- หน้าแรก
- หลงรักเข้าแล้ว สามีในสัญญาขอแปลงร่างเป็นตัวจริง
- บทที่ 29 : ไม้แก่กลัวดัด หญิงกัลยาณีกลัวตื๊อ
บทที่ 29 : ไม้แก่กลัวดัด หญิงกัลยาณีกลัวตื๊อ
บทที่ 29 : ไม้แก่กลัวดัด หญิงกัลยาณีกลัวตื๊อ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของฉู่หานก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด และเขาก็มองผู้บริหารคนนั้นด้วยความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น
อย่างน้อยคนพวกนั้นที่เจอสถานการณ์ย่ำแย่กว่าเขา ก็ไม่เคยถูกจับขังในห้องมืดล่ะนะ
ลู่เซิงโค้งคำนับผู้บริหารคนนั้นอยู่ในใจเงียบๆ นี่แหละคือความแตกต่างระหว่างระดับผู้บริหารระดับสูงกับผู้จัดการทั่วไป
ต้องยอมรับเลยจริงๆ
เพราะก่อนที่จะเข้ามาด้านใน เขาเห็นผู้บริหารคนนี้กำลังคุยโทรศัพท์กับภรรยาอย่างกะหนกกะหนิงเชียวล่ะ
ฉู่หานเปิดแฟ้มข้อเสนอโครงการก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "ทำไมใบสั่งซื้อของจงอี้ถึงยังไม่ได้เซ็นสัญญา?"
ผู้บริหารลอบสังเกตสีหน้าของฉู่หานแล้วตอบกลับอย่างระมัดระวัง "คือ... ใช่ครับ บริษัทรุ่ยซวี่..."
มันถูกแย่งไปแล้ว
เรื่องที่ควรจะสำเร็จอย่างแน่นอนกลับต้องพังพินาศลง เมื่อโม่ยวี่แห่งบริษัทรุ่ยซวี่ใช้ชื่อของคุณผู้หญิงมาเป็นเกราะกำบัง
นึกไม่ถึงเลยว่าความลังเลเพียงนิดเดียวจะทำให้ต้องสูญเสียโอกาสไป
ฉู่หานตั้งท่าจะขว้างแฟ้มข้อเสนอใส่เขาเมื่อได้ยินเช่นนั้น ทว่าเขากลับเปลี่ยนใจวางมันลงบนโต๊ะตามเดิม จากนั้นก็หยิบข้อเสนออีกฉบับบนโต๊ะขึ้นมาแล้วเอ่ยว่า "ทำดีมาก โครงการใหม่นี้คุณรับผิดชอบไปก็แล้วกัน"
"เอ๊ะ? ขอบคุณครับท่านประธานฉู่"
อารมณ์ของผู้บริหารหนุ่มราวกับนั่งรถไฟเหาะ เขาประคองรับแฟ้มข้อเสนอไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง นึกโล่งใจอยู่ลึกๆ ที่ไม่ได้พูดออกไปจนหมด ไม่อย่างนั้นผลลัพธ์คงต่างออกไปจากนี้ราวฟ้ากับเหว
ต้องขอบคุณภรรยาของเขาที่มีสายตาเฉียบคม หลังจากที่หล่อนเห็นข้อความแก้ข่าวลือของบิ๊กบอสในวันนั้น ก็รีบเตือนเขาให้เบิกตาดูให้ดี และอย่าได้ไปล่วงเกินคุณผู้หญิงเด็ดขาด
"......"
เมื่อกลุ่มคนเดินออกมาจากห้องทำงาน ผู้จัดการวัยกลางคนก็ปาดเหงื่อบนหน้าผาก และเมื่อเห็นผู้บริหารระดับสูงกำลังพิมพ์ข้อความตอบกลับภรรยา ก็เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "ไหนคุณบอกว่า...?"
ผู้บริหารกลอกตาใส่ "แกอยากจะอวดความรักอันหวานชื่นของแกกับเมีย ต่อหน้าผู้ชายที่กำลังอกหักรักคุดหรือไงล่ะ?"
