- หน้าแรก
- หล่อหลอมชะตาสู่วิถีเซียน เริ่มต้นด้วยการล่าปีศาจใต้สมุทรลึก
- บทที่ 15 ต่อให้รวดเร็วปานใด จะว่องไวเกินสัมผัสเทวะได้หรือ?
บทที่ 15 ต่อให้รวดเร็วปานใด จะว่องไวเกินสัมผัสเทวะได้หรือ?
บทที่ 15 ต่อให้รวดเร็วปานใด จะว่องไวเกินสัมผัสเทวะได้หรือ?
บทที่ 15 ต่อให้รวดเร็วปานใด จะว่องไวเกินสัมผัสเทวะได้หรือ?
แทบจะในชั่วพริบตาที่เฉินเยี่ยซ่อนกายเสร็จสิ้น เขา ก็เห็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระสามคนเดินเรียงรายขึ้นบันไดมาตามกัน
"พี่หลิว ไอ้คนแซ่โจวนั่นช่างใจกว้างยิ่งนัก ดาบเพลิงผลาญเล่มนี้เป็นถึงอาวุธเวทมนตร์ขั้นกลาง ทว่ามันกลับมอบให้ท่านเปล่าๆ โดยไม่คิดเสียดายเลยหรือ?!"
"ไอ้คนแซ่โจวอันใดกัน? พวกเจ้าทุกคนจงจำใส่หัวเอาไว้ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ตระกูลโจวแห่งเกาะไผ่เขียวคือเจ้านายของพวกเรา ยามเมื่อพบหน้ามันในครั้งต่อไป พวกเจ้าต้องเรียกว่านายน้อยโจว เข้าใจหรือไม่?"
"หึหึ พวกเราก็แค่ลอบพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวเท่านั้น..."
น้ำเสียงของลูกเรือที่เป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระทั้งสามคนลอยแว่วมา เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินเยี่ยที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
นายน้อยโจว? ตระกูลโจว?
พวกผู้บำเพ็ญเพียรอิสระบนเรือเมฆาครามไปสมคบคิดกับตระกูลโจวตั้งแต่เมื่อใด?
ในความทรงจำของเขา ตระกูลโจวแห่งเกาะไผ่เขียวและตระกูลกงต่างก็เป็นตระกูลที่มีผู้เชี่ยวชาญขอบเขตลี้ลับด้วยกันทั้งคู่ ทว่าเนื่องจากอาณาเขตของทั้งสองตระกูลใหญ่มีพื้นที่ติดต่อกัน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจึงมักจะเกิดการกระทบกระทั่งแย่งชิงทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรกันอยู่บ่อยครั้ง
ทว่ายังคงโชคดีที่มีสำนักส่วนกลางคอยควบคุมดูแล ทั้งสองตระกูลจึงยังไม่เคยถึงขั้นฉีกหน้าขัดแย้งกันอย่างเปิดเผย
ทว่าจากคำพูดของคนเหล่านี้ หรือว่าตระกูลโจวกำลังเตรียมการที่จะลงมือกับตระกูลกงแล้ว?
"มิน่าเล่ากงเฉิงหยวนจึงตัดสินใจหันหลังแล่นเรือกลับก่อนกำหนด มันต้องได้รับข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้วเป็นแน่!"
เฉินเยี่ยครุ่นคิดในใจ ทว่ายามนี้ไม่มีเวลาให้เขา ได้ตรึกตรองสิ่งใดให้มากความอีกแล้ว พวกผู้บำเพ็ญเพียรอิสระทั้งสามคนได้ก้าวขึ้นมาถึงชั้นห้องพักด้านบนแล้ว
ผู้ที่เดินนำหน้าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระรูปร่างผอมแห้ง มันกวาดสายตามองไปรอบๆ พลางสบถคำรามออกมา
"คนของตระกูลกงได้อาศัยอยู่ในห้องหับที่กว้างขวางถึงเพียงนี้ ทว่าพวกกูพี่น้องกลับต้องทนอุดอู้อยู่ในห้องพักชั้นล่าง พวกเราควรจะก่อขบถต่อพวกมันตั้งนานแล้ว!"
