- หน้าแรก
- หล่อหลอมชะตาสู่วิถีเซียน เริ่มต้นด้วยการล่าปีศาจใต้สมุทรลึก
- บทที่ 22: เคล็ดวิชาที่ได้มา
บทที่ 22: เคล็ดวิชาที่ได้มา
บทที่ 22: เคล็ดวิชาที่ได้มา
บทที่ 22: เคล็ดวิชาที่ได้มา
"เจ้า..."
ดวงตาที่มักจะปรือปิดอยู่เสมอของผู้อาวุโสหกเบิกกว้างขึ้นมาทันที คาดไม่ถึงเลยว่าคนรุ่นเยาว์ตรงหน้าจะลื่นไหลเป็นปลาไหล แถมยังหนังหนาถึงเพียงนี้
ในบรรดาวิชาคาถาทั้งสามที่เฉินเยี่ยเลือกมา ดรรชนีสลายวิญญาณต้องใช้แต้มผลงานของตระกูลถึงหนึ่งร้อยแต้มในการแลกรับ ส่วนอีกสองวิชานั้นเป็นเพียงวิชาขั้นกลางระดับหนึ่ง ซึ่งใช้แต้มผลงานรวมกันเพียงห้าสิบแต้มเท่านั้น ยังไม่ถึงครึ่งของดรรชนีสลายวิญญาณด้วยซ้ำ!
"เอาเถอะ เอาเถอะ ใครใช้ให้ตาแก่อย่างข้าพลั้งปากหลุดพูดออกไปเอง จนปล่อยให้เจ้าฉวยโอกาสเอาเปรียบได้เล่า"
ผู้อาวุโสหกส่ายหน้า ไม่มีเจตนาที่จะบีบคั้นเฉินเยี่ยจนเกินไป
ทันใดนั้น เขาหยิบอุปกรณ์วิเศษรูปร่างคล้ายกระดองเต่าออกมาจากถุงสมบัติ บนกระดองมีร่องลึกขนาดพอดีกับป้ายประจำตัวอยู่ร่องหนึ่ง
"ไอ้หนูคนนอก วางป้ายประจำตัวของเจ้าลงในร่องนี้" ผู้อาวุโสหกเอ่ยกับเฉินเยี่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูจะรำคาญใจอยู่บ้าง
"รบกวนอาวุโสแล้วขอรับ" เฉินเยี่ยประสานมือคารวะแล้ววางป้ายลงในร่องอย่างแม่นยำไม่ผิดพลาด
แสงวิญญาณวาบผ่านไป แสงสว่างวูบหนึ่งส่งผลให้แต้มผลงานห้าสิบแต้มถูกหักออกจากด้านหลังของป้ายประจำตัว
จากนั้น ผู้อาวุโสหกจึงหยิบแผ่นหยกสื่อสารแผ่นใหม่สามแผ่นออกมาจากถุงสมบัติแล้วยื่นให้เฉินเยี่ย ส่วนแผ่นหยกก่อนหน้านี้เป็นเพียงรายชื่อวิชาคาถาและอานุภาพคร่าว ๆ เท่านั้น
"ไอ้หนู ในเมื่อได้เรียนรู้วิชาคาถาของตระกูลกงของข้าไปแล้ว หากเจ้าบังอาจนำไปถ่ายทอดให้ผู้อื่นตามใจชอบ ต่อให้เจ้าหนีไปจนสุดขอบฟ้า ตระกูลกงของข้าก็ย่อมจะตามล่าเจ้าจนถึงที่สุดอย่างแน่นอน!"
ในตอนท้าย ผู้อาวุโสหกก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยคำขู่สำทับ ส่วนวิธีการประเภทสาบานต่อจิตมารนั้น อาจจะหลอกพวกผู้บำเพ็ญเพียรระดับต่ำที่ไร้เดียงสาได้ แต่ย่อมไม่ ได้ผลดีเท่ากับการขู่กรรโชกโดยตรงเช่นนี้
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉินเยี่ยก็พยักหน้ารับด้วยความนอบน้อม ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาจึงเอ่ยถามขึ้นว่า
"จริงด้วยขอรับท่านอาวุโส ผู้น้อยไม่เห็นเคล็ดวิชาช่วงต่อของเคล็ดวิชาชักนำปราณน้ำหลากในหอถ่ายทอดธรรมเลย หรือว่าท่านลืมวางเอาไว้หรือขอรับ?"
