เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 14: ต่อสู้ดุเดือดกับสองพี่น้องเฉิงหวน

ตอนที่ 14: ต่อสู้ดุเดือดกับสองพี่น้องเฉิงหวน

ตอนที่ 14: ต่อสู้ดุเดือดกับสองพี่น้องเฉิงหวน


เป็นไปตามคาด การดูแลพืชวิญญาณจำต้องมีพรสวรรค์เช่นเดียวกัน ภายในพื้นที่ตระกูลอัน ในเรือนของผู้บำเพ็ญเพียรหลายคน มีการบุกเบิกแปลงสมุนไพรเช่นกัน สมุนไพรในบางแปลง นำไปใช้สำหรับการหลอมโอสถ สมุนไพรในบางแปลง มีไว้เพื่อความเพลิดเพลินเจริญใจโดยแท้

แปลงสมุนไพรที่อันชิงหลีใช้ฝึกฝนแห่งนี้ การเจริญเติบโตย่อมเป็นที่น่ายินดี ยิ่งไปกว่านั้นยังมีมูลค่าไม่น้อย

เมื่อคิดว่าอีกไม่กี่เดือนให้หลังต้องไปรายงานตัวที่สำนักเทียนอวิ้น อันชิงหลีจึงวางแผนที่จะทยอยนำสมุนไพรเหล่านี้ไปขาย

"เจ้าลูกผลาญสมบัติ!"

กล่าวถึงวันหนึ่ง ไป่เย่าค้นพบว่าสมุนไพรในสวนสมุนไพรหายไปสองต้น เมื่อสอบถามดู ถึงได้รู้ว่าอันชิงหลีนำกล่องหยกมา นำสมุนไพรสดบรรจุลงในกล่องหยก ฝากให้ศิษย์หลอมโอสถในเรือนโอสถผู้หนึ่งนำไปขายต่อ ได้หินวิญญาณระดับกลางมาสิบกว่าก้อน

"ท่านอาจารย์ไป่เย่า ท่านเคยกล่าวไว้ว่าสมุนไพรเหล่านี้ปล่อยให้ข้าจัดการได้ตามใจชอบเจ้าค่ะ" อันชิงหลีสวมหมวกฟางใบเล็กบนศีรษะ ในมือถือจอบสมุนไพรขนาดเล็ก มีท่าทีไร้เดียงสาเป็นอย่างยิ่ง นางเพียงแค่อยากเก็บสะสมหินวิญญาณให้มากขึ้น ภายภาคหน้าเมื่อไปเยือนถิ่นของสำนักเทียนอวิ้น จะได้ซื้อหาเตาหลอมโอสถดีดีสักใบ จากนั้นอาศัยเตาหลอมโอสถดีใบนั้นสร้างความร่ำรวยเพื่อซื้อหาเตาหลอมโอสถชั้นยอดและกระบี่บิน

"สมุนไพรวิญญาณของเจ้าเหล่านี้ หากเติบโตไปอีกสักหลายปี จะมีค่าเพียงหินวิญญาณระดับกลางสิบกว่าก้อนได้อย่างไร ต่อให้เป็นหินวิญญาณระดับสูงสิบกว่าก้อน ย่อมสามารถแลกเปลี่ยนได้" ไป่เย่าเจ็บใจที่นางทำลายของดี "สมุนไพรเหล่านี้ข้าขอซื้อไว้ เจ้าจงดูแลเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน" สิ้นเสียง พลันโยนถุงมิติใบหนึ่งให้อันชิงหลี ภายในถุงมีหินวิญญาณระดับกลางสี่ร้อยกว่าก้อน และโอสถระดับห้าอีกหลายเม็ด

"ทว่าท่านอาจารย์ไป่เย่า สมุนไพรเหล่านี้บอบบางยิ่งนัก ภายภาคหน้าเมื่อขาดข้าไป เกรงว่าจะเลี้ยงไม่รอดเจ้าค่ะ" อันชิงหลีไม่ได้พูดจาให้หวาดกลัวเกินจริง หากไม่มีเคล็ดวิชาวสันต์หวนคืนคอยช่วยเหลือ สมุนไพรวิญญาณอันบอบบางเหล่านี้ คงตายไปหลายรอบแล้ว มีสมุนไพรวิญญาณหลายต้น ต่อให้มีเคล็ดวิชาวสันต์หวนคืน กลับไม่สามารถรอดชีวิตมาได้ เมื่อลองคิดดูเป็นเพราะเคล็ดวิชาวสันต์หวนคืนของนางยังฝึกฝนได้ไม่ถึงขั้น

"เอาเถิด เรื่องนี้ไม่ต้องให้เจ้ามากังวล เจ้ามีหน้าที่ปลูกพวกมันให้รอดชีวิต ข้ามีหน้าที่เลี้ยงดูพวกมันต่อไปให้ดี" ไป่เย่าแย่งจอบสมุนไพรในมืออันชิงหลีมา ทอดถอนใจกล่าวว่า "ข้าได้คัดเลือกศิษย์ที่มีรากปราณไม้ สั่งให้พวกเขาตั้งใจบำเพ็ญเพียร <<เคล็ดวิชาวสันต์หวนคืนสู่สรรพสิ่ง>> โดยเฉพาะ หลังจากเจ้าจากไป สิ่งเหล่านี้ย่อมให้พวกเขาเป็นผู้ดูแล"