"ทุกคนจงระวังตัวด้วย ไอ้เฉินเยี่ยคนนั้นมีอาวุธเวทมนตร์ที่กงเฉิงหยวนมอบให้เป็นรางวัล และพลังฝีมือของมันก็มิใช่ชั่ว"
ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระแซ่หลิวเอ่ยเตือนเสียงต่ำ มันดูมีรูปร่างกำยำและล่ำสัน ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นคนที่มีความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ยามเมื่อก้าวขึ้นมาถึงชั้นบน มันก็รีบโคจรพลังปราณเข้าสูดดาบเพลิงผลาญในมือทันที พร้อมที่จะจู่โจมได้ทุกเมื่อหากเกิดเหตุพลิกผัน
"รับทราบ พี่หลิว"
ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระรูปร่างผอมแห้งขานรับตามสัญชาตญาณ ทว่าในวินาทีนั้นเอง ลำแสงเย็นเยือกสายหนึ่งก็พุ่งทะยานออกมาจากเงามืดที่อยู่ห่างออกไปหลายวาอย่างกะทันหัน
ฟุ่บ!
ระดับการบำเพ็ญเพียรของผู้บำเพ็ญเพียรอิสระรูปร่างผอมแห้งนั้นอยู่ในระดับเดียวกับเฉินเยี่ย ประกอบกับการลอบซ่อนตัวโจวโจมล่วงหน้าของเฉินเยี่ย ซึ่งเป็นการวางแผนซุ่มโจมตีเป้าหมายที่ไม่ได้ระแวดระวังตัว ก่อนที่ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระรูปร่างผอมแห้งจะทันได้เคลื่อนไหวอันใด ลิ่วทลายวารีก็พุ่งปักเข้าใส่หน้าอกของมันอย่างลึกล้ำ
ฉัวะ โลหิตสาดกระเซ็น!
"มันคือลิ่มทลายวารี! แย่แล้ว!"
ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระแซ่หลิวที่อยู่ด้านหลังตอบสนองในทันที มันคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว พลางตวัดสับดาบเพลิงผลาญในมืออย่างรวดเร็ว หมายจะอาศัยอานุภาพของอาวุธเวทมนตร์ต้านทานลิ่มทลายวารีของเฉินเยี่ยไว้
ทว่าการตวัดดาบอันเร่งรีบนี้กลับฟาดฟันได้เพียงความว่างเปล่า
ลิ่มทลายวารีที่แปรเปลี่ยนเป็นลำแสงเย็นเยือกพุ่งทะลุผ่านทรวงอกของผู้บำเพ็ญเพียรอิสระรูปร่างผอมแห้งไป แทนที่จะพุ่งเข้าโจมตีผู้บำเพ็ญเพียรอิสระแซ่หลิว มันกลับหักเลี้ยวอย่างคล่องแคล่วภายใต้การควบคุมของเฉินเยี่ย แล้วพุ่งตรงเข้าใส่คนที่อยู่ด้านหลังสุดแทน!
"เป็นไปได้อย่างไรกัน?!"
ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระแซ่หลิวตื่นตระหนกยิ่งนัก คนผู้นี้อยู่เพียงขั้นกลั่นแก่นแท้ชั้นที่สามเท่านั้น เหตุใดความแข็งแกร่งของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของมันจึงน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้?
ต้องทราบว่าแม้หนทางในการโจมตีของอาวุธเวทมนตร์ประเภทลิ่ม ทวนสั้น หรือกระบี่บินจะมีความยืดหยุ่นและหลากหลาย ทว่าพวกมันก็ควบคุมได้ยากเย็นเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน
นอกจากนี้ วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของผู้บำเพ็ญเพียรในขั้นรวบรวมจิตวิญญาณระยะต้นและระยะกลางยังนับว่าอ่อนแอนัก นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่ในสองขอบเขตพลังนี้เลือกใช้อาวุธเวทมนตร์ประเภทโจมตีระยะประชิด
ย่อมมีน้อยคนนักที่จะสามารถกระทำได้เช่นเฉินเยี่ย—ที่ควบคุมอาวุธด้วยสัมผัสเทวะจากระยะห่างเกือบสิบวา และปลดปล่อยการโจมตีอันแคล่วคล่องว่องไวถึงเพียงนี้!
ฉัวะ!
"อ๊าก!!"
