- หน้าแรก
- ตำหนักดอกบัว เขาว่ากันว่าเธอเก่งที่สุดในปฐพี
- บทที่ 2 : พลัดหลงเข้าพรรคจินยวน
บทที่ 2 : พลัดหลงเข้าพรรคจินยวน
บทที่ 2 : พลัดหลงเข้าพรรคจินยวน
เสียงหัวเราะที่ฟังดูไม่ออกว่าเย้ยหยันหรือมีความนัยแอบแฝงนั้น ทำให้หลี่เซี่ยงอี๋รู้สึกรำคาญใจ เขาผุดลุกขึ้นยืนในทันที แววตาคมกริบ น้ำเสียงเจือความไม่พอใจ "เจ้าหมายความว่าอย่างไร!"
"จอมยุทธ์น้อย เหตุใดต้องรีบร้อนปานนั้น? ข้าไม่ได้เย้ยหยันเจ้าเลย ข้าเพียงรู้สึกว่าเดิมทีข้าเป็นผู้เคราะห์ร้าย ไม่มีผู้ใดใส่ใจข้าก็แล้วไปเถอะ ทว่าเหตุใดพวกเขายังคงตั้งข้อสงสัยว่าข้าเป็นคนสังหารคนผู้นี้อีก?"
กล่าวจบ เขาก็ยกแขนเสื้อขึ้นกึ่งปิดบังใบหน้าพลางทอดถอนใจ "ช่างน่าสะเทือนใจยิ่งนัก..."
เขาเพียงเกรงว่าหลี่เซี่ยงอี๋จะมองเห็นรอยยิ้มของตน
หลี่เซี่ยงอี๋เบือนหน้าหนี โบกมือสั่งการให้ผู้คนรวบรวมพยานหลักฐาน "นำตัวพวกเขากลับสำนักซื่อกู้!"
คนของสำนักซื่อกู้ก้าวไปข้างหน้าและหามศพออกไป ทันใดนั้นหลี่เซี่ยงอี๋ก็คว้าข้อมือของตงฟางปู้ป้ายเอาไว้ แล้วเอ่ยอย่างเนิบช้าทีละคำ ทว่าแฝงไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจขัดขืน "เรื่องนี้เร่งด่วนนัก ข้าขอเชิญคุณชายตงฟางไปกับข้าด้วย"
หากเขายอมตามหลี่เซี่ยงอี๋ไปอย่างว่าง่ายก็คงเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ ขณะที่หลี่เซี่ยงอี๋ก้าวเดินไป เขาก็ตระหนักได้ว่าบุรุษผู้นั้นได้หายตัวไปเสียแล้ว
"ค้นหา! ต่อให้ต้องขุดดินลึกลงไปสามฉื่อก็ต้องหาตัวตงฟางปู้ป้ายผู้นี้ให้พบ!" คนผู้นี้เป็นใครกันแน่ ถึงได้หลบหนีไปจากใต้จมูกของเขาได้อย่างแนบเนียน?
แม้ตงฟางปู้ป้ายจะมิใช่คนดีเลิศอันใด ทว่าในที่สุดเขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องใดอีก สามารถผ่อนคลายและอยู่อย่างสงบสุข ทั้งยังไม่มีผู้ใดรู้จักหรือหวาดกลัวเขา ชีวิตเช่นนี้ช่างน่าอภิรมย์ยิ่งนักมิใช่หรือ?
เขาบิดขี้เกียจและหันศีรษะไป เพียงเพื่อจะพบกับสตรีรูปงามในชุดแดงกำลังจ้องมองมาที่เขา
"ช่างเป็นคุณชายที่รูปงามยิ่งนัก!"
สตรีชุดแดงก้าวไปข้างหน้า ริมฝีปากสีชาดของนางดูเย้ายวน น้ำเสียงของนางพลิกพลิ้วเลี้ยวลด บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นผู้ช่ำชองในการใช้มารยาเช่นนี้เพื่อยั่วยวนบุรุษ แม้ตัวเขาเองจะมิได้มีความสนใจในอิสตรีเลยก็ตาม
แววตาของตงฟางปู้ป้ายไหววูบ สายตาอันหล่อเหลาเหนือสามัญจับจ้องไปที่เจียวลี่เฉียว "สาวงาม มีธุระอันใดกับข้าหรือ?"
