต่างคนต่างตกอยู่ในความเข้าใจต่อวิถีสวรรค์ของตนเอง
การตระหนักรู้ต่อวิถีสวรรค์ของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดห่างไกลเกินกว่าที่ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตรวบรวมลมปราณและขอบเขตสร้างรากฐานจะเทียบเคียงได้
รอจนอันชิงหลีพรั่งพรูสิ่งที่คิดอยู่ในใจออกมาจนหมด กลับคาดไม่ถึงว่าสภาวะจิตใจจะผ่อนคลายลง ยกระดับขึ้นจากพื้นฐานของเจ้าของร่างเดิมไปไม่น้อย บรรลุถึงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายขั้นสมบูรณ์แล้ว
เดิมทีนางกดทับระดับการบำเพ็ญเพียรเอาไว้อยู่แล้ว สภาวะจิตใจได้รับการยกระดับอีก ยามนี้พลังวิญญาณภายในร่างกายพลุ่งพล่าน มีท่าทีจะสร้างรากฐานได้ทุกเมื่อ
ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดสองท่านยังคงจมดิ่งอยู่ในการตระหนักรู้ของตนเอง ยังไม่ได้สติ การตระหนักรู้แล้วได้รับประโยชน์จึงจะสามารถเรียกได้ว่าเป็นการรู้แจ้ง การตระหนักรู้แล้วไม่ได้รับประโยชน์ นั่นย่อมเป็นเพียงการตักน้ำด้วยตะกร้าไม้ไผ่ การจมดิ่งอยู่ในการตระหนักรู้ไม่ได้หมายความว่าเป็นการรู้แจ้งเสมอไป
อันชิงหลีไม่ตั้งใจจะสร้างรากฐานในยามนี้ อีกครึ่งปีให้หลัง ดินแดนเร้นลับขนหงส์ที่เปิดขึ้นทุกร้อยปีจะเปิดออก วาสนาอันยิ่งใหญ่หลายประการของตัวเอกหญิงคนก่อน ก็ได้รับมาจากสถานที่แห่งนั้น
ดินแดนเร้นลับกว้างใหญ่ถึงเพียงนั้น ซ้ำนางยังอยู่เหนือกว่าเจ้าของร่างเดิมมากนัก บำเพ็ญเพียรจนถึงขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์แล้ว ย่อมอยากจะไปดูสักหน่อย
ดังนั้นอันชิงหลีจึงฝืนกดทับพลังวิญญาณที่พลุ่งพล่านภายในร่างกายเอาไว้ เดินออกจากประตูไปตามหาศิษย์สองคนเพื่อให้พวกเขาไปตามหาผู้อาวุโสยอดเขาสมุนไพรวิญญาณมาเป็นผู้คุ้มกฎให้กับขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดสองท่านที่จมดิ่งอยู่ในการตระหนักรู้ภายในเรือนเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดข้อผิดพลาดอันใด
ผู้ที่มาถึงเร็วที่สุด กลับยังคงเป็นผู้อาวุโสกวน แม้จะยังคงเป็นผู้อาวุโสขอบเขตแกนทองคำก็ตาม
"อันชิงหลีงั้นหรือ?" ผู้อาวุโสกวนเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ ท้ายที่สุดแล้วเด็กหญิงเติบโตขึ้นย่อมเปลี่ยนแปลงไปมาก
"ชิงหลีคารวะผู้อาวุโสกวนเจ้าค่ะ" อันชิงหลียิ้มแย้มทำความเคารพ ภายในใจซาบซึ้งผู้อาวุโสท่านนี้เป็นอย่างยิ่งที่ในอดีตเคยนำพานางเข้าสู่ยอดเขาสมุนไพรวิญญาณ
"หลายปีมานี้เจ้าหายไปอยู่ที่ใดมา?"