ผู้จัดการวัยกลางคน: "......"
คนอื่นๆ ต่างพากันงุนงงและเอ่ยถามขึ้นมาสองสามประโยค
"วันนี้คุณออกไปจุดธูปไหว้พระที่ไหนมาเนี่ย เสียใบสั่งซื้อราคาหลายสิบล้านไปแท้ๆ แต่นอกจากจะไม่โดนด่าแล้ว ยังได้โครงการสำคัญมาครองฟรีๆ อีก"
"ท่านประธานฉู่มีความสัมพันธ์ยังไงกับบริษัทรุ่ยซวี่กันแน่? ทำไมถึงยอมปล่อยใบสั่งซื้อก้อนโตขนาดนั้นไปง่ายๆ ล่ะ?"
"......"
ผู้บริหารที่ยังคงขวัญเสียตบหน้าอกตัวเองเบาๆ แล้วเอ่ยว่า "พวกเราเป็นคนกันเองน่ะ... บอสกับคุณผู้หญิงเขาเป็นสามีภรรยากัน"
ทุกคน: "......"
ภายในห้องทำงาน
ชายผู้อกหักรักคุดจ้องมองหน้าต่างแชตบนหน้าจอโทรศัพท์อยู่นานแสนนาน ก่อนจะโยนมันทิ้งลงบนโต๊ะทำงานแล้วเอนหลังพิงเก้าอี้ผู้บริหารพลางหรี่ตาลง
เสียงดังกิ๊ง...
ฉู่หานรีบยืดตัวตรงเพื่อเช็คโทรศัพท์ทันที ทว่าเมื่อเห็นว่าเป็นเพียงการแจ้งเตือนจากระบบ เขาก็หลุดหัวเราะเยาะตัวเองออกมา
หลังจากเซย์กู๊ดบายกันอย่างไม่น่าอภิรมย์ในวันนั้น เจียงหลีก็ราวกับหายตัวไปในอากาศธาตุ เธอไม่ยอมรับสาย ไม่ยอมตอบข้อความ และไม่สามารถสืบหาพิกัดตำแหน่งของเธอได้เลย
ฉู่หานเปิดเอกสารตรงหน้าค้างไว้ เขามองมันอยู่นานแต่กลับอ่านไม่จบเลยสักหน้า
จากนั้น เสียงรัวแป้นพิมพ์อย่างบ้าคลั่งก็ดังระรัวไปทั่วห้องทำงาน
ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้ลู่เซิงรู้สึกกระวนกระวายใจเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเจ้านายไม่ได้เจอหน้าภรรยา ทั่วทั้งบริษัทจืออี้ก็ตกอยู่ในบรรยากาศอึมครึมเย็นเยือก และเขาในฐานะผู้ช่วยส่วนตัวก็รู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบางๆ ที่พร้อมจะแตกได้ทุกเมื่อ
เมื่อประตูห้องทำงานถูกผลักเปิดออก ลู่เซิงมองคนที่ก้าวเข้ามาเนี่ยราวกับเห็นพระผู้มาโปรด
ฉู่จื่อเหยียนเดินตรงไปหาฉู่หาน เขาดึงเก้าอี้ออกแล้วนั่งลง พลางโยนเอกสารที่ติดมือมาด้วยลงบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ "สถานการณ์เริ่มจะเกินควบคุมแล้วงั้นเหรอ?"
ฉู่หานหยิบซองบุหรี่เคาะเอาบุหรี่ออกมามวนหนึ่งยื่นให้ฉู่จื่อเหยียน ก่อนจะฝืนแค่นคำพูดออกมาจากไรฟัน "เธอหลบหน้าอีกแล้ว"
ฉู่จื่อเหยียนเอื้อมมือไปรับบุหรี่มาจุดสูบ พลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ "ไม่เป็นไรหรอกน่า ตราบใดที่น้องอาหลียังยอมเจอหน้าคุณปู่ การที่เธอหลบหน้าแกก็ยังมีหวังอยู่"
ความผูกพันลึกซึ้งที่เจียงหลีมีต่อนายท่านผู้เฒ่าฉู่นั้น เหนือกว่าผู้นำตระกูลเจียงเสียอีก
ตราบใดที่นายท่านผู้เฒ่าฉู่ยังมีชีวิตอยู่ เจียงหลีก็ไม่มีวันหักใจตัดขาดสัมพันธ์กับตระกูลฉู่ได้ลงคอ
ฉู่จื่อเหยียนเอ่ยต่อ "ด้วยสุขภาพร่างกายของคุณปู่ ท่านต้องอยู่เกินร้อยปีแน่นอน แกยังมีโอกาสที่จะตื๊อเธอต่อไปได้อีกยาว"
ฉู่หาน: "......"