"เช่นนั้นท่านอาจารย์ เหตุใดท่านไม่บอกกล่าวแต่แรกเจ้าคะ" อันชิงหลีจัดหมวกฟางใบเล็กที่สานจากเถาหญ้าบนศีรษะให้เข้าที่ บนหมวกฟางยังประดับด้วยดอกไม้สีม่วงดอกเล็กอันงดงาม

"ใครจะรู้ว่าเจ้าจะลงมือรวดเร็วถึงเพียงนี้ ยิ่งไปกว่านั้นสติปัญญาของศิษย์เหล่านั้นไม่สูงเท่าเจ้า <<เคล็ดวิชาวสันต์หวนคืนสู่สรรพสิ่ง>> นี้ ไม่รู้ว่าจะบำเพ็ญเพียรจนเห็นผลลัพธ์ได้เมื่อใด" ไป่เย่าเป็นผู้มีรากปราณคู่ธาตุไฟและธาตุดิน ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชาวสันต์หวนคืนได้ มิเช่นนั้นนางย่อมลงมือด้วยตนเองแล้ว "ข้าจะเรียกศิษย์ทั้งแปดคนนั้นมาเดี๋ยวนี้ เจ้าจงนำพวกเขาดูแลสวนสมุนไพร และถือโอกาสชี้แนะการบำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชาวสันต์หวนคืนให้พวกเขาด้วย"

"แปดคนเลยหรือเจ้าคะ? มากมายถึงเพียงนี้" อันชิงหลียังเป็นเพียงศิษย์ฝึกหัดตัวน้อยอยู่นะ ยามนี้ต้องมารับบทบาทเป็นอาจารย์ของผู้อื่นแล้วงั้นหรือ

"ผู้ที่มีคุณสมบัติดี ย่อมไม่เห็นคุณค่าของการบำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชาประเภทนี้ ศิษย์ทั้งแปดคนนี้คือศิษย์ที่อายุใกล้จะครบสิบห้าปี ทว่ายังบำเพ็ญเพียรไม่ถึงขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้นปลาย เพื่อให้สามารถรั้งอยู่ในพื้นที่ตระกูลต่อไปได้ จึงมาแสวงหาหนทางรอดที่นี่" ไป่เย่ามองดูต้นกล้าอันล้ำค่าที่อยู่เต็มพื้น ภายในใจยินดีเป็นอย่างยิ่ง กล่าวต่อว่า "ศิษย์ในพื้นที่ตระกูลมักยึดถือหลักการผู้ที่แข็งแกร่งกว่าย่อมอยู่รอดเสมอมา หากพวกเขาไม่มีแม้แต่ความสามารถในการดูแลพืชวิญญาณให้ได้ดั่งใจ เช่นนั้นทำได้เพียงออกไปดูแลกิจการของตระกูลอยู่ภายนอกเท่านั้น"

อันชิงหลีร้อง "อ้อ" ออกมาหนึ่งเสียง เป็นไปตามคาด การท่องไปในโลกบำเพ็ญเพียร การมีทักษะติดตัวย่อมเป็นเรื่องดี

วันถัดมา ไป่เย่าได้นำพาศิษย์ขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้นกลางแปดคนมาอยู่ตรงหน้าอันชิงหลี

อันชิงหลีมองดูศิษย์ขอบเขตรวบรวมลมปราณทั้งแปดคนที่คอตกด้วยความหดหู่ใจ รู้สึกทอดถอนใจอยู่บ้าง ระดับการบำเพ็ญเพียรของคนทั้งแปดนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในขอบเขตรวบรวมลมปราณระดับหกหรือระดับเจ็ด หากอยู่ภายนอก คุณสมบัติย่อมไม่ถือว่าย่ำแย่ ทว่าการแข่งขันในพื้นที่ตระกูลรุนแรงจนเกินไป เมื่อไม่บรรลุตามข้อกำหนด ย่อมต้องจากไป

เอ๊ะ เมื่อมองดูให้ละเอียด กลับมีคนคุ้นเคยอยู่ด้วย

อันชิงเฉิงและอันชิงหวนที่อายุใกล้จะครบสิบห้าปีกลับรวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย อันชิงหลีจำได้ว่า ในชาติก่อนคนทั้งสองไม่ได้รั้งอยู่ในพื้นที่ตระกูล คล้ายกับว่าถูกส่งไปประจำการที่เหมืองวิญญาณแห่งหนึ่งของตระกูล หลังจากนั้นไม่ทราบด้วยสาเหตุใด กลับตายจากไปอย่างรวดเร็ว

ศีรษะของคนทั้งสองก้มต่ำลงแล้วต่ำลงอีก ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ตอนที่พวกเขาก้าวเข้าสู่ตระกูลสายหลัก อายุสิบขวบแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มักถูกผู้คนจิกหัวใช้ไปมา ถูกแย่งชิงโอสถ ถูกแย่งชิงหินวิญญาณ ความเย่อหยิ่งถูกบดขยี้จนหมดสิ้น นิสัยกลายเป็นคนอ่อนแอและถูกรังแกได้ง่าย ดังนั้นระดับการบำเพ็ญเพียรจึงพัฒนาไปอย่างเชื่องช้า

อีกหกคนที่เหลือมีสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน เป็นเพราะความอ่อนแอจึงถูกรังแก ดังนั้นผู้ที่รังแกพวกเขา ยิ่งได้ใจและไร้ซึ่งความเกรงกลัว

