- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบโชคร้าย แต่ดันกลายเป็นปรมาจารย์นักหลอมโอสถซะงั้น
- ตอนที่ 4: เสียทรัพย์ไม่พ้นภัย
ตอนที่ 4: เสียทรัพย์ไม่พ้นภัย
ตอนที่ 4: เสียทรัพย์ไม่พ้นภัย
เดินเตร็ดเตร่อยู่ตีนเขามาสองปี อันชิงหลีจดจำพืชพรรณดอกไม้ใบหญ้าบริเวณตีนเขาได้ทั้งหมด ร่างกายเล็กแข็งแรงขึ้นไม่น้อย ซ้ำยังเก็บสะสมหินวิญญาณระดับต่ำได้ถึงสิบก้อน
เมื่อรวบรวมหินวิญญาณได้เพียงพอ อันชิงหลีวางแผนจะไปที่ตลาดเพื่อซื้อเตาหลอมโอสถที่หมายตามาเนิ่นนาน เตาหลอมโอสถนั้นแม้จะเป็นของวิเศษระดับต่ำที่คุณภาพแย่อย่างยิ่ง ทว่าสำหรับมือใหม่ระดับเริ่มต้นอย่างอันชิงหลีถือว่าเพียงพอแล้ว
หินวิญญาณระดับต่ำสิบก้อนสำหรับอันชิงหลีในวัยห้าขวบนับเป็นเงินก้อนใหญ่ แน่นอนว่าไม่สามารถพกติดตัวได้ จึงนำไปซ่อนไว้ใต้แผ่นกระเบื้องปูพื้นบริเวณใต้เตียงที่อยู่ชิดกำแพงมากที่สุด
ทว่าในชั่วพริบตาที่มุดเข้าไปใต้เตียงและเปิดแผ่นกระเบื้องขึ้นมาอีกครั้ง อันชิงหลีกลับรู้สึกโกรธเคืองจนถึงขีดสุด
"ผู้ใดขโมยหินวิญญาณของข้าไป!"
ท่ามกลางหมอกบางยามเช้า เสียงเด็กน้อยอันไร้เดียงสาแผดร้องคำรามอยู่ในเรือนแยกอย่างไม่หยุดหย่อน สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนทั้งเรือนแยกในทันที
อนุหลิ่วโบกพัดหญิงงาม เดินนวยนาดเข้ามาด้วยท่าทางอ่อนช้อยราวกับกิ่งหลิวลู่ลม พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยถากถางอยู่หลายส่วนว่า "สือจิ่วเอ๋ย หินวิญญาณแค่ไม่กี่ก้อน ร้องห่มร้องไห้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ก่อนหน้านี้ไม่ได้บอกเอาไว้หรือไร ว่าให้มอบหินวิญญาณให้แม่เป็นผู้เก็บรักษา เช่นนี้ไม่เรียกว่าโดนโจรปล้นหรอกหรือ?"
มือเล็กของอันชิงหลีกำกระบี่หักเอาไว้แน่น นางแทบอยากจะฟันโจรที่ขโมยหินวิญญาณผู้นั้นให้ตายตกไป
นั่นคือหินวิญญาณแค่สิบก้อนหรือ?
นั่นคือเตาหลอมโอสถของนาง เป็นรากฐานในการสร้างเนื้อสร้างตัวให้ร่ำรวยของนางเชียวนะ!
"ดูสิ ดูสิ เหตุใดขอบตาจึงแดงก่ำ?" อนุหลิ่วยังคงมีความปวดใจบุตรสาวของตนอยู่บ้าง นางดึงตัวเด็กหญิงตัวน้อยเข้ามากอด พร้อมรีบเอ่ยถาม "สรุปแล้วมีหินวิญญาณกี่ก้อนกัน ถึงได้ร้องไห้คร่ำครวญขนาดนี้?"