"อะไรนะ? เจ้าบรรลุถึงขั้นสะสมปราณระยะกลางแล้วรึ?"
"เอ่อ... ยังขอรับ แต่ผู้น้อยรู้สึกว่าอย่างมากที่สุดอีกครึ่งปีก็จะสามารถทะลวงผ่านได้แล้ว แทนที่จะต้องมาลบกวนท่านในภายหลัง มิสู้รับไปทีเดียวพร้อมกันเลยจะดีกว่า..."
"เช่นนั้นก็รอให้เจ้าทะลวงผ่านให้ได้เสียก่อนค่อยมาพูดกัน"
ผู้อาวุโสหกโบกมืออย่างไม่ใส่ใจแล้วเอนหลังพิงเก้าอี้หวาย เอ่ยขึ้นอย่างเกียจคร้านว่า
"แม้ว่าการแลกรับเคล็ดวิชาชักนำปราณน้ำหลากจะไม่ต้องใช้แต้มผลงาน แต่ตามกฎของตระกูล คนนอกจะมีสิทธิ์ได้รับเคล็ดวิชาช่วงต่อก็ต่อเมื่อการบำเพ็ญเพียรบรรลุถึงขั้นสะสมปราณระยะกลางแล้วเท่านั้น ไม่มีผู้ใดได้รับข้อยกเว้น"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เฉินเยี่ยก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว มีหรือที่เขาจะไม่เข้าใจหลักการนี้?
ทว่ามีความเป็นไปได้มากที่เขาจะต้องออกทะเลอีกครั้งในอีกครึ่งปีข้างหน้า หากเขาต้องลอยลำอยู่กลางมหาสมุทรแล้วเกิดทะลวงผ่านขึ้นมาโดยไม่มีเคล็ดวิชาช่วงต่อ จะมิเป็นการเสียเวลาไปเปล่า ๆ หรอกหรือ?
อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นเอง เสียงอันใสกระจ่างราวกับน้ำพุในหุบเขาก็ดังลอยมา
"ท่านปู่หก เห็นแก่หน้าของเยว่ฉานสักครั้ง ช่วยมอบเคล็ดวิชาช่วงต่อของเคล็ดวิชาชักนำปราณน้ำหลากให้พี่เฉินจะได้หรือไม่เจ้าคะ?"
เมื่อได้ยินเสียง เฉินเยี่ยจึงหันหน้าไปมอง ก็เห็นหญิงสาวผู้งดงามนางหนึ่งกำลังเดินเยื้องกรายเข้ามา
นางสวมชุดกระโปรงผ้าโปร่งสีเขียวมรกต มีแถบผ้าไหมกว้างประมาณหนึ่งฝ่ามือผูกคาดไว้ที่เอว ขับเน้นให้เห็นถึงรูปร่างที่สมส่วนน่ามอง เรียวขาคู่งามเผยให้เห็นรำไรใต้ชายกระโปรงยามที่นางก้าวเดิน
ปราศจากเครื่องประดับที่ฉูดฉาดหรือเกินจำเป็น ยิ่งช่วยส่งเสริมกลิ่นอายอันหมดจด สง่างาม และหลุดพ้นจากโลกีย์ของนางให้เด่นชัดยิ่งขึ้น
เมื่อเห็นหญิงสาวผู้นี้เดินตรงมาทางตน เฉินเยี่ยจึงประสานมือทันทีแล้วเอ่ยว่า
"คนนอกเฉินเยี่ย คารวะคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลหลักขอรับ!"
ในขณะเดียวกัน เขาก็อดสงสัยในใจไม่ได้ว่า เหตุใดกงเยว่ฉานจึงมาที่นี่?