ผู้อาวุโสกวนนั่งขัดสมาธิลง เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นหนึ่งประโยค จากนั้นมองไปยังขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดสองท่านที่ยืนตระหง่านอยู่ภายในหอหารือหลักด้วยความเป็นห่วง
ขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดสองท่านนี้คือเสาหลักแห่งยอดเขาสมุนไพรวิญญาณของพวกเขา ยอมให้เกิดข้อผิดพลาดแม้เพียงครึ่งจุดไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรมาจารย์มู่เซิ่ง หนึ่งในสองปรมาจารย์แห่งการหลอมโอสถที่หลงเหลืออยู่ในโลกบำเพ็ญเพียร โอสถสำหรับเลื่อนระดับของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหมดในโลกบำเพ็ญเพียรล้วนฝากความหวังไว้ที่ปรมาจารย์สองท่านนี้ ความสูงส่งมีค่าเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตมหายานที่แทบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว นับเป็นสมบัติล้ำค่าของทั้งสำนัก เป็นสมบัติล้ำค่าของทั้งโลกบำเพ็ญเพียรอย่างแท้จริง
"ข้า"
อันชิงหลีเพิ่งจะอ้าปาก กลับมีผู้อาวุโสอีกหลายท่านเร่งรุดมาถึง ผู้อาวุโสหลายท่านนั้นเมื่อมาถึงพลันนั่งขัดสมาธิลงทันที ตั้งใจทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มกฎให้กับขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดสองท่านในหอหลัก
อันชิงหลีจึงไม่กล่าวสิ่งใดให้มากความอีก นั่งขัดสมาธิลงอย่างเงียบเชียบข้างกายผู้อาวุโสกวน
มีผู้อาวุโสและศิษย์เร่งรุดมาถึงอย่างต่อเนื่อง
ไม่นานนัก ศิษย์และผู้อาวุโสยอดเขาสมุนไพรวิญญาณที่หนาแน่นล้วนนั่งขัดสมาธิจับจองพื้นที่ราบทั้งหมดภายนอกหอหลัก
ผ่านไปไม่นาน แม้แต่เหนือท้องฟ้าเฉียงขึ้นไปจากหอหลัก ยังมีผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตแกนทองคำจากยอดเขาหลักแห่งอื่นนั่งขัดสมาธิหยุดอยู่กลางอากาศ
หนึ่งคืนให้หลัง เจ้าแห่งยอดเขาฉู่ได้สติ แม้ระดับการบำเพ็ญเพียรจะไม่ยกระดับขึ้น ทว่าในใจรู้ดีว่าการรู้แจ้งในครานี้ได้รับประโยชน์มหาศาล สัมผัสได้ถึงกำแพงคอขวดของขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดขั้นปลายแล้ว
ผ่านไปอีกหนึ่งคืน ทันใดนั้นมีเสียง "ตูม" ดังขึ้น พลังวิญญาณฟ้าดินหลั่งไหลเข้าสู่หอหารือหลักยอดเขาสมุนไพรวิญญาณอย่างบ้าคลั่ง ผลักดันระดับการบำเพ็ญเพียรของมู่เซิ่ง จากขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดขั้นต้น ขึ้นสู่ขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดขั้นกลางอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมากนอกหอหลักล้วนปล่อยวางจิตใจให้ว่างเปล่ามาตั้งนานแล้ว จมดิ่งลงไปในกลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่หลังจากการรู้แจ้งของมู่เซิ่ง ไขว่คว้าวิถีสวรรค์สายนั้นที่หลงเหลืออยู่
การทะลวงผ่านที่ผู้บำเพ็ญเพียรได้รับจากการรู้แจ้ง มักจะล้ำค่าเสมอมา สิ่งที่ยกระดับขึ้นไม่เพียงแต่ระดับการบำเพ็ญเพียร ยังมีสภาวะจิตใจ ยังมีความเข้าใจต่อวิถีสวรรค์ ซึ่งมีประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการเลื่อนระดับในภายภาคหน้า
ผู้บำเพ็ญเพียรนอกหอหลักจำนวนมากได้รับประโยชน์ ทยอยลุกขึ้นโค้งคำนับให้มู่เซิ่ง จากนั้นเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ
ส่วนอันชิงหลีกลับเดินทางกลับสู่ทะเลสาบกระจกน้อยมาตั้งนานแล้ว นางไม่ต้องการได้รับอานิสงส์จากการรู้แจ้งของมู่เซิ่งเพื่อก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานก่อนเวลาอันควร
มู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ในหอหารือหลักถึงสองเดือนเต็ม เมื่อระดับการบำเพ็ญเพียรมั่นคงแล้ว ถึงเพิ่งนึกถึงอันชิงหลีขึ้นมาได้
การที่ผู้บำเพ็ญเพียรสามารถพบเจอการรู้แจ้งได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าการจะได้รับประโยชน์จากการรู้แจ้งมากน้อยเพียงใด กลับขึ้นอยู่กับสติปัญญาของตนเอง บางคนได้รับประโยชน์ไม่มากนัก ทว่าบางคนกลับได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล
ส่วนมู่เซิ่งติดค้างอยู่ในขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดขั้นต้นมาหลายร้อยปี ระดับการบำเพ็ญเพียรของศิษย์น้องล้วนก้าวล้ำหน้าเขาไปตั้งนานแล้ว หากไม่ใช่เพราะวาสนาในครานี้ ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าใดถึงจะหาโอกาสในการทะลวงผ่านพบ
โอกาสในการทะลวงผ่านสิ่งนี้ ช่างลึกลับซับซ้อนยิ่งนัก เมื่อนึกถึงเจ้าลูกกระต่ายน้อยซ่างซ่านนั่น กลับมาจากการเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพียงครั้งเดียว ทะลวงจากขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดขั้นต้น เข้าสู่ขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดขั้นปลายโดยตรง...