อันชิงหลีลูบใบหน้าหนึ่งครั้ง "สิบก้อนเจ้าค่ะ"
"สิบก้อนหรือ?!" อนุหลิ่วพลันขึ้นเสียงสูงปรี๊ด หากนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินทอง ย่อมเพียงพอให้คนเฒ่าคนแก่และเด็กน้อยในเรือนแห่งนี้ใช้ชีวิตไปได้กว่าครึ่งค่อนชีวิต "เร็วเข้า เร็วเข้า เร็วเข้า ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ห้ามผู้ใดในเรือนเข้าออกเป็นอันขาด ค้นหาทีละห้องให้ข้า! ต่อให้ต้องขุดดินลึกลงไปสามฉื่อ ต้องค้นหาหินวิญญาณออกมาให้ข้าจงได้!"
อันชิงหลีขมวดคิ้วพิจารณาอนุหลิ่วอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจแล้วว่านางไม่ใช่โจรที่ร้องตะโกนจับโจรเสียเอง จึงนำบ่าวไพร่เก้าคนพร้อมกับสุนัขตัวเหลืองใหญ่หนึ่งตัวในจวนมารวมกัน จากนั้นแยกย้ายกันสอบสวน ใช้เวลาสอบสวนอยู่นานหลายชั่วยาม กลับไม่ได้ผลลัพธ์อันใด
หินวิญญาณหายไปเมื่อคืนนี้ เห็นอยู่ชัดเจนว่าก่อนนอนหินวิญญาณยังคงอยู่ ประตูหน้าต่างถูกลงกลอนจากด้านใน ตื่นนอนขึ้นมา หินวิญญาณกลับงอกปีกบินหนีไปเสียแล้ว
การขโมยของในห้องปิดตายงั้นหรือ?
"ช่างเป็นการป้องกันพันหมื่นวิถี ทว่าโจรในบ้านยากจะป้องกันเสียจริง!" อนุหลิ่วโกรธจนตัวสั่น นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมว่า "ในเมื่อไม่มีผู้ใดยอมรับ เช่นนั้นจงส่งตัวไปรายงานตัวกับท่านพญายมราชให้หมด!"
"อนุภรรยาโปรดไว้ชีวิตด้วยเถิด! ไม่ใช่พวกเรา! ผู้ใดขโมยไปขอให้ครอบครัวของมันต้องตายอย่างอนาถ ขออนุภรรยาโปรดตรวจสอบให้กระจ่าง ขอคุณหนูสือจิ่วโปรดตรวจสอบให้กระจ่างด้วยเถิด!"
กลุ่มคนหวาดกลัวจนต้องสาบานแช่งชักหักกระดูกตนเอง ในใจรู้ดีว่าอนุหลิ่วมักจะเป็นคนไม่รู้จักแยกแยะ เมื่อเกิดเรื่องขึ้นมา ยังไม่มีความคิดความอ่านเท่าเจ้านายตัวน้อยผู้นี้ ดังนั้นสายตาเว้าวอนหลายสิบคู่ล้วนจับจ้องไปยังอันชิงหลี
สายตาของอันชิงหลีกวาดมองไปตามคนเหล่านี้อย่างไม่หยุดหย่อน นางลูบใบหน้าพลางครุ่นคิด ลอบคิดในใจว่าโจรผู้นั้นสามารถมาไร้ร่องรอยไปไร้เงา รับประกันไม่ได้ว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่มีฝีมือ ทำได้เพียงขอความช่วยเหลือจากทางเรือนหลักเท่านั้น
อนุหลิ่วนำตัวอันชิงหลีไปยังเรือนหลัก เมื่อตามหาอันฉี่ฮ่วนไม่พบ จึงทำได้เพียงอธิบายสถานการณ์ให้ฮูหยินเอกอย่างอนุเฉินฟังเพื่อขอให้นางส่งคนไปตรวจสอบ