เสียงร้องครวญครางอย่างอนาถดังระงับขึ้นอีกสาย โดยที่ไม่ได้หันหลังกลับไปมอง ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระแซ่หลิวก็ล่วงรู้ได้ทันทีว่าลูกเรือทั้งสองคนที่มันพามาได้จบชีวิตลงด้วยน้ำมือของเฉินเยี่ยไปเสียแล้ว
"ทว่าหลังจากปลดปล่อยการโจมตีติดต่อกันถึงสองครั้ง พลังวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าคงต้องสูญเสียไปมหาศาลแล้วใช่หรือไม่?"
แววตาเหี้ยมเกรียมฉายวาบในดวงตาของผู้บำเพ็ญเพียรอิสระแซ่หลิว มันขยับกายพุ่งทะยานเข้าใส่เฉินเยี่ยทันที!
ระดับการบำเพ็ญเพียรของมันบรรลุถึงขั้นรวบรวมจิตวิญญาณชั้นที่ห้าแล้ว อีกทั้งมันยังมุ่งเน้นไปในเส้นทางของผู้บำเพ็ญเพียรกายา ในแง่ของความเร็ว มันเชื่อมั่นว่าไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรในระดับเดียวกันคนใดบนเรือจะว่องไวไปกว่ามันได้
ขอเพียงชั่วลมหายใจเดียว มันก็สามารถพุ่งไปอยู่เบื้องหน้าของเฉินเยี่ยได้แล้ว ยามเมื่อประชิดตัวได้ การจัดการกับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นกลั่นแก่นแท้ชั้นที่สามย่อมง่ายดายราวกับปอกกล้วยเข้าปาก!
ห้าวา สามวา สองวา!
ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระแซ่หลิวยกดาบเล่มยักษ์ขึ้นสูง ราวกับมองเห็นภาพที่ร่างของเฉินเยี่ยถูกฟันขาดเป็นสองท่อนไปแล้ว
ทว่าในวินาทีที่มันกำลังจะตวัดดาบสับลงมานั้นเอง—
วิ้ง~~
พลังงานที่มองไม่เห็นสายหนึ่งพลันระเบิดออกกะทันหันจากทะเลสำนึกของเฉินเยี่ย ราวกับค้อนเหล็กอันหนักหน่วงที่ทุบเข้าใส่จิตใจของผู้บำเพ็ญเพียรอิสระแซ่หลิวอย่างรุนแรง
ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระแซ่หลิวสัมผัสได้เพียงเสียงอสนีบาตแผดคำรามกึกก้องในหู ใบหน้าของมันแปรเปลี่ยนเป็นขาวซีดราวกระดาษในพริบตา ก่อนจะล้มทรุดลงกับพื้นโดยตรง
และโลหิตก็เริ่มไหลซึมออกมาจากทวารทั้งเจ็ดของมัน
"เจ้า เจ้าถึงกับ..." ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระแซ่หลิวกระอักโลหิตออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทว่าก่อนที่มันจะเอ่ยคำได้จบ ลิ่มทลายวารีที่บินวนกลับมาก็พุ่งแทงทะลุลำคอของมันไปเสียแล้ว
"ต่อให้รวดเร็วปานใด จะว่องไวเกินสัมผัสเทวะได้หรือ?"
เฉินเยี่ยเหลือบสายตามองผู้บำเพ็ญเพียรอิสระแซ่หลิวที่เบิกตาโพลง เขา หยิบเอาดาบสีโลหิตที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วตวัดฟันบั่นศีรษะของมันจนขาดสะบั้นในการสับเพียงครั้งเดียว
ยามสังหารคน ย่อมต้องมั่นใจว่าพวกมันสิ้นใจอย่างสนิทแล้ว ไม่จำเป็นต้องอธิบายความในหลักการนี้ให้มากความ
ทว่าเมื่อครู่นี้นับว่าเสี่ยงอันตรายอยู่บ้างเล็กน้อยจริงๆ
แท้จริงแล้ว เฉินเยี่ยสามารถปลดปล่อยการโจมตีด้วยสัมผัสเทวะได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขา นำวิชาเสียงสยบวิญญาณมาใช้รับมือกับศัตรู หากการโจมตีไร้ประสิทธิผลในระยะไกล หรือหากมันลงเอยด้วยการทำให้ศัตรูตื่นตระหนกจนเตลิดหนีไปก่อนเล่า?
