- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบโชคร้าย แต่ดันกลายเป็นปรมาจารย์นักหลอมโอสถซะงั้น
- ตอนที่ 8: อันชิงเหมี่ยวก่อเรื่อง
ตอนที่ 8: อันชิงเหมี่ยวก่อเรื่อง
ตอนที่ 8: อันชิงเหมี่ยวก่อเรื่อง
อนุหลิ่วร้องไห้คร่ำครวญสำนึกผิดไม่หยุดหย่อน ในท้ายที่สุดกลับกลายเป็นอันชิงหลีที่ต้องหันมาปลอบประโลมนางแทน
เด็กน้อยทั้งหกคนเก็บสัมภาระเรียบร้อย เมื่อไปคุกเข่าขอบคุณบรรพบุรุษทุกท่านที่ศาลบรรพชนตระกูลอันเสร็จสิ้น ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลสายหลักได้นำพาคนทั้งหมดออกเดินทางจากเมือง เดินทางมาถึงสถานที่ไร้ผู้คน ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลสายหลักผู้นั้นโยนเรือเหาะรูปร่างคล้ายใบไม้ลำหนึ่งออกไป เรือเหาะต้องลมพลันขยายขนาด ขยายใหญ่จนมีความยาวกว่าหนึ่งจั้ง
เด็กน้อยหลายคนมองดูด้วยความรู้สึกแปลกใหม่เป็นอย่างยิ่ง อันชิงเหมี่ยวเป็นผู้นำ กระโดดขึ้นไปอย่างสง่างาม เด็กน้อยคนอื่นล้วนตามติดไปด้านหลัง มีเพียงอันชิงหลี ในชาติก่อนเคยพบเห็นของวิเศษประเภทบินได้ที่ยอดเยี่ยมและมีจำนวนมากกว่า ภายในใจจึงสงบนิ่งเป็นอย่างยิ่ง ทว่ายามนี้มีอาการบาดเจ็บติดตัว ซ้ำยังขาสั้น ทำได้เพียงใช้ทั้งมือและเท้าปีนป่ายขึ้นเรือเหาะอย่างยากลำบากและไร้ซึ่งความน่าเกรงขาม
น่าขายหน้าอย่างแน่นอน นางได้ยินเสียงหัวเราะเยาะของคนทั้งห้าอย่างชัดเจน ทว่านางเป็นถึงผู้ใหญ่ จะต้องไปใส่ใจเด็กน้อยไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมกลุ่มนี้ไปเพื่อสิ่งใด
กลับเป็นผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลสายหลักที่ยกมือขึ้นใช้วิชาควบคุมสิ่งของ มอบแรงส่งให้นางจากความว่างเปล่า ทำให้นางสามารถขึ้นเรือเหาะได้อย่างราบรื่น
"ขอบคุณท่านอาตระกูลสายหลักเจ้าค่ะ" อันชิงหลีเหนื่อยล้าจนใบหน้าเล็กแดงระเรื่อ จำต้องยอมรับว่าการผลักของอนุหลิ่วในครานั้น ทำให้นางต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสอย่างแท้จริง
ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลสายหลักก้าวเข้ามาภายในเรือนเหาะเช่นเดียวกัน พร้อมเอ่ยกลั้วรอยยิ้มว่า "ข้ามีนามว่าฉี่ซาน เรียกข้าว่าท่านอาเจ็ดได้เลย"
อันชิงหลีพยักหน้าอย่างว่าง่าย นำกระบี่วิเศษด้านหลังลงมาวางไว้ตรงหน้า ก่อนจะรู้ตัวและไปนั่งปรับลมปราณบริเวณขอบเรือเหาะ รากฐานของนางได้รับบาดเจ็บ ยังไม่สามารถชักนำปราณเข้าสู่ร่างกายได้ ไม่สามารถใช้งานถุงมิติได้ สัมภาระส่วนใหญ่ล้วนส่งมอบให้ท่านอาเจ็ดตระกูลสายหลักช่วยเก็บรักษาไว้ มีเพียงกระบี่วิเศษเล่มนี้ที่พกติดตัวอยู่ตลอดเวลา
"ท่านอาเจ็ดลำบากแล้ว" อันชิงเฉิงและอันชิงหวนทำทีคล้ายไม่ได้ตั้งใจชนอันชิงหลีไปหนึ่งครา พลางขยับเข้าไปใกล้ชิดอันฉี่ซานอย่างกระตือรือร้น แลกกับสายตาส่งเสริมจากอันชิงเหมี่ยวหนึ่งสาย
อันชิงหลีถูกคนทั้งสองชนจนเซถลา ร่างกายพุ่งไปข้างหน้าอย่างแรง รู้สึกเพียงว่ามีบางสิ่งกระแทกเข้าที่หน้าอก ทว่าเมื่อรีบยื่นมือคว้าออกไป ใต้ร่างกลับว่างเปล่าไร้สิ่งใด
ต้องมีบางสิ่งอย่างแน่นอน!