โลกบำเพ็ญเพียรผู้เข้มแข็งกลืนกินผู้อ่อนแอ พื้นที่ตระกูลอัน ย่อมเป็นเช่นนี้เหมือนกัน

เดิมทีอันชิงเฉิงและอันชิงหวนเคยไปขอความช่วยเหลือจากอันชิงเหมี่ยว ทว่าอันชิงเหมี่ยวคร้านจะสนใจพวกเขา กล่าวว่าไม่ต้องการความจงรักภักดีจากคนไร้ประโยชน์สองคน ให้พวกเขาจัดการด้วยตนเองเถิด

สองพี่น้องเฉิงหวนกล่าวหาว่าอันชิงเหมี่ยวไม่คำนึงถึงความผูกพันฉันพี่น้องต่างมารดา อันชิงเหมี่ยวกลับเยาะเย้ยว่า แล้วคนทั้งสองเคยมองนางเป็นพี่น้องตั้งแต่เมื่อใดกัน

ดังนั้นหลังจากที่อันชิงเหมี่ยวไม่สนใจสองพี่น้องเฉิงหวนแล้ว สองพี่น้องเฉิงหวนยิ่งถูกรังแกอย่างหนักหน่วงยิ่งขึ้น

เดิมที สายรองที่มาจากโลกโลกีย์สายนี้ มักจะใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในพื้นที่ตระกูลอยู่แล้ว

และในยามที่สองพี่น้องเฉิงหวนถูกรังแกอย่างแสนสาหัส ในที่สุดกลับนึกถึงคนอมโรคอย่างอันชิงหลีที่ถูกลืมเลือนไปเนิ่นนาน เมื่อสืบเสาะอยู่หลายครา กลับสืบทราบมาว่าอันชิงหลีไม่เพียงรักษาอาการบาดเจ็บจนหายดี ซ้ำยังประจบผู้อาวุโสไป่เย่าเพื่อเรียนรู้การหลอมโอสถอีกด้วย

หลอมโอสถหรือ! นักหลอมโอสถหรือ! สิ่งที่คนทั้งสองขาดแคลนที่สุดในยามนี้คือโอสถนั่นเอง

หากสามารถรีดไถโอสถมาจากอันชิงหลีได้...

คนทั้งสองที่อยู่ในความสิ้นหวัง ราวกับได้เห็นแสงสว่างอีกครา ย้อนกลับไปในคืนหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อน ในฐานะผู้ขวางทาง ทำท่าทีป่าเถื่อนเรียกร้องโอสถจากอันชิงหลี เฉกเช่นเดียวกับที่ลูกหลานตระกูลอันคนอื่น เรียกร้องโอสถจากคนทั้งสอง

ในคืนนั้น พระจันทร์สุกสกาวลอยเด่นอยู่กลางฟ้า แสงสีเงินสาดส่องไปทั่ว สายลมพัดแผ่วเบา นำพาสุรเสียงกบเขียดจากที่ห่างไกล ทั่วทั้งพื้นที่ตระกูลอันล้วนอาบไล้ไปด้วยแสงจันทร์อันเงียบสงบ ช่างสงบร่มเย็นเป็นพิเศษ

อันชิงหลีหลอมโอสถและฝึกฝนวิชาคาถามาหลายวัน ไม่ได้ฝึกฝนกระบี่มาหลายคืน รู้สึกคันไม้คันมือ จึงเหยียบย่างไปบนแสงจันทร์ ก้าวออกมาจากเรือนโอสถ เตรียมตัวกลับเข้าเรือนตนเอง ปิดประตูให้มิดชิดเพื่อยืดเส้นยืดสายให้เต็มที่สักหน่อย

โลกบำเพ็ญเพียรมีพลังวิญญาณอุดมสมบูรณ์ สามารถพบเห็นพืชพรรณอันเขียวชอุ่มได้ทุกหนทุกแห่ง พื้นที่ตระกูลอันยิ่งเป็นเช่นนี้ ทุกระยะเวลาสิบวันครึ่งเดือนจะมีการโรยผงยากำจัดแมลงและขับไล่งู

ดอกไม้ใบหญ้าริมทางไม่ได้ถูกตัดแต่งอย่างตั้งใจ เติบโตจนมีความสูงเลยอันชิงหลีวัยเจ็ดขวบไปถึงครึ่งค่อนตัว

อันชิงหลีเอามือไพล่หลัง เดินไปท่ามกลางพงหญ้าอันรกทึบที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้

ท่ามกลางพงหญ้าอันเงียบสงบ เสียงหอบหายใจอย่างรวดเร็ว ปลุกความระแวดระวังของอันชิงหลีให้ตื่นตัว

"ออกมาเถิด" อันชิงหลีขมวดคิ้วตวาดเสียงต่ำ แสงจันทร์งดงามถึงเพียงนี้ กลับมีคนมาขัดจังหวะ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อกวาดสัมผัสวิญญาณดู กลับเป็นคนคุ้นเคยที่เป็นพี่น้องต่างมารดานั่นเอง

สองพี่น้องเฉิงหวนเทินหญ้าไว้บนศีรษะ กระโดดออกมาจากพงหญ้า เปลี่ยนท่าทีว่าง่ายไปโดยสิ้นเชิง กล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันว่า "ส่งหินวิญญาณและโอสถมาเดี๋ยวนี้!"