"ไม่ใช่แค่หินวิญญาณระดับต่ำสิบก้อนหรอกหรือ นึกว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายอันใด สร้างความวุ่นวายใหญ่โตถึงเพียงนี้ ไม่กลัวขายหน้าบ้างหรือไร"
อนุเฉินผู้ก้าวขึ้นเป็นฮูหยินเอก หลายปีมานี้ได้รับการเกื้อหนุนจากโอสถวิญญาณ บำเพ็ญเพียรจนถึงขอบเขตรวบรวมลมปราณระดับสามแล้ว ยิ่งมองข้ามหัวบรรดาอนุภรรยาปุถุชนที่กำลังจะแก่ชราเหล่านี้ "เอาเถิด เอาเถิด เรื่องนี้ข้ารับรู้แล้ว นำบ่าวไพร่ในเรือนของเจ้าไปโบยให้พิการแล้วขายทิ้งไป จากนั้นเปลี่ยนบ่าวไพร่ชุดใหม่เสียจบเรื่อง"
อนุหลิ่วกัดฟันแน่น ยังคงคิดจะร้องไห้อ้อนวอนให้อนุเฉินรายงานเรื่องนี้ขึ้นไปเพื่อส่งผู้บำเพ็ญเพียรของตระกูลไปตามหินวิญญาณที่หายไปกลับคืนมา ทว่าอันชิงหลีที่อยู่ด้านข้างกลับรับคำของอนุเฉิน นางดึงตัวอนุหลิ่วผู้ไม่ยินยอมพร้อมใจให้จากไป
"นางยักษ์ขมูขีสมควรตาย กลับดูอ่อนเยาว์ลงอีกแล้ว!" อนุหลิ่วเดินไปข้างหน้าพร้อมกับสบถด่าเสียงเบา อนุเฉินผู้นั้นยิ่งมีชีวิตอยู่ยิ่งดูผุดผ่องมีน้ำมีนวล จะไม่ให้คนริษยาได้อย่างไร!
อันชิงหลีปรายตามองอนุหลิ่วผู้สนใจผิดประเด็น นางนิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เมื่อนึกถึงหินวิญญาณของตนที่หายไป รวมถึงเตาหลอมโอสถที่คลาดแคล้วกันไป ลอบคิดในใจว่านี่อาจเป็นลิขิตสวรรค์
ลิขิตสวรรค์ที่ทำให้นางในชาตินี้ไม่สามารถหลอมโอสถได้ และยังคงต้องเดินกลับไปสู่ชะตากรรมของตัวประกอบเป้าโจมตีที่ตายอย่างอนาถเช่นเดิมงั้นหรือ?
ทว่าเห็นอยู่ชัดเจนว่าในชาตินี้ นางมีความกระตือรือร้นและมุมานะถึงเพียงนี้ มุมานะอย่างเต็มที่เพื่อให้อันชิงหลีมีชีวิตที่เป็นตัวของตัวเองแตกต่างไปจากเดิม
ต้องรู้ก่อนว่าเจ้าของร่างเดิมอย่างอันชิงหลี ช่วงก่อนอายุห้าขวบล้วนอาศัยอยู่แต่ในเรือนหลังน้อยแห่งนั้น เฝ้ารอคอยวันสำคัญในการทดสอบรากปราณของตระกูลอันด้วยความไร้เดียงสาและกระวนกระวายใจ
ชะตากรรมสุดท้ายของตัวละครเป็นสิ่งที่ไม่อาจย้อนกลับได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ตัวละครในหนังสือ ผู้ยิ่งใหญ่ที่บรรลุเป็นเซียนยังคงบรรลุเป็นเซียน ตัวประกอบเป้าโจมตีที่สมควรตายยังคงต้องตายเช่นนั้นหรือ?
อันชิงหลีหวาดผวา แล้วการที่นางเป็นผู้มาจากต่างโลกผู้นี้ หมายความว่าอย่างไรกันแน่?