อันชิงหลีกระจ่างชัดในใจ ทว่ากลับไม่แสดงท่าทีอันใดออกมา
"ในเมื่อเป็นสายเลือดเดียวกัน เหตุใดจึงทำเช่นนี้!" อันฉี่ซานตีหน้าขรึมตวาดลั่น ประคองอันชิงหลีให้ลุกขึ้น พร้อมสั่งสอนคนรุ่นเยาว์เหล่านี้ว่า "สายเลือดตระกูลอันของพวกเรา ย่อมต้องสามัคคีเพื่อรับมือกับคนนอก อย่าได้เสียเวลาไปกับการต่อสู้กันเองภายในตระกูล"
สองพี่น้องเฉิงหวนย่อมล่าถอยไปอย่างเก้อเขิน ทว่าในใจคิดว่าท่านอาเจ็ดผู้นี้ เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างของตระกูลสายหลักที่คอยวิ่งเต้นรับใช้ ย่อมเทียบไม่ได้กับอันชิงเหมี่ยวในอนาคต ดังนั้นจึงไม่ได้เก็บอันฉี่ซานมาใส่ใจ
อันฉี่ซานย่อมดูออกเช่นกันว่าคนทั้งสองไม่ยอมเชื่อฟัง ทว่ากล่าวมาถึงขั้นนี้ ตนไม่ปรารถนาจะเปลืองน้ำลายอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น เด็กหญิงอย่างอันชิงหลีผู้นี้ ปรมาจารย์ขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดที่ร่วมเดินทางมาด้วยระบุตัวรับไว้ การดูแลเอาใจใส่ให้มากอีกสักหน่อยย่อมไม่เกิดข้อผิดพลาด
อันชิงหลีใช้มือเล็กกำกระบี่วิเศษไว้แน่น นางจำได้ว่าสองพี่น้องเฉิงหวนคล้ายจะตายเร็วกว่านางเสียอีก รายละเอียดการตายเป็นเช่นไร เจ้าของร่างเดิมไม่ได้ใส่ใจ และไม่ได้ไปสอบถาม
"นั่งให้มั่นคง" อันฉี่ซานสั่งการด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นำหินวิญญาณหลายก้อนวางลงในช่องว่างของเรือเหาะ ขับเคลื่อนเรือเหาะให้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างเชื่องช้า จากนั้นเร่งความเร็วมุ่งหน้าไปทางทิศใต้
ก้อนเมฆสีขาวหลายก้อน คล้ายลอยอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม อันชิงหลีกระชับเสื้อคลุมหนาเตอะบนร่าง แม้มือและเท้าจะเย็นเฉียบ ทว่าภายในใจกลับบังเกิดความปีติยินดีอย่างหาที่สุดไม่ได้
ในที่สุด เส้นทางการบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนของนางได้เริ่มออกเดินทางแล้ว!