"พวกเจ้าแน่ใจนะว่าจะปล้นข้า" ในเวลานั้นอันชิงหลีเอ่ยถามออกไปเช่นนี้ ไม่มีท่าทีหวาดผวาจากการถูกปล้นเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าระดับการบำเพ็ญเพียรของนางในยามนั้นจะอยู่เพียงขอบเขตรวบรวมลมปราณระดับห้า ยังเทียบสองพี่น้องเฉิงหวนไม่ได้ สองพี่น้องเฉิงหวนอายุมากกว่านางหลายปี มีระดับการบำเพ็ญเพียรอยู่ในขอบเขตรวบรวมลมปราณระดับหกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นถึงสองคน

สองพี่น้องเฉิงหวนถูกรังแกมานานเกินไป กลายเป็นพวกแข็งนอกอ่อนในมาตั้งนานแล้ว เมื่อถูกอันชิงหลีเอ่ยถามกลับด้วยความสงบนิ่งเช่นนี้ เมื่อหวนนึกถึงที่พึ่งพิงอันยิ่งใหญ่เบื้องหลังของนาง กลับกลายเป็นพวกตนที่ตื่นตระหนกเสียเอง ทำได้เพียงแสร้งทำเป็นสงบนิ่งท่ามกลางความลุกลี้ลุกลน กล่าวคำโกหกพกหลมว่า "บอกความจริงกับเจ้าก็ได้ ไม่ใช่พวกเราที่ต้องการขอโอสถจากเจ้า เป็นอันชิงเหมี่ยว ใช่ เป็นนาง นางเป็นคนส่งพวกเรามา!"

"อันชิงเหมี่ยวหรือ?" เมื่อมองดูท่าทีร้อนรนและหวาดกลัวของสองพี่น้องเฉิงหวน อันชิงหลีย่อมไม่เชื่อถือ

"ใช่ เป็นนางนั่นแหละ!" สองพี่น้องเฉิงหวนยืนกรานอย่างหนักแน่น หลังจากนั้นความมั่นใจเพิ่มขึ้นหลายส่วน กอดอกข่มขู่ว่า "อันชิงเหมี่ยวคือศิษย์ที่ตระกูลให้ความสำคัญมากที่สุด เจ้าย่อมรู้ดีว่า นางไม่ชอบหน้าเจ้ามากที่สุด ทางที่ดีเจ้าควรรู้จักสถานการณ์ ส่งโอสถมาอย่างว่าง่าย พวกเราจะได้ช่วยพูดจาดีให้เจ้าต่อหน้าอันชิงเหมี่ยวได้บ้าง มิเช่นนั้น..."

"มิเช่นนั้นหรือ? มิเช่นนั้นจะเป็นเช่นไรเล่า?"

คิ้วอันเรียวยาวของอันชิงหลีเลิกขึ้น ดึงกระบี่วิเศษออกมาดัง "ชั๊วะ"

ในช่วงสองปีนี้ นางมักจะฝึกฝนกระบี่อยู่เพียงลำพังในเรือนหลังเล็กของตน มีเพียงเคล็ดวิชาและทักษะการใช้กระบี่ของเจ้าของร่างเดิม ทว่ากลับไร้ซึ่งประสบการณ์การต่อสู้จริงกับผู้บำเพ็ญเพียร ทว่าไป่เย่าเอาแต่เคี่ยวเข็ญให้นางหลอมโอสถเพื่อให้ภายภาคหน้าเมื่อไปยังสำนักเทียนอวิ้น จะได้ใช้พรสวรรค์ในการหลอมโอสถเป็นใบเบิกทางเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์ผู้มีชื่อเสียง ย่อมไม่ปรารถนาให้นางไปท้าประลองกับผู้คนเพื่อสิ้นเปลืองเวลาและเรี่ยวแรง

บัดนี้มีเป้าหมายให้ฝึกฝนฝีมือส่งตรงมาถึงหน้าประตูถึงสองคน นางจะยอมปล่อยไปโดยง่ายได้อย่างไร

เมื่อสองพี่น้องเฉิงหวนเห็นอันชิงหลีดึงกระบี่วิเศษออกมา พลันตื่นตระหนกตกใจทันที เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทาว่า "เจ้าคิดจะทำสิ่งใด?" สรุปแล้วผู้ใดกันแน่ที่เป็นฝ่ายเริ่มลงมือปล้น

"ต่อสู้น่ะสิ! ยิ่งไปกว่านั้นบัญชีแค้นเก่าบางส่วน สมควรชำระความได้แล้ว!" ดวงตาอันสุกสกาวของอันชิงหลีไม่อาจปิดบังความตื่นเต้นเอาไว้ได้ กล่าวว่า "หากเอาชนะข้าได้ บัญชีแค้นเก่าถือเป็นอันยกเลิก ซ้ำยังจะมอบโอสถให้พวกเจ้าด้วย"

"เจ้าเป็นถึงนักหลอมโอสถ กลับเป็นฝ่ายท้าประลองวิชากับพวกเราก่อนงั้นหรือ?" สองพี่น้องเฉิงหวนรู้สึกแปลกประหลาด ถึงขั้นสงสัยว่าจะมีเล่ห์เหลี่ยมซ่อนอยู่ ขี้ขลาดตาขาวจนชินชา ชั่วขณะหนึ่งกลับไม่กล้ารับคำท้า ซ้ำยังถอยหลังไปครึ่งก้าว เตรียมตัวหลบหนี