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เฉินเยี่ยปล่อยให้อีกฝ่ายเข้ามาประชิดตัว แล้วจึงปลดปล่อยการโจมตีระยะประชิดด้วยวิชาลับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์
เมื่อพิเคราะห์ดูในยามนี้ อานุภาพของวิชาเสียงสยบวิญญาณนับว่าใช้ได้ทีเดียว หลังจากถูกโจมตีเข้าใส่ ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นรวบรวมจิตวิญญาณชั้นที่ห้าถึงกับทรุดฮวบลงโดยสิ้นเชิง และสูญเสียความสามารถในการขัดขืนไปจนหมดสิ้น!
"ข้าต้องสูญเสียอายุขัยไปถึงหนึ่งร้อยปีเต็มเพื่ออนุมานมันจนบรรลุขั้นเชี่ยวชาญ หากไม่มีอานุภาพถึงเพียงนี้ ย่อมมิใช่ว่าต้องขาดทุนย่อยยับหรอกหรือ?"
เฉินเยี่ยส่ายศีรษะ พลางเหน็บดาบสีโลหิตไว้ที่เอวของตน แล้วเก็บรวบรวมถุงสมบัติของพวกมันมาทั้งหมด
หากจะกล่าวให้แม่นยำ นี่คือถุงสมบัติที่พวกมันไปปล้นชิงมา ทว่าอย่างไรเสีย ผู้บำเพ็ญเพียรปกติธรรมดาคนใดจะพกถุงสมบัติทีเดียวถึงสามใบติดตัวกันเล่า?
ส่วนดาบสีโลหิตเล่มนั้นเป็นถึงอาวุธเวทมนตร์ขั้นกลาง ซึ่งมีระดับสูงกว่าลิ่มทลายวารีของเขา ย่อมไม่สามารถโยนทิ้งไปได้โดยเปล่าประโยชน์
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เฉินเยี่ยก็สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วก้าวเท้าเดินมุ่งตรงไปยังห้องพักชั้นล่างอย่างเด็ดเดี่ยว
ลูกเรือที่เข้าร่วมในการก่อขบถย่อมไม่ได้มีเพียงแค่สามคนนี้แน่ หากเฉินเยี่ยไม่สามารถบั่นทอนกำลังของพวกมันลงให้เร็วที่สุด สุดท้ายแล้วผู้ที่ต้องทนทุกข์ย่อมต้องเป็นตัวเขา เอง
...
ฉัวะ!
แสงเย็นเยือกวาบผ่านไป ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระขั้นรวบรวมจิตวิญญาณชั้นที่สี่คนหนึ่งถูกเฉินเยี่ยสังหารลงอย่างโหดเหี้ยม บนทางเดินด้านหลังของเฉินเยี่ยมีซากศพหลายร่างนอนระเกะระกะกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป
การต่อสู้เข่นฆ่าลงมาจากห้องพักชั้นบน จำนวนลูกเรือกบฏที่จบชีวิตลงด้วยน้ำมือของเฉินเยี่ยมีไม่น้อยกว่าเก้าคนแล้ว
สิ่งที่ทำให้เฉินเยี่ยต้องทอดถอนใจด้วยความเวทนาก็คือ มีสองคนในจำนวนนั้นที่มีสถานะเช่นเดียวกับเขา —นั่นคือเป็นสมาชิกภายนอกของตระกูลกงด้วยกันทั้งคู่
บางทีพวกมันอาจจะถูกบีบคั้นจากพวกผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่ก่อขบถจนไร้หนทางเยียวยา หรือบางทีพวกมันอาจจะมีความไม่พึงพอใจต่อตระกูลกงมานานแล้ว
ทว่าไม่ว่าจะอย่างไร ในเมื่อพวกมันเข้าร่วมในการก่อขบถครั้งนี้ เฉินเยี่ยก็ทำได้เพียงละทิ้งความสัมพันธ์ในอดีตแล้วลงมือสังหารพวกมันอย่างเหี้ยมเกรียม
"พี่... พี่เฉิน..."
ภายในห้องพักอันคับแคบ ลั่วเชนนั่งอยู่บนพื้น ร่างกายกึ่งพิงอยู่กับเตียง มีบาดแผลฉกรรจ์น่าสยดสยองอยู่ที่ท้องของเขา และอวัยวะภายในก็แหลกเหลวไปจนหมดสิ้น หากไม่ใช่เพราะกายาอันแข็งแกร่งของผู้บำเพ็ญเพียร มีหรือที่เขา จะสามารถเหนี่ยวรั้งลมหายใจสุดท้ายมาได้จนถึงบัดนี้