มู่เซิ่งในขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดขั้นกลางยกนิ้วเรียวยาวขึ้นมานวดหว่างคิ้วเล็กน้อย เห็นแก่ที่ศิษย์ทรยศตัวน้อยนำพาการรู้แจ้งมาให้เขาหนึ่งครา เขาตัดสินใจเป็นผู้ใหญ่ไม่ถือสาหาความผู้น้อย ยอมปล่อยให้นางไปทดลองมรรควิถีการบำเพ็ญเพียรควบคู่ทั้งโอสถและวิชาคาถาอันใดนั่นไปก่อนก็แล้วกัน
เพียงแต่ชีวิตล้วนมีเพียงชีวิตเดียว ดังนั้นคนเป็นอาจารย์อย่างเขา สมควรจะหาของวิเศษสำหรับรักษาชีวิตให้นางเพิ่มอีกสักสองสามชิ้น
เฮ้อ ศิษย์อันใดกัน เป็นตัวปัญหาที่มาทวงหนี้ตามคาด
มู่เซิ่งเดินทางไปเยือนยอดเขาอาวุธวิเศษก่อน ใช้โอสถต่ออายุระดับเก้าหนึ่งเม็ด เอ่ยปากสั่งทำของสามชิ้นให้อันชิงหลีทันที ชิ้นแรกคือเสื้อคลุมวิเศษสำหรับป้องกันระดับอุปกรณ์วิญญาณระดับกลาง ชิ้นที่สองคือกระบี่บินธาตุไฟระดับอุปกรณ์วิญญาณระดับกลาง ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรของนางในยามนี้ การใช้อุปกรณ์วิญญาณย่อมเหมาะสมกว่า ยามปกติย่อมไม่ต้องกลัวว่าจะถูกผู้อื่นหมายปอง ชิ้นสุดท้ายคือของวิเศษประเภทเติบโตได้ที่สามารถหล่อเลี้ยงไว้ในจุดตันเถียน เตาหลอมโอสถอันหนาหนักสลักลายหงส์หนึ่งใบ
ของวิเศษประเภทเติบโตได้นั้นหลอมได้ยากยิ่ง มูลค่าไม่ด้อยไปกว่าอุปกรณ์เซียนทั่วไป ดังนั้นเตาหลอมโอสถใบนี้จำต้องรอไปอีกพักใหญ่
เจ้าแห่งยอดเขาอาวุธวิเศษรับข้อตกลงการค้านี้ด้วยความปีติยินดี หากไม่ใช่เพราะสำนักเทียนอวิ้นของพวกเขามีปรมาจารย์แห่งการหลอมโอสถระดับเก้าถือกำเนิดขึ้นมา จะสามารถได้รับโอสถต่ออายุหนึ่งเม็ดมาอย่างง่ายดายได้อย่างไร
โอสถต่ออายุสามารถยืดอายุขัยของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดได้ถึงห้าร้อยปี เป็นของที่มีตลาดทว่าไร้ราคากลางอย่างแท้จริง!
ผู้มีพรสวรรค์อันโดดเด่นจำนวนมากเท่าใดที่ต้องติดตายอยู่ในขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิด หากสามารถเพิ่มอายุขัยได้อีกห้าร้อยปีเหนือขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิด ขอบเขตเปลี่ยนวิญญาณย่อมสามารถคาดหวังได้!
ดังนั้นเจ้าแห่งยอดเขาอาวุธวิเศษย่อมรู้ดีว่าตนเองได้กำไรมหาศาลแล้ว พลิกค้นดูในแหวนมิติ ซ้ำยังตั้งใจมอบอาวุธวิเศษสำหรับการหลบหนีให้มู่เซิ่งหนึ่งชิ้น มีนามว่ารองเท้าตามเมฆ เป็นของวิเศษระดับกลางชิ้นหนึ่ง
บางทีของวิเศษระดับกลางร้อยชิ้นย่อมเทียบไม่ได้กับโอสถต่ออายุเพียงหนึ่งเม็ด ทว่าของวิเศษระดับกลางชิ้นนี้ ความมหัศจรรย์อยู่ที่การเผาผลาญพลังวิญญาณน้อยมาก ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อสวมใส่มันไว้ที่เท้า ย่อมมีความเร็วที่ไม่ด้อยไปกว่ารากปราณลมในระดับเดียวกัน เหมาะสมที่สุดสำหรับการเดินทางหรือหลบหนีเอาชีวิตรอด