ขอบเขตรวบรวมลมปราณระดับหกถึงสองคน เผชิญหน้ากับขอบเขตรวบรวมลมปราณระดับห้าเพียงคนเดียว กลับยังคิดจะหลบหนี

"วางใจเถิด ข้าไม่ใช้พิษหรอก"

อันชิงหลีเอ่ยปากปลอบประโลมไปหนึ่งประโยค สิ้นเสียง พลันตวัดกระบี่ฟันเฉียงลงไป

ปราณกระบี่สีแดงฉาน ราวกับใบมีดบางเฉียบที่ควบแน่น พุ่งทะยานเข้าหาสองพี่น้องเฉิงหวนอย่างรวดเร็ว

สองพี่น้องเฉิงหวนถูกบีบให้ถอยร่นไปหลายเมตร เมื่อเห็นว่าอันชิงหลีที่มีความสูงยังไม่ถึงหน้าอกของพวกตนเอาจริงเข้าแล้วตามคาด ท่ามกลางความตื่นตระหนกได้แต่ลอบกัดฟันแน่น

อย่างไรเสียพวกตนก็อยู่ถึงขอบเขตรวบรวมลมปราณระดับหก อย่างไรเสียเคยประลองวิชากับอันชิงเหมี่ยวมาหลายร้อยครั้ง จะยอมให้นังหนูที่เพิ่งบำเพ็ญเพียรมาไม่ถึงสองปีผู้นี้มารังแกเอาได้อย่างไร!

ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียจริง เป็นเพียงระดับการบำเพ็ญเพียรที่อาศัยโอสถทับถมขึ้นมาเท่านั้น!

สองพี่น้องเฉิงหวนสบตากันหนึ่งครั้ง งัดเอาพลังใจที่ถูกลืมเลือนไปเนิ่นนานออกมา ในที่สุดจึงพุ่งทะยานเข้าไปรับมือ

"เจ้ารนหาที่เองนะ!"

อันชิงเฉิงส่งเสียงด้วยความเคียดแค้น ความอัปยศอดสูที่เคยได้รับในอดีต กลับระเบิดออกมาอย่างกะทันหันในชั่วขณะนี้ เท้าขวากระทืบลงบนพื้นอย่างแรง กระทืบจนเกิดหลุมขนาดใหญ่กว้างหนึ่งตารางเมตร ดินในหลุมก่อตัวพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว กำแพงดินหนาครึ่งเมตรผุดขึ้นจากพื้นดิน ขวางกั้นอยู่เบื้องหน้า

ท่ามกลางฝุ่นดินที่ปลิวว่อน อันชิงหลีกระโดดพุ่งตัวขึ้นไป หมายจะตวัดกระบี่ฟันลงบนศีรษะของเขา

เถาวัลย์เส้นหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากกำแพงดินอย่างกะทันหัน ดึงรั้งมือขวาที่ถือกระบี่ของอันชิงหลีเอาไว้

ที่แท้คืออันชิงหวนที่อยู่หลังกำแพงดิน สองนิ้วชิดติดกัน ขับเคลื่อนพลังวิญญาณธาตุไม้ ควบคุมเถาหญ้าริมทางให้ลอบโจมตี

อันชิงหลีกำกระบี่ฟันกลางอากาศ ปราณกระบี่กวาดผ่าน ตัดเถาหญ้าที่พุ่งเข้ามาให้แหลกละเอียดเป็นผุยผงในชั่วพริบตา

"เป็นไปได้อย่างไร!"

สองพี่น้องเฉิงหวนตื่นตระหนกตกใจอย่างรุนแรงในใจ ไม่ใช่ระดับการบำเพ็ญเพียรที่อาศัยโอสถทับถมขึ้นมาหรอกหรือ เหตุใดการตอบสนองจึงรวดเร็วถึงเพียงนี้ เหตุใดพลังวิญญาณจึงหนาแน่นถึงเพียงนี้ เหตุใดปราณกระบี่จึงเกรี้ยวกราดถึงเพียงนี้!

กลับไม่ด้อยไปกว่าขอบเขตรวบรวมลมปราณระดับหกที่พวกตนบำเพ็ญเพียรมาอย่างยากลำบากเลย!

อันชิงหลีย่อมไม่เปิดโอกาสให้พวกเขามีเวลาขบคิดให้มากความ อาศัยจังหวะที่ร่วงหล่นลงมา เล็งไปที่ข้อมือของอันชิงหวน ตวัดกระบี่ฟันอย่างรวดเร็วทันที

ผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่นั้นหรือ สิ่งที่ให้ความสำคัญคือความรวดเร็ว แม่นยำ และเหี้ยมโหด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประลองวิชาด้วยกระบี่ในระยะห่างระดับหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องมีกระบวนท่าอันวิจิตรตระการตา ลดทอนความยุ่งยากให้กลายเป็นความเรียบง่าย เล็งเป้าหมายไปที่จุดอ่อน ตวัดกระบี่เพียงครั้งเดียวย่อมตัดสินแพ้ชนะได้

เมื่อเผชิญหน้ากับความเร็วและพละกำลังที่เหนือกว่าอย่างท่วมท้น ต่อให้มีกระบวนท่าอันวิจิตรตระการตามากเพียงใดล้วนเปล่าประโยชน์ ยิ่งไม่ใช่การต่อสู้ระยะประชิดของปุถุชนคนธรรมดา ย่อมไม่จำเป็นต้องใช้กระบวนท่ากระบี่อันสลับซับซ้อนเปลี่ยนแปลงยากจะคาดเดาเหล่านั้น