เด็กน้อยคนอื่นต่างพากันหมอบอยู่ริมเรือเหาะชะโงกหน้ามองลงไปเบื้องล่าง ตื่นเต้นจนส่งเสียงร้องลั่น เด็กเหล่านั้นเคยถูกญาติผู้ใหญ่ในตระกูลพานั่งกระบี่เหาะเหินขึ้นฟ้า ทว่าไม่เคยบินมาถึงระดับความสูงเช่นนี้มาก่อน ความตื่นเต้นแปลกใหม่ รวมถึงความปรารถนาที่มีต่อตระกูลสายหลัก ย่อมรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ทว่าหลังจากความตื่นเต้นผ่านพ้นไป ความเบื่อหน่ายกลับเข้ามาแทนที่
เรือเหาะบินมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ติดต่อกันถึงสามวัน ระหว่างทาง อันฉี่ซานได้เพิ่มหินวิญญาณเข้าไปอีกหลายก้อน ถึงได้ลดระดับเรือเหาะลง และร่อนลงบริเวณนอกเมืองแห่งหนึ่ง
"พวกเรามาถึงแล้วใช่หรือไม่?" เด็กน้อยหลายคนแย่งกันกระโดดลงจากเรือเหาะ พร้อมเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น พลังวิญญาณ ณ สถานที่แห่งนี้กลับหนาแน่นกว่าเมืองโอรสสวรรค์ที่พวกตนเคยอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้ไม่น้อย ไม่แปลกใจที่ญาติผู้ใหญ่ในบ้านล้วนคาดหวังให้พวกตนมาบำเพ็ญเพียรที่ตระกูลสายหลัก
"ยังไม่ถึง" อันฉี่ซานอุ้มอันชิงหลีที่หดตัวกลมออกมา เก็บเรือเหาะ พร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "สถานที่แห่งนี้ นับเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกโลกีย์และโลกบำเพ็ญเพียร เมื่อผ่านเมืองนี้ไป มุ่งหน้าไปทางทิศใต้อีกสามเมือง หลังจากนั้นถึงจะเป็นเมืองหงส์ร่วง เมืองหงส์ร่วงถึงจะเป็นสถานที่รวมตัวของตระกูลอันสายหลักของพวกเรา"
"เมืองหงส์ร่วงหรือ? มีหงส์ร่วงหล่นลงมาตายที่ดินแดนแห่งนั้นใช่หรือไม่?" เด็กน้อยหลายคนเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"มีเพียงหงส์ตัวเดียวที่ใดกัน" อันฉี่ซานอุ้มอันชิงหลีที่มีริมฝีปากสั่นเทาจนม่วงคล้ำจากความหนาวเหน็บ จ่ายค่าผ่านประตูเมือง นำพาเด็กน้อยหลายคนเดินไปพลางอธิบายไปพลาง "ตำราโบราณบันทึกไว้ เมื่อหลายแสนปีก่อน เมืองหงส์ร่วงยังคงเป็นภูเขารกร้างอันกว้างใหญ่ไพศาล เป็นสถานที่อยู่อาศัยของเผ่าพันธุ์หงส์ เพียงแต่หลังจากผ่านพ้นสงครามหลายครั้ง พลังวิญญาณในดินแดนเปียนหลานลดน้อยถอยลงทุกวัน สัตว์เทวะหลากหลายชนิดทยอยสูญพันธุ์ไปจนหมดสิ้น แม้แต่สัตว์เทวะอย่างหงส์ยังไม่อาจหลีกหนีชะตากรรมได้ หลังจากนั้นภูเขารกร้างแห่งนี้ ค่อยถูกผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ยึดครองทีละน้อย จนกลายเป็นเมืองหงส์ร่วงที่เจริญรุ่งเรืองดังเช่นในปัจจุบัน"
"เช่นนั้นภายในเมืองหงส์ร่วงยังมีหงส์อยู่หรือไม่?"