"เมื่อครู่นี้ข้าเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว" เจียวลี่เฉียวลูบไล้ใบหน้าของตงฟางปู้ป้าย เพลิดเพลินกับสัมผัสนั้นจนอดไม่ได้ที่จะลูบคลำอีกหลายครั้ง "เจ้าปั่นหัวหลี่เซี่ยงอี๋จนเสียกระบวน ข้าชอบใจยิ่งนัก"
"เหตุใดเจ้าไม่กลับไปพรรคจินยวนกับข้าเล่า? ข้าจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี" เจียวลี่เฉียวไม่เคยพบเห็นคุณชายที่งดงามปานนี้มาก่อน แม้ความรักอันยิ่งใหญ่ที่สุดของนางจะมอบให้แด่ท่านประมุข แต่ก็มิอาจห้ามปรามมิให้นางชายตามองบุรุษอื่นได้
พรรคจินยวน หรือที่บัดนี้เป็นที่รู้จักในนามพรรคมาร
ตงฟางปู้ป้าย ผู้ซึ่งเป็นประมุขแห่งพรรคสุริยันจันทราเช่นกัน พลันรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจอยู่บ้าง และเริ่มเกิดความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับพรรคมารแห่งนี้ "แม่นางคนงามคือ... สตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งพรรคจินยวนสินะ" เจียวลี่เฉียว?
เขาเคยได้ยินมาว่า สตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งพรรคจินยวนและเฉียวหวั่นหวั่นแห่งสำนักซื่อกู้ ได้รับการยกย่องร่วมกันให้เป็นหญิงงามที่สุดในยุทธภพ
เดิมที ในถิ่นฐานของเขามีเพียงการจัดอันดับยอดฝีมือในยุทธจักร หาได้มีการจัดอันดับรูปร่างหน้าตาอันแสนน่าเบื่อเช่นนี้ไม่ ทว่าเมื่อได้เห็นนางในวันนี้ หญิงงามอันดับหนึ่งผู้นี้ก็นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว
"ที่แท้คุณชายก็รู้จักข้า..." เจียวลี่เฉียวหัวเราะอย่างเปิดเผยไร้การปิดบังมากยิ่งขึ้น "เช่นนั้นเหตุใดเจ้าไม่กลับไปกับข้าตอนนี้เลยเล่า?"
"ช้าก่อน... สาวงามไม่จำเป็นต้องรู้ฐานะของข้าหรือ? หากว่า... ข้ามีแผนการร้ายแอบแฝงอยู่เล่า?" สตรีผู้มีรูปโฉมเป็นอาวุธมิใช่คนที่จะล้อเล่นด้วยได้ง่ายๆ และเจียวลี่เฉียวก็มิใช่คนขลาดเขลา
"ฮ่าฮ่าฮ่า..." เจียวลี่เฉียวลูบไล้ใบหน้าของเขาด้วยมือข้างหนึ่ง เล็บสีชาดกรีดกรายลงบนผิวหน้าของเขาอย่างแผ่วเบา "ท่านประมุขของข้ามีวรยุทธ์ล้ำเลิศ น้อยคนนักที่จะทัดเทียมได้ ด้วยเรือนร่างอันบอบบางของเจ้า ข้าเกรงว่าเขาคงไม่ปล่อยเจ้าไปแน่"
ตงฟางปู้ป้ายรับฟังคำกล่าวของนางด้วยสีหน้าอันยากจะคาดเดา "เช่นนั้น... ข้าขอน้อมรับคำเชิญ"
"ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน" — คงเป็นความหมายของสถานการณ์เช่นนี้กระมัง
เจียวลี่เฉียวนำทางเขาขึ้นไปยังพรรคจินยวน ที่ซึ่งพวกเขาบังเอิญสวนทางกับตี๋เฟยเซิงที่กำลังลงมาจากเขา ตี๋เฟยเซิงมิรู้ว่านางกำลังวางแผนการอันใดอยู่ ทว่าเขากลับหยุดฝีเท้าลงทันทีที่เห็นตงฟางปู้ป้าย "นี่คือผู้ใด?"
รูปลักษณ์ช่างสะดุดตาเกินไปแล้ว
"ท่านประมุข ชายผู้นี้อาเฉียวเก็บมาจากตีนเขา เมื่อครู่เขาเพิ่งจะยั่วโทสะหลี่เซี่ยงอี๋มาเจ้าค่ะ"
เจียวลี่เฉียวมีความหวังอยู่ลึกๆ นางอยากรู้ว่าท่านประมุขจะหึงหวงหรือไม่
"วันหน้าอย่าได้พาคนกลับมาส่งเดชอีก" ตี๋เฟยเซิงหยุดชะงักเพียงครู่เดียวก่อนจะจากไปพร้อมกับดาบใหญ่บนแผ่นหลัง
"เจ้าค่ะ อาเฉียวเข้าใจแล้ว"
หลังจากทอดสายตามองตี๋เฟยเซิงจากไป เจียวลี่เฉียวก็หันมามองตงฟางปู้ป้ายด้วยความตื่นเต้น "ดีมาก... เจ้าทำได้ดีมาก!"