ทว่าภายภาคหน้า หากสามารถได้รับเคล็ดวิชากระบี่อันลึกล้ำ นางจะต้องตั้งใจศึกษาอย่างหนักแน่นอน ได้ยินมาว่าเคล็ดวิชากระบี่ระดับสูงสามารถช่วยเหลือผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่ให้เข้าถึงเจตนากระบี่ได้ ผู้ที่เข้าถึงเจตนากระบี่เหล่านั้น เพียงตวัดกระบี่ย่อมสามารถสร้างขอบเขตได้ กักขังคู่ต่อสู้ไว้ในขอบเขตกระบี่ของตนเอง ยากที่จะดิ้นรนหลุดพ้น

อันชิงหลียังไม่ได้รับเคล็ดวิชากระบี่ที่ร้ายกาจอันใด ทำได้เพียงใช้กระบี่เป็นอาวุธ อาศัยความเร็วและพละกำลังเพื่อรับมือกับศัตรู

ปราณกระบี่สายนี้ ควบแน่นยิ่งกว่าการฟันครั้งก่อนหน้า พุ่งเข้ามาเร็วยิ่งกว่าเดิม

เสียง "ตูม" ดังกึกก้อง ที่แท้คือกำแพงดินที่อันชิงเฉิงรีบร้อนควบแน่นขึ้นมา ถูกกระบี่ฟันจนแหลกละเอียด

อันชิงหลีไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้หายใจหายคอแม้แต่น้อย เหยียบลงบนซากปรักหักพัง พุ่งตัวไปข้างหน้า ตวัดกระบี่แหวกอากาศออกไปอีกครา

"เหตุใดจึงยังสามารถตวัดกระบี่ออกมาได้อีก!"

พลังวิญญาณสะสมหนาแน่นถึงเพียงนี้ สรุปแล้วเป็นระดับการบำเพ็ญเพียรที่อาศัยโอสถทับถมขึ้นมาจริงหรือไม่!

ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่ ย่อมต้องใช้พลังวิญญาณของตนเอง ปลดปล่อยออกไปโดยอาศัยกระบี่วิเศษ พวกเขาคิดว่า การตวัดกระบี่อันดุดันไม่กี่ครั้งในตอนแรก ย่อมสามารถเผาผลาญพลังวิญญาณภายในร่างกายของอันชิงหลีไปได้เกือบเจ็ดแปดส่วนแล้ว

พวกเขาจะไปล่วงรู้ได้อย่างไรว่า สติปัญญาของอันชิงหลีนั้นไม่ธรรมดา บำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชาวสันต์หวนคืนมาจนถึงขั้นที่สองแล้ว พลังวิญญาณสะสมภายในร่างกายย่อมไม่ต่างจากพวกเขามากนัก ยิ่งไปกว่านั้นยังได้รับการป้อนกลับจากพืชวิญญาณ ความบริสุทธิ์ของพลังวิญญาณยิ่งอยู่เหนือกว่าพวกเขาเสียอีก

นางต้องแอบกินโอสถบำรุงปราณมาอย่างแน่นอน! อันชิงเฉิงที่มีใบหน้าเปื้อนฝุ่นอยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา ดึงอันชิงหวนให้ถอยหลังอย่างลุกลี้ลุกลน อันชิงหวนที่กำลังลนลาน รีบร่ายสัญลักษณ์มือขับเคลื่อนพลังวิญญาณธาตุไม้ พืชพรรณริมทางเติบโตอย่างบ้าคลั่งในพริบตา รวมตัวกันราวกับงูหญ้าขนาดยักษ์ตัวหนึ่ง พุ่งเข้ากัดกินอันชิงหลีเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

อันชิงหลีขมวดคิ้ว ปลายเท้าแตะลงบนพืชพรรณพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับต้องการพุ่งเข้าหาพระจันทร์อันสุกสกาวเหนือศีรษะ

พืชพรรณบนพื้นดินเหล่านั้นพากันแห่แหนตามขึ้นมาทันที กางกรงเล็บอ้าเขี้ยวอยู่ใต้แสงจันทร์ ราวกับปีศาจพืชพรรณแต่ละตัวที่เลือกจับคนกินเป็นอาหาร

อันชิงหลียังคงเป็นเพียงขอบเขตรวบรวมลมปราณระดับห้า ยังไม่สามารถขี่กระบี่เหาะเหินได้ ร่างกายพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด พลันกลายเป็นเส้นโค้ง ร่วงหล่นลงมา

อันชิงหวนมองเห็นโอกาส รีบควบคุมพืชพรรณ บีบรัดเข้าหาอันชิงหลี

อันชิงหลีถือกระบี่ ปลายเท้าแตะพื้น กระโดดหลบหลีกไม่หยุดหย่อน ราวกับกระต่ายเจ้าเล่ห์ท่ามกลางมวลบุปผา

"ตูม!"