อันฉี่ซานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า "หลายหมื่นปีที่ผ่านมา ผู้บำเพ็ญเพียรดินแดนใต้ไม่เคยพบเห็นแม้แต่ขนหงส์สักเส้นเดียว เมื่อลองคิดดูในดินแดนของพวกเรานี้ หงส์คงสูญพันธุ์ไปจนหมดสิ้นแล้ว"
"นอกจากดินแดนของพวกเราแล้ว ยังมีดินแดนอื่นอีกหรือไม่?" อันชิงเหมี่ยวส่งเสียงถาม
"ย่อมเป็นเช่นนั้น" ครั้งนี้อันฉี่ซานกล่าวด้วยความหนักแน่น "ล้วนกล่าวว่าสามพันโลกใบเล็ก สามพันคือตัวเลขสมมติ ฟ้าดินกว้างใหญ่ไพศาล จะมีเพียงดินแดนเปียนหลานของพวกเราได้อย่างไร บางทีรอให้พวกเจ้ามีวาสนาบรรลุเป็นเซียนขึ้นสู่ดินแดนเบื้องบน คงสามารถรับรู้สิ่งอื่นได้มากยิ่งขึ้น"
"เช่นนั้นข้าจะบรรลุเป็นเซียนขึ้นไปดูสักหน่อย!" ยามนี้อันชิงเหมี่ยวเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
บนถนนใหญ่ที่มีผู้คนสัญจรไปมาขวักไขว่ เสียงหัวเราะเยาะพลันดังระงม ต่างพากันมองไปยังเด็กหญิงตัวน้อยที่พูดจาโอ้อวดไม่รู้จักอายผู้นี้
ในโลกบำเพ็ญเพียรยามนี้ ไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรบรรลุเป็นเซียนมานานถึงห้าพันปีแล้ว เด็กหญิงตัวน้อยขอบเขตรวบรวมลมปราณผู้นี้กลับหลงระเริงคิดจะบรรลุเป็นเซียน ช่างเป็นความคิดที่เพ้อฝันเกินจริงโดยแท้ ต้องรู้ว่าศิษย์อัจฉริยะของสำนักใหญ่และตระกูลใหญ่เหล่านั้น ในยามนี้ล้วนไม่กล้าเอ่ยคำโอ้อวดเช่นนี้ออกมาตามอำเภอใจ
อันชิงหลีหลับตาทอดถอนใจ ตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ดินแดนเปียนหลานเป็นเช่นนี้อย่างแท้จริง ไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรบรรลุเป็นเซียนมานานถึงห้าพันปี ทว่าเจ้าของร่างเดิมมีชีวิตอยู่ไม่ถึงร้อยปี ยิ่งไปกว่านั้นหนังสือเล่มนั้นยังอ่านไม่ถึงตอนจบ เมื่อลองคิดดู หากดินแดนนี้มีผู้บรรลุเป็นเซียนอีกครา เกรงว่าคงมีเพียงตัวเอกหญิงอย่างเยี่ยจื่อหลานเป็นผู้นำทัพ
ส่วนอันชิงเหมี่ยว หลังจากกวาดล้างตระกูลอันสายหลักแล้ว กลับถูกผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดขั้นปลายแซ่อันท่านหนึ่งจากสำนักเทียนอวิ้นตามล่าสังหาร ในท้ายที่สุดจะตายหรือรอดชีวิต นางกลับไม่ล่วงรู้เลย
"หัวเราะอันใดกัน!"
อันชิงเหมี่ยวเคยถูกดูแคลนเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน นางกวาดสายตาด้วยความโกรธเกรี้ยว ทว่าไม่ทราบด้วยเหตุใด ท่ามกลางกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรกลุ่มใหญ่ที่กำลังหัวเราะเยาะอยู่รอบด้าน กลับสังเกตเห็นเพียงท่าทางหลับตาทอดถอนใจของอันชิงหลี
แม้แต่นังเด็กไร้ประโยชน์ผู้นี้ยังดูถูกนางงั้นหรือ?
อันชิงเหมี่ยวโกรธจนหน้าแดง สองมือประสานอินอย่างรวดเร็ว กระแสลมพลุ่งพล่านระหว่างนิ้วมือที่พลิ้วไหว คล้ายมีประกายคลื่นน้ำระยิบระยับปรากฏขึ้นฉับพลัน หลังจากนั้นมังกรน้ำตัวน้อยอันโปร่งแสงแวววาวพุ่งเข้าโจมตีใบหน้าเล็กอันซีดเผือดของอันชิงหลีทันที
บ้าเอ๊ย!
รูม่านตาของอันชิงหลีหดเกร็งอย่างรุนแรง นางเป็นเพียงคนป่วยไข้คนหนึ่ง แม้แต่การชักนำปราณเข้าสู่ร่างกายยังทำไม่สำเร็จ จะสามารถหลบหลีกการโจมตีของอันชิงเหมี่ยวในขอบเขตรวบรวมลมปราณระดับห้าได้อย่างไร
หากหลบการโจมตีครานี้ไม่ได้ การเสียโฉมเป็นเรื่องเล็ก ศีรษะแตกเป็นเรื่องใหญ่
โชคดีที่อันฉี่ซานซึ่งกำลังอุ้มนางอยู่ลงมือได้ทันท่วงที โล่ดินสกัดกั้นมังกรน้ำสายนั้นไว้อย่างง่ายดาย พร้อมอดกลั้นความโกรธตวาดลั่น "เหลวไหล!"