เมื่อมีเขาอยู่ นางย่อมสามารถทำให้ท่านประมุขหึงหวงได้บ่อยครั้ง และทำให้เขาหันมาใส่ใจนางมากขึ้นเรื่อยๆ
"เด็กๆ เตรียมอาหารและสุราเลิศรสให้คุณชายตงฟาง อย่าได้ละเลยเขาเด็ดขาด" การมีคนเช่นนี้เป็นเครื่องมือ ย่อมทำให้ตงฟางปู้ป้ายมีที่พักพิงในดินแดนแห่งนี้ ทั้งยังช่วยประหยัดค่าอาหารและที่พักไปได้มาก
เจียวลี่เฉียวยุ่งวุ่นวายอยู่ทุกวี่วัน ผ่านมาครึ่งเดือนแล้วนับแต่เขาพบนางครั้งล่าสุด ได้ยินว่าเขาถูกบันทึกชื่อเข้าสู่พรรคจินยวนแล้ว ตงฟางปู้ป้ายหาได้ใส่ใจว่าตนจะสังกัดอยู่พรรคใด อย่างไรเสีย ก็อย่าคิดว่าจะสามารถปฏิบัติกับเขาเยี่ยงทาสทาสาได้เหมือนตอนที่เขาเพิ่งเข้าพรรคสุริยันจันทราเลย
ทว่าพำนักอยู่ในพรรคจินยวนได้ไม่นานก็เริ่มเบื่อหน่าย เขาจึงเดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว เมื่อมาถึงโถงตำหนักใหญ่แห่งหนึ่ง เขาก็ถูกขัดขวางไว้กะทันหัน ปรากฏว่าเขาเดินมาถึงหน้าตำหนักของตี๋เฟยเซิงเสียแล้ว
"เป็นเจ้ารึ?" ตี๋เฟยเซิงกำลังวางแผนที่จะลงนามข้อตกลงกับสำนักซื่อกู้ในช่วงสองวันนี้ และเพิ่งจะเสร็จสิ้นการหารือ ก็บังเอิญมาพบกับชายที่เจียวลี่เฉียวพามาเมื่อหลายวันก่อนพอดี
ตระหนักได้ว่าตนเป็นเพียงผู้ติดตามธรรมดา ตงฟางปู้ป้ายจึงทำตามแบบอย่างของคนในพรรคจินยวน โดยยกหมัดขวาขึ้นจดหน้าผากและค้อมกายคารวะเล็กน้อย "คารวะท่านประมุข"
"เจ้าชื่อแซ่อะไร?" ตี๋เฟยเซิงเอ่ยถาม
"ผู้ต่ำต้อยมีนามว่าตงฟางปู้ป้าย"
เมื่อได้ยินชื่อนี้ ตี๋เฟยเซิงก็หัวเราะออกมา "เจ้ารู้หรือไม่ว่าต้องจ่ายค่าตอบแทนเช่นไร ถึงจะใช้ชื่อนี้ได้?"
ไร้พ่ายงั้นหรือ?
ตงฟางปู้ป้ายหวนนึกถึงความตายของตนด้วยน้ำมือของหลิงหูชงและเริ่นหว่อสิง เขาไม่อาจเรียกขานตนเองว่าไร้เทียมทานได้อีกต่อไป ทว่าก็ไม่อาจเรียกว่าพ่ายแพ้ได้เช่นกัน
"ข้าไม่เข้าใจ ทว่าข้ารู้เพียงว่า... นามนี้เหมาะสมกับข้าที่สุด"
เขาไม่เคยค้อมหัวให้ผู้ใด ทว่าเขาก็มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลี่เซี่ยงอี๋ เหตุใดพวกเขาถึงได้เย่อหยิ่งจองหองเพียงเพราะมีวรยุทธ์ล้ำเลิศเล่า?
เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงสมัยที่เขายังทำงานอย่างขยันขันแข็งในพรรคสุริยันจันทรา ทั้งยังต้องคอยระแวดระวังความหวาดระแวงของเริ่นหว่อสิง และถึงขั้นต้องตอนตนเองเพื่อฝึกปรือ 《คัมภีร์ทานตะวัน》 ดูเหมือนว่าคนเหล่านี้จะใช้ชีวิตได้สุขสบายกว่าเขาเสียอีก
แววตาของตี๋เฟยเซิงคมกริบ นัยน์ตาของเขาหรี่ลงครึ่งหนึ่ง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เปิ่นจ้อเห็นว่าเจ้ามีความกล้าไม่เบา ทว่าไม่รู้ว่าเจ้ามีฝีมือมากพอที่จะรองรับความกล้านั้นหรือไม่"
ตี๋เฟยเซิงชักดาบใหญ่จากแผ่นหลังและฟันเข้าใส่ตงฟางปู้ป้าย ตงฟางปู้ป้ายยืนนิ่งงัน เข็มเล่มหนึ่งพุ่งทะยานออกจากปลายนิ้ว แฝงไว้ด้วยกำลังภายใน ปัดป้องดาบใหญ่นั้นออกไปอย่างทรงพลัง
ตี๋เฟยเซิงไม่มีเวลาแม้แต่จะหยุดรั้ง ฝ่ามือของเขาชาหนึบจากแรงปะทะที่ด้ามดาบ เป็นครั้งแรกที่เขาจ้องมองบุรุษผู้นี้ตรงๆ และเอ่ยปากถาม "เจ้าเป็นใครกันแน่?"
เจียวลี่เฉียวไปเก็บคนผู้นี้มาจากที่ใดกัน? ความแข็งแกร่งของเขานั้นยากจะหยั่งถึง และนี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกสนใจบุคคลอื่นนอกเหนือจากหลี่เซี่ยงอี๋
ตงฟางปู้ป้ายส่ายศีรษะ ไม่อยากก่อให้เกิดความวุ่นวาย "นั่นไม่สำคัญ ข้าไม่มีเจตนาร้ายอันใดต่อพรรคของท่าน ข้าเพียงบังเอิญถูกสตรีศักดิ์สิทธิ์เก็บมาได้ก็เท่านั้น ท่านประมุขไม่จำเป็นต้องใส่ใจ"
"ประลองกับเปิ่นจ้อ ข้าต้องการเห็นฝีมือที่แท้จริงของเจ้า" ตี๋เฟยเซิงยกยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่เผยออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
เขาชื่นชอบความรู้สึกที่ได้เผชิญหน้ากับคู่ควรต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ
ฝีมือที่แท้จริงงั้นหรือ?
ตงฟางปู้ป้ายไม่คิดว่าตี๋เฟยเซิงจะเอาชนะตนได้ ทว่าเขาก็ตระหนักได้ว่าบุรุษผู้นี้ดื้อรั้นและคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ อย่างไรก็ตาม หากเขาเผลอพลั้งมือสังหารชายผู้นี้ไป เรื่องราวคงยากจะจัดการเป็นแน่
"ท่านประมุขล้อเล่นแล้ว ข้าไม่มีวรยุทธ์อันใด ข้าเพียงใช้เข็มเล่มหนึ่งปัดป้องดาบของท่านประมุขด้วยความพลิกแพลงเท่านั้น"
ตงฟางปู้ป้ายหยิบเข็มเล่มนั้นขึ้นมา มันเป็นเพียงเข็มเย็บผ้าธรรมดาสามัญ ทว่ากลับสามารถสกัดกั้นดาบใหญ่ของเขาไว้ได้
ตี๋เฟยเซิงย่อมไม่เชื่อคำกล่าวของเขา และไม่ยอมเสียเวลาเปลืองน้ำลายอีกต่อไป เขาพุ่งทะยานเข้าโจมตีโดยตรง
ตงฟางปู้ป้ายหารู้จักคำว่าออมมือไม่ หลังจากรับฝ่ามือของตี๋เฟยเซิงและซัดอีกฝ่ายจนกระเด็นถอยไป เขาก็ใช้วิชาตัวเบาเร้นกายหายไปจากพรรคจินยวน
ทว่าเขาหารู้ไม่ว่าดวงตาของตี๋เฟยเซิงที่อยู่เบื้องหลังกลับสว่างวาบขึ้น เขาออกคำสั่งให้คนออกค้นหาในทันที ก่อนจะทะยานร่างไล่ตามไป
"พบตัวตงฟางปู้ป้ายแล้ว! จับเป็นเขากลับมายังพรรคจินยวนให้จงได้!"
"ช่างเป็นพลังฝ่ามือที่แข็งแกร่งยิ่งนัก!" ตี๋เฟยเซิงก้มมองฝ่ามือของตนเอง
บัดนี้มีบุคคลอีกผู้หนึ่งที่เขาสามารถประลองฝีมือได้อย่างจุใจแล้ว