กำแพงดินอีกหนึ่งชั้นขวางกั้นเส้นทางของอันชิงหลีอย่างกะทันหัน ที่แท้คืออันชิงเฉิงที่เตรียมการไว้แต่แรก คาดคะเนจุดลงเท้าในการกระโดดพุ่งตัวของอันชิงหลี ร่ายสัญลักษณ์มือขับเคลื่อนพลังวิญญาณธาตุดิน

โอกาสดี! อันชิงหวนรีบควบคุมพืชพรรณเข้าล้อมปราบ หมายจะกักขังอันชิงหลีไว้ในพื้นที่แคบ

ด้านหน้าของอันชิงหลีถูกกำแพงดินกระแทกจนมึนงง แผ่นหลังถูกหนามแหลมขีดข่วนจนมีเลือดไหลซึมออกมา ทันใดนั้นกัดฟันแน่น กระบี่วิเศษแทงขึ้นด้านบน หมุนตัวควงสว่าน ราวกับเหล็กหมาด พุ่งทะลวงกรงขังพืชพรรณที่ใกล้จะปิดสนิทนี้อย่างดื้อดึง

ร่างกายที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า หมุนควงอยู่ภายใต้แสงจันทร์ ปลายกระบี่วิเศษในมือกดลง ปราณกระบี่เป็นกลุ่มก้อนครอบคลุมพืชพรรณที่ไล่ตามมาเบื้องล่าง ตัดพืชพรรณเหล่านั้นจนโล้นเตียนไปทั้งแถบในชั่วพริบตา

"นางบำเพ็ญเพียรมาเพียงปีเศษจริงหรือ?"

สองพี่น้องเฉิงหวนตื่นตระหนกจนเสียอาการ หัวใจของอันชิงหวนเต้นตึกตัก ยังคิดจะควบคุมพืชพรรณเพื่อจัดการอันชิงหลีต่อไป กลับพบด้วยความสิ้นหวังว่าพืชพรรณรอบกายของอันชิงหลีล้วนถูกตัดจนกลายเป็นโคลนสีเขียวไปหมดแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้นพลังวิญญาณของพวกเขาทั้งสองสูญเสียไปกว่าครึ่งในการประลองวิชาเมื่อครู่ ทว่าพวกเขากลับอัตคัดขัดสนจนไม่มีโอสถมาเติมเต็ม

เมื่ออันชิงหลีเห็นว่าพลังวิญญาณของทั้งสองอ่อนแรงลงแล้ว นางเหยียบย่ำลงบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยโคลนหญ้าสีเขียว เปิดฉากโจมตีอีกครา ถือกระบี่ตวัดเข้าหาพวกเขา

คนตัวเล็กจ้อยปานนี้อยู่ภายใต้แสงจันทร์ กลับถือกระบี่ที่ยาวถึงเพียงนั้น ไม่ว่ามองเช่นไร ย่อมรู้สึกแปลกประหลาดอยู่บ้าง

"พวกเรายอมแพ้!" สองพี่น้องเฉิงหวนใบหน้าซีดเผือด ลมหายใจไม่มั่นคงอยู่บ้าง ทรุดตัวนั่งลงกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง ตะโกนลั่นว่า "พวกเราไม่มีโอสถบำรุงปราณ ไม่มีอุปกรณ์วิญญาณช่วยเหลือ พวกเรายอมแพ้แล้ว!"

อันชิงหลียังรู้สึกไม่หนำใจ ทว่าสองพี่น้องเฉิงหวนสูญเสียพลังใจไปเสียแล้ว นั่งกองกับพื้นไม่ยอมลุกขึ้น ไม่ยินยอมลงมือต่อสู้กับอันชิงหลีอีกต่อไป

"นั่นเป็นเพียงข้ออ้าง เป็นเพราะจิตใจของพวกเจ้าอ่อนแอต่างหาก" อันชิงหลีขมวดคิ้ว หันหลังเดินจากไป

มาบัดนี้ สองพี่น้องเฉิงหวนกลับมายืนอยู่ตรงหน้าอันชิงหลีอีกครา ไม่เห็นท่าทีกำเริบเสิบสานดื้อรั้นเหมือนในปีนั้นอีกเลยแม้แต่น้อย

อันชิงหลีไม่แม้แต่จะปรายตามองสองพี่น้องเฉิงหวน ถึงอย่างไรนางไม่ปรารถนาจะพบเจอคนทั้งสองอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเป็นเพราะในคืนนั้นนางเป็นฝ่ายร้องขอการประลองวิชาก่อน ทว่ากลับไม่ได้ประลองวิชาในสถานที่ที่ตระกูลกำหนดไว้ ทำลายพืชพรรณมากจนเกินไป ส่งผลกระทบอย่างเลวร้าย จึงถูกลงโทษให้หลอมโอสถให้ตระกูลโดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนเป็นเวลาหนึ่งปี ซ้ำยังถูกริบเบี้ยหวัดรายเดือนในปีถัดไปอีกด้วย

พื้นที่ตระกูลอันส่งเสริมให้มีการประลองวิชา ทว่าไม่อาจทนรับการประลองวิชาได้ทุกหนทุกแห่ง มิเช่นนั้นพืชพรรณและบ้านเรือนในพื้นที่ตระกูล จะเพียงพอให้เจ้าพวกลูกสุนัขเหล่านี้ทำลายล้างได้อย่างไร ผู้ที่ไม่ได้ประลองวิชาในสถานที่ที่ตระกูลกำหนดไว้ ผู้ใดเป็นฝ่ายเริ่มท้าประลองวิชาก่อน ผู้นั้นย่อมต้องรับโทษ

อีกประการหนึ่ง เป็นเพราะตระกูลมีเจตนาให้อันชิงหลีมุ่งมั่นกับการหลอมโอสถ ดังนั้นจึงลงโทษหนักกว่าปกติเล็กน้อย