"ลูกเอ๋ย เจ้าเป็นอันใดไป?" อนุหลิ่วมองดูอันชิงหลีที่มีท่าทีราวกับถูกผีเข้า ตกใจจนทำสิ่งใดไม่ถูก
ดวงตาทั้งคู่ของอันชิงหลีไร้จุดโฟกัส เบื้องหน้ามีเพียงความขมุกขมัว ปากของอนุหลิ่วที่อยู่ตรงหน้าขยับเปิดปิด คล้ายกับกำลังพูดบางสิ่งกับนาง ทว่านางกลับไม่ได้ยินเลยแม้แต่ครึ่งคำ
อนุหลิ่วร้อนใจจนทนไม่ไหว จึงออกแรงผลักอันชิงหลีไปหนึ่งครั้ง เรี่ยวแรงไม่ถือว่ามากนัก ทว่ากลับผลักจนอันชิงหลีกระอักเลือดสดออกมาหนึ่งคำ
"ลูกแม่!" อนุหลิ่วยิ่งตกใจจนวิญญาณหลุดลอย รีบอุ้มอันชิงหลีวิ่งตรงไปยังเรือนหลักเพื่อขอความช่วยเหลือ
โชคดีที่อยู่ห่างจากเรือนหลักไม่ไกลนัก ซ้ำยังบังเอิญพบกับอันฉี่ฮู่ พี่ชายร่วมอุทรของอันฉี่ฮ่วน
อันฉี่ฮู่มองดูอาการบาดเจ็บ รีบป้อนโอสถบำรุงปราณให้อันชิงหลีหนึ่งเม็ด จับชีพจรที่ข้อมือของอันชิงหลีเอาไว้ พร้อมกับค่อยส่งพลังวิญญาณเข้าไปปกป้องเส้นเลือดหัวใจของอันชิงหลี เรื่องนี้ถึงจะช่วยดึงชีวิตครึ่งหนึ่งของอันชิงหลีกลับมาได้
อนุหลิ่วรีบร้อนเล่าสถานการณ์ก่อนการกระอักเลือดให้อันฉี่ฮู่ฟัง อันฉี่ฮู่และผู้อาวุโสหลายท่านต่างมองหน้ากันไปมา
"หรือว่าจะถูกมารในใจแทรกแซงเข้าแล้ว?"
ผู้อาวุโสเจ็ดเอ่ยถามด้วยความสงสัย ทว่าสิ่งที่ท่านกล่าวมามีความถูกต้อง ทว่ามีความไม่ถูกต้องอยู่บ้าง
อันชิงหลีในวัยเยาว์เพียงแค่ตกอยู่ในอุปสรรคมาร อุปสรรคมารชั่วขณะในระดับนี้ ยังไม่อาจนับว่าเป็นมารในใจ เพียงแต่อุปสรรคมารยังไม่ทันถูกทำลาย กลับถูกอนุหลิ่วขัดจังหวะอย่างรุนแรง เกือบจะเอาชีวิตของอันชิงหลีไปเสียแล้ว
"พูดจาเหลวไหล!" ผู้อาวุโสใหญ่โต้แย้งทันที "อายุเพียงเท่านี้ จะมีมารในใจมาจากที่ใด! ได้ยินมาว่านังหนูผู้นี้มีสติปัญญาเฉียบแหลมมาแต่เด็ก นี่สมควรเป็นการรู้แจ้งตามคำเล่าลือ!"
การรู้แจ้งส่วนใหญ่มักเกิดจากการตระหนักรู้ต่อมรรควิถี ส่วนมารในใจมักเกิดจากความหวาดกลัว ความเสียใจ ความโลภ และความหลงใหลต่อผู้คนและสรรพสิ่ง ทว่าเรื่องราวบนโลกไม่มีสิ่งใดแน่นอน บางคนที่มีสติปัญญาดี สามารถมองทะลุปรุโปร่งมารในใจ เปลี่ยนเคราะห์ร้ายให้กลายเป็นดี ได้รับการรู้แจ้งหนึ่งครา นับเป็นเรื่องที่เป็นไปได้เช่นกัน
อันชิงหลีหวาดกลัวชะตากรรมของตัวประกอบเป้าโจมตีที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ของเจ้าของร่างเดิม ชั่วขณะหนึ่งคิดมากจนเกินไป ดังนั้นจึงตกอยู่ในอุปสรรคมาร
ทว่าอุปสรรคมารยังไม่ลึกซึ้งมากนัก ต่อให้ชั่วคราวยังไม่สามารถทำลายได้ รอจนตื่นขึ้นมาตามธรรมชาติย่อมหายดี ทว่าการผลักอย่างกะทันหันของอนุหลิ่ว กลับทำร้ายอันชิงหลีอย่างแสนสาหัส
"เป็นการรู้แจ้ง ไม่ผิดแน่!"