สำหรับผู้ที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศระดับนางในตระกูลกง ต่อให้นางต้องการเรียนรู้วิชาคาถา ย่อมต้องได้รับการสั่งสอนเป็นการส่วนตัวจากยอดฝีมือขอบเขตมี่จ้างทั้งสองท่านของตระกูลกงเป็นแน่
แม้ว่าหอถ่ายทอดธรรมจะมีเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรอยู่มากมาย แต่สิ่งที่เป็นแก่นแท้ที่แท้จริงย่อมถูกเก็บรักษาไว้ในมือของกลุ่มผู้นำระดับสูงของตระกูลกงเสมอ
ทว่าเขากลับเห็นกงเยว่ฉานแย้มยิ้มอย่างนุ่มนวลให้เฉินเยี่ย น้ำเสียงไพเราะน่าฟังเอ่ยขึ้นว่า
"พี่เฉิน เหตุใดต้องมากพิธีถึงเพียงนี้? ในเมื่อท่านได้เข้าร่วมกับตระกูลกงแล้ว จากนี้ไปพวกเราก็คือครอบครัวเดียวกัน เหตุใดต้องแบ่งแยกคนในคนนอกกันอีกเล่า?"
อืม ไม่นางต้องการซื้อใจข้า ก็คงอยากให้ข้าเปลี่ยนแซ่มาใช้นามสกุลนางเป็นแน่!
เฉินเยี่ยย่อมฟังความหมายที่ซ่อนอยู่ใต้คำพูดของกงเยว่ฉานออก แต่ในฐานะผู้สืบทอดสายตรงที่เป็นแกนหลักในรุ่นถัดไปของตระกูลกง ทั้งพรสวรรค์และการบำเพ็ญเพียรล้วนสูงที่สุดในบรรดาคนรุ่นเดียวกัน มันคุ้มค่าแล้วหรือที่นางจะต้องมาผูกมิตรกับเขาด้วยตนเองเช่นนี้?
แต่เมื่อนึกถึงเรื่องที่ตนเพิ่งจะสร้างผลงานใหญ่ให้แก่ตระกูลกง มันก็พอกล่อมแกล้มให้เข้าใจได้อยู่บ้าง...
"ท่านปู่หก ได้ยินที่เยว่ฉานพูดหรือไม่เจ้าคะ?" กงเยว่ฉานเดินมาหยุดอยู่ข้างกายผู้อาวุโสหก เมื่อเห็นว่าเขายังคงแสร้งทำเป็นหลับตานอนพักผ่อน นางจึงส่งเสียงฮึดฮัดเบา ๆ
"อ้อ? เรื่องนี้... ย่อมได้ยินอยู่แล้ว แต่เยว่ฉาน เจ้าก็รู้ว่าตามกฎของตระกูล..." ผู้อาวุโสหกไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลืมตาขึ้น แสร้งทำสีหน้าลำบากใจ
"พี่เฉินเพิ่งจะช่วยให้ตระกูลรอดพ้นจากการสูญเสียหินวิญญาณหลายหมื่นก้อน ทั้งยังช่วยชีวิตพี่เฉิงหยวนเอาไว้ มันก็เป็นเพียงเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรในขั้นสะสมปราณเท่านั้น เหตุใดท่านปู่หกต้องยึดติดกับกฎเกณฑ์ถึงเพียงนี้เล่าเจ้าคะ? อีกอย่าง ท่านผู้นำตระกูลก็รับทราบเรื่องนี้แล้วด้วย..."
กงเยว่ฉานนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาของนางจับจ้องไปที่เฉินเยี่ยอย่างลึกซึ้ง ราวกับจะบอกว่าการคงอยู่ของเขานั้นได้ดึงดูดความสนใจจากระดับสูงของตระกูลกงเรียบร้อยแล้ว
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้อาวุโสหกลังเลอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างไม่เต็มใจ
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เอาเถอะ! ตาแก่อย่างข้าจะยอมมอบเคล็ดวิชาช่วงต่อของเคล็ดวิชาชักนำปราณน้ำหลากให้ไอ้หนูนี่ เห็นแก่หน้าของเจ้าหรอกนะ เยว่ฉาน!"
พูดจบ เขาก็ตบถุงสมบัติที่เอว หยิบแผ่นหยกสื่อสารออกมาแผ่นหนึ่งแล้วโยนให้เฉินเยี่ย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงรำคาญใจว่า
"ไอ้หนู ถือว่าเจ้าโชคดีไป หากไม่ใช่เพราะเยว่ฉานช่วยพูดแทนเจ้า ตาแก่อย่างข้าไม่มีทางมอบเคล็ดวิชาช่วงต่อให้เจ้าในวันนี้แน่ เหตุใดจึงยังไม่รีบขอบคุณคุณหนูใหญ่อีกเล่า?"