"ในเมื่อพวกเจ้าถูกคัดเลือกให้มาเรียนรู้การดูแลสวนสมุนไพร เช่นนั้นจงตั้งใจเรียนรู้ให้ดี หากเรียนรู้ได้ดี ย่อมถือเป็นทักษะในการหาเลี้ยงชีพประเภทหนึ่ง" อันชิงหลีเอ่ยปากอย่างเป็นจริงเป็นจัง

"ทักษะในการหาเลี้ยงชีพหรือ?" คนทั้งแปดเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง พวกเขามาที่นี่ด้วยสภาพจิตใจของผู้พ่ายแพ้ ไม่เคยคิดไปไกลถึงเพียงนั้นเลยแม้แต่น้อย เพียงคิดจะใช้ความโชคดีเพื่อรั้งอยู่ในพื้นที่ตระกูลต่อไปได้ แม้จะถูกรังแกทุกวันในพื้นที่ตระกูล ทว่าไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ยิ่งไปกว่านั้นยังมีพลังวิญญาณอุดมสมบูรณ์ เพียงอาศัยพลังวิญญาณเหล่านี้บำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบาก ย่อมมีความหวังที่จะบรรลุขอบเขตสร้างรากฐาน

"แน่นอน" อันชิงหลีชี้ไปยังแปลงสมุนไพรด้านหลัง รายงานผลงานของตนเองโดยตรง "<<เคล็ดวิชาวสันต์หวนคืนสู่สรรพสิ่ง>> เป็นเคล็ดวิชาระดับสูงที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก แปลงสมุนไพรที่ข้าดูแลด้วยการขับเคลื่อนเคล็ดวิชาวสันต์หวนคืนแปลงนี้ เพียงระยะเวลาไม่กี่เดือน ข้าขายสมุนไพรไปได้สองต้น ทำกำไรเป็นหินวิญญาณระดับกลางให้ข้าได้ถึงสิบก้อนแล้ว"

"หินวิญญาณระดับกลางสิบก้อน!" คนทั้งแปดร้องอุทาน

เป็นไปตามคาด หินวิญญาณอันเป็นประกายแวววาว สามารถกระตุ้นพลังใจของผู้คนได้อย่างมหาศาล

"ใช่แล้ว" อันชิงหลีกล่าวต่อ "ผู้บำเพ็ญเพียรไม่ต้องเข่นฆ่าปล้นชิง ไม่ต้องหลอมโอสถหรือสร้างยันต์ ขอเพียงดูแลสมุนไพรวิญญาณให้ดี ย่อมสามารถสร้างฐานะอันมั่งคั่งได้เช่นเดียวกัน เหมือนกับการเลี้ยงลูกหมูในโลกโลกีย์ ย่อมสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจนร่ำรวยได้เช่นเดียวกัน ทว่า เส้นทางที่พวกเราเดินอยู่นี้คือเส้นทางระดับสูงที่เน้นความประณีตและมีจำนวนน้อย ไม่ใช่เส้นทางระดับล่างที่เน้นปริมาณมากและหาได้ทั่วไป พวกเจ้าเข้าใจความหมายของข้าหรือไม่?"

"เข้าใจ!" คนทั้งแปดไม่ใช่คนโง่เขลา มีจำนวนน้อยถึงจะล้ำค่า ล้ำค่าถึงจะสามารถแลกเปลี่ยนเป็นหินวิญญาณ หินวิญญาณจำนวนมาก เมื่อมีหินวิญญาณ เส้นทางการบำเพ็ญเพียรถึงจะราบรื่นยิ่งขึ้น

"ดีมาก" อันชิงหลีพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

ตลอดสองปีมานี้ ไป่เย่าดูแลเอาใจใส่นางเป็นอย่างดี อันชิงหลีย่อมปรารถนาจะทำบางสิ่งเพื่อเป็นการตอบแทน ดังนั้นอันชิงหลีจึงไม่คิดจะปิดบังเคล็ดลับในการดูแลรักษาสมุนไพรที่บอบบางเหล่านี้

เมื่อคิดจะตอบแทนผู้อาวุโสไป่เย่า อันชิงหลีจึงกล่าวปลุกปั่นต่อไปว่า "ต่อจากนี้ไป ข้าจะให้พวกเจ้าแต่ละคนรับผิดชอบดูแลสมุนไพรคนละห้าชนิด ในระหว่างนี้ข้าจะช่วยดูแลพวกเจ้าด้วยเช่นกัน หากเลี้ยงดูได้ดี ผู้อาวุโสไป่เย่าย่อมมีรางวัลให้ หากเลี้ยงดูได้แย่ ผู้อาวุโสไป่เย่าย่อมต้องเปลี่ยนคนมาแทนที่ พวกเจ้าต้องรู้ตัวไว้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้าไม่สามารถจำกัดตัวเองอยู่เพียงตรงหน้า หากมีพรสวรรค์ในการดูแลพืชวิญญาณอย่างแท้จริง ย่อมสามารถเลี้ยงดูพืชวิญญาณบางส่วนด้วยตนเองได้ จะสามารถเลี้ยงดูได้มากน้อยแค่ไหน และสามารถเลี้ยงดูได้ดีเพียงใด ล้วนขึ้นอยู่กับความสามารถของพวกเจ้าเอง"

จบบทที่ ตอนที่ 14: ต่อสู้ดุเดือดกับสองพี่น้องเฉิงหวน

คัดลอกลิงก์แล้ว