อันชิงเหมี่ยวระงับความโกรธไม่ได้ สัญลักษณ์มือพลิกแพลงอีกครา มังกรน้ำตัวใหญ่กว่าเดิมก่อตัวขึ้น พุ่งชนชายชราขอบเขตรวบรวมลมปราณที่กำลังหัวเราะอย่างสนุกสนานอยู่ด้านข้างอย่างรวดเร็ว เพียงการโจมตีครั้งเดียว ชนจนชายชราขอบเขตรวบรวมลมปราณผู้นั้นกระอักเลือดสดล้มลงกับพื้นยากจะลุกขึ้นยืน
นางเตะซ้ำชายชราผู้นั้นไปอีกหนึ่งเท้าอย่างเหี้ยมโหด เมื่อระบายความโกรธแค้นแล้ว อันชิงเหมี่ยวถึงจะเชิดหน้ายืดอก ประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงกึกก้องว่า "ข้าคือผู้ครอบครองรากปราณน้ำสายเดี่ยว มีอันใด..."
"หุบปากเดี๋ยวนี้!" ใบหน้าของอันฉี่ซานแปรเปลี่ยนทันที รีบร่ายวิชาใบ้ใส่อันชิงเหมี่ยวในทันที
รากปราณ รากปราณน้ำสายเดี่ยวหรือ?
ตัวเลือกเตาหลอมอันยอดเยี่ยม!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งรากปราณน้ำสายเดี่ยวจากตระกูลเล็กตระกูลน้อยเหล่านั้น แทบจะทันทีที่ข่าวแพร่งพรายออกไป ล้วนถูกผู้ยิ่งใหญ่ที่เกี่ยวข้องจองตัวไปจนสิ้น แน่นอนว่ามีบิดามารดาที่มีเจตนาดี ปิดบังคุณสมบัติของบุตรธิดา แอบส่งตัวเข้าสู่สำนักใหญ่ เมื่อกลายเป็นศิษย์ของสำนักใหญ่ ภัยพิบัติจากการเป็นเตาหลอมย่อมสามารถหลีกเลี่ยงได้ ทว่าผลประโยชน์ย่อมไม่ตกไปถึงมือคนนอก รากปราณน้ำสายเดี่ยวเหล่านั้น ส่วนใหญ่ล้วนกลายเป็นคู่บำเพ็ญเพียรของศิษย์อัจฉริยะภายในสำนัก
สายตาหลายคู่ที่จับจ้องไปยังอันชิงเหมี่ยว ล้วนแฝงไปด้วยความโลภ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้พิทักษ์ผู้มีรากปราณน้ำสายเดี่ยวผู้นี้ มีเพียงอันฉี่ซานที่อยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายเพียงคนเดียวเท่านั้น
อันชิงเหมี่ยวรู้ตัวว่าหลุดปากพูดจาผิดพลาด อดไม่ได้ที่จะขยับเข้าใกล้ชิดอันฉี่ซาน ก่อนออกเดินทาง ผู้นำตระกูลกำชับนักกำชับหนาให้นางอย่าได้เปิดเผยความลับเรื่องรากปราณน้ำสายเดี่ยวเพื่อหลีกเลี่ยงการชักนำภัยพิบัติมาสู่ตน ทว่านางรังเกียจว่าคนแก่ขี้บ่น จึงไม่มีความอดทนรับฟังเลยแม้แต่น้อย
อันชิงหลีมองอันชิงเหมี่ยวอย่างหมดคำจะเอ่ย ในโลกบำเพ็ญเพียรแห่งนี้การฆ่าคนชิงทรัพย์เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สุด การที่อันชิงเหมี่ยวหลุดปากเอ่ยคำว่า "รากปราณน้ำสายเดี่ยว" ออกมาท่ามกลางฝูงชน ไม่รู้เลยว่าจะชักนำภัยพิบัติอันใดมาสู่การเดินทางในครานี้บ้าง