เฉินเยี่ย มองดูแผ่นหยกที่เพิ่มขึ้นมาในมือ จากนั้นจึงกวาดสายตามองผู้อาวุโสหกและกงเยว่ฉานสลับกัน รู้สึกว่าตนเองกำลังถูกทั้งสองคนร่วมมือกันเล่นละครตบตาเสียแล้ว
ท่านอาวุโสหก ความเด็ดเดี่ยวของท่านเมื่อครู่นี้หายไปไหนเสียแล้วเล่า?
มิใช่ท่านบอกเองหรอกหรือว่าไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงกฎของตระกูลได้?
เหตุใดพอกงเยว่ฉานมาถึง กฎเกณฑ์เหล่านั้นจึงเปลี่ยนไปได้ในพริบตา?
แต่ไม่ว่าอย่างไร เคล็ดวิชาก็ได้มาครอบครองแล้ว และเป้าหมายก็บรรลุผลสำเร็จ เฉินเยี่ยจึงยังคงรู้สึกยินดีอยู่ลึก ๆ
เขาเก็บแผ่นหยกเข้าที่ จากนั้นจึงประสานมือให้กงเยว่ฉาน
"ขอบคุณคุณหนูใหญ่ที่ช่วยพูดและให้ความช่วยเหลือ ในวันหน้าผู้น้อยย่อมต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อตระกูลให้มากขึ้น จะไม่ยอมให้ความเมตตาในวันนี้ต้องสูญเปล่าอย่างแน่นอนขอรับ"
ก็แค่คำพูดประจบสอพลอที่ไร้แก่นสาร ใครเล่าจะพูดไม่เป็น?
ในเมื่อกงเยว่ฉานอยากเห็นความจงรักภักดีของเขา เขาก็แค่แสดงมันออกมาให้เห็น อย่างไรเสียก็ไม่เสียเงินสักทองเดียว!
เป็นดังคาด เมื่อเห็นท่าทางซาบซึ้งในบุญคุณของเฉินเยี่ย แววตาของกงเยว่ฉานก็เผยความพึงพอใจออกมาทันที
นางไม่เชื่อหรอกว่า ด้วยการที่นางออกโรงด้วยตนเองเช่นนี้ จะไม่สามารถจัดการกับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสะสมปราณระยะแรกเพียงคนเดียวได้!
"พี่เฉิน ไม่ต้องเกรงใจถึงเพียงนั้นหรอก"
กงเยว่ฉานแย้มยิ้มแล้วส่ายหน้า ก่อนจะเอ่ยต่อว่า
"อย่างไรก็ตาม เคล็ดวิชาช่วงต่อของเคล็ดวิชาชักนำปราณน้ำหลากนั้นลึกซึ้งและเข้าใจยาก ยามทำความเข้าใจย่อมมีความยุ่งยากอยู่บ้าง ข้าเองก็พอจะมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้อยู่เล็กน้อย หากพี่เฉินสนใจ ในช่วงบ่ายของวันนี้ท่านสามารถมาที่ศาลาหวนซีได้ ดีหรือไม่ที่ท่านและข้าจะได้ร่วมกันศึกษาเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรนี้ด้วยกัน?"
"เรื่องนี้..." เฉินเยี่ยเตรียมที่จะอ้าปากปฏิเสธโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
หากพูดกันตามตรง เขาไม่อยากมีความเกี่ยวข้องกับคนอย่างกงเยว่ฉานมากเกินไป แม้ว่าเรือลำใหญ่ของตระกูลกงจะมั่นคงดี แต่ในมุมมองของเฉินเยี่ยแล้ว ไม่ช้าก็เร็วเขาก็ต้องจากไปอยู่ดี
ท้ายที่สุดแล้ว ย่อมไม่มีผู้ใดปรารถนาจะอยู่ใต้ร่มเงาของผู้อื่นไปตลอดชีวิต!
ทว่า ก่อนที่คำปฏิเสธของเฉินเยี่ยจะทันได้เอ่ยออกมา เขาก็ถูกกงเยว่ฉานเอ่ยขัดขึ้นโดยตรง
"เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้เถอะพี่เฉิน ช่วงบ่ายเจอกันนะเจ้าคะ"
เมื่อสิ้นเสียงลง กงเยว่ฉานก็หันหลังเดินจากไป ไม่เปิดโอกาสให้เฉินเยี่ยได้เอ่ยปากเลยแม้แต่น้อย