ผู้อาวุโสท่านอื่นต่างมองว่าอุปสรรคมารเป็นการรู้แจ้ง ต่างพากันเห็นด้วย ท้ายที่สุดผู้อาวุโสใหญ่มีอายุมากที่สุด สิ่งที่กล่าวมาล้วนมีเหตุมีผล ดังนั้นผู้อาวุโสเจ็ดจึงเห็นด้วยกับคำกล่าวเรื่องการรู้แจ้งเช่นกัน
ผู้คนเต็มห้องล้วนยืนยันว่า อันชิงหลีตกอยู่ในการรู้แจ้ง ไม่ใช่ตกอยู่ในมารในใจ
"ตามคำเล่าลือการรู้แจ้งนั้น ถือเป็นวาสนาที่หาได้ยากยิ่งในชีวิตของผู้บำเพ็ญเพียร ไม่เคยได้ยินหรือว่าผู้บำเพ็ญเพียรรู้แจ้งเพียงชั่วข้ามคืน ประเสริฐกว่าการบำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากมานับสิบปี" ผู้อาวุโสสามลูบเคราสีดอกเลา รู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง "น่าเสียดายเด็กหญิงบ้านของอันฉี่ฮ่วนผู้นี้ อายุยังน้อยทว่าการรู้แจ้งในครานี้กลับถูกขัดจังหวะกลางคัน ไม่ได้รับผลประโยชน์เลยแม้แต่น้อย กลับทำให้รากฐานบาดเจ็บ คงต้องพักฟื้นกันอีกยาวนาน"
ผู้อาวุโสท่านอื่นพากันถอนหายใจตาม อนุหลิ่วคล้ายกับฟังจนเข้าใจแจ่มแจ้ง โอกาสอันยิ่งใหญ่ของบุตรสาวของตน กลับถูกตนเองผลักจนพังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา ทั้งเสียใจและโกรธเคือง ร้องไห้คร่ำครวญปานจะขาดใจจนผู้อาวุโสหลายท่านในห้องทนดูไม่ได้
"พอได้แล้ว เรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้ ไม่มีทางเลือกอื่นอีก!" ผู้อาวุโสใหญ่รู้สึกอึดอัดใจเช่นกัน คนรุ่นหลังที่มีความสามารถในการรู้แจ้งถึงเพียงนี้ กลับถูกทำลายลงในมือของสตรีผู้โง่เขลาผู้นี้ "เจ้ากลับไปก่อนเถิด รอจนนังหนูผู้นี้สามารถลงจากเตียงได้ ย่อมส่งกลับไปยังที่พักของเจ้าเอง"
อนุหลิ่วถูกผู้อาวุโสใหญ่ตวาดจนตัวสั่นสะท้าน ซ้ำยังไม่กล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใดต่อหน้าตาเฒ่าเหล่านี้แม้แต่ครึ่งคำ ทำได้เพียงร้องห่มร้องไห้เดินจากไป
ผู้อาวุโสใหญ่หันไปมองอันฉี่ฮู่อีกครา พร้อมกำชับว่า "เจ้าเป็นลุงของนังหนูผู้นี้ อันฉี่ฮ่วนเก็บตัวยังไม่ออกมา ให้นังหนูผู้นี้พักฟื้นอยู่ที่นี่ของเจ้าไปก่อน จะมีความลำบากอันใดหรือไม่?"
อันฉี่ฮู่ประสานมือทันที พร้อมรับคำอย่างเต็มใจ ตนมีเพียงบุตรสาวสามคน คนหนึ่งแต่งงานเข้าตระกูลสวี คนหนึ่งแต่งงานเข้าตระกูลเยี่ย อีกคนหนึ่งถูกคัดเลือกให้เข้าสู่ตระกูลสายหลัก บัดนี้เพิ่มเด็กหญิงมาอีกหนึ่งคน ไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอันใด
ผู้อาวุโสหลายท่านยิ่งรู้สึกพึงพอใจในตัวอันฉี่ฮู่ผู้เป็นนายน้อยของตระกูลผู้นี้มากยิ่งขึ้น มองดูอันชิงหลีที่มีใบหน้าซีดเผือดอีกหนึ่งครา จากนั้นจึงเอามือไพล่หลังทยอยเดินจากไป
ทว่าในคืนนั้น อันชิงหลียังคงนอนหลับไหลไม่ได้สติ เรือนหลักของตระกูลอันกลับเกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาเรื่องหนึ่ง!