ลู่เซิงคิดในใจ: พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ สถานการณ์ตอนนี้แขวนอยู่บนเส้นด้ายนั่นแหละ
หากเกิดอะไรขึ้นกับนายท่านผู้เฒ่า ฉู่หานก็คงไม่มีอะไรเหลือให้ยึดเหนี่ยวรั้งเธอไว้อีกแล้ว
ฉู่หานมองเอกสารที่เขาเอามาด้วยสีหน้ามืดครึ้ม "เรื่องนั้นจัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?"
ฉู่จื่อเหยียนไขว้ห้างยาว พลางพ่นควันบุหรี่ออกมาอย่างสุนทรีย์ "ต้องจัดการให้ไร้ที่ติอยู่แล้ว"
ฉู่หานไม่ได้เอ่ยเร่ง รอให้เขาเป็นฝ่ายเล่าต่อ
ฉู่จื่อเหยียนเคาะลูกบุหรี่ ท่าทางผ่อนคลายอย่างยิ่ง "เมื่อคืนนี้ ตอนที่เจียงป๋อเฉียวกำลังเริงรักอยู่กับผู้หญิงของเขาอย่างเมามัน ฉันเลยหวังดีเชิญเขาและแม่นั่นไปอาบน้ำร้อนด้วยกันเสียหน่อย"
"ส่วนเรื่องที่ว่าเจียงป๋อเฉียวจะขวัญผวาจนนกเขาไม่ขันไปตลอดกาลไหม อันนี้คงต้องรอดูต่อไปในอนาคต"
ลู่เซิงวางถ้วยชาที่ชงเสร็จใหม่ๆ ลงข้างกายฉู่จื่อเหยียน พลางยกนิ้วโป้งให้ในใจเงียบๆ
เฉียบขาดแท้ๆ
ช่างเป็นลูกไม้ที่เหี้ยมเกรียมและเราะร้ายจริงๆ
ฉู่จื่อเหยียนยกถ้วยชาขึ้นจิบน้ำชาใสแจ๋ว ก่อนจะเอ่ยว่า "ส่วนคนอื่นๆ ในตระกูลเจียง ฉันก็ตบรางวัลด้วยอุ้งตีนหมีไปคนละทีสองทีเป็นค่าตอบแทน"
ลู่เซิง: "......"
ตระกูลฉู่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่เรื่องการปกป้องคนของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง ตั้งแต่คนแก่ไปจนถึงเด็กตัวเล็กๆ ล้วนไม่มีข้อยกเว้น
นิ้วเรียวยาวของฉู่จื่อเหยียนเคาะลงบนเอกสารโอนหุ้นสองครั้ง "เจียงป๋อเฉียวยอมกัดฟันเซ็นสัญญาโอนหุ้นสามเปอร์เซ็นต์ของเจียงกรุ๊ปให้น้องอาหลีเพื่อเป็นค่าทำขวัญแล้ว"
ฉู่หานหยิบมันขึ้นมาเปิดดูผ่านๆ รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก
ด้วยนิสัยขี้เหนียวเห็นแก่ตัวอย่างเจียงป๋อเฉียว หุ้นสามเปอร์เซ็นต์คงเป็นขีดจำกัดสูงสุดของเขาแล้ว
ฉู่จื่อเหยียนยิ้มอย่างมีเลศนัย "อย่าว่าแต่หุ้นแค่นี้เลย ต่อให้ยกเจียงกรุ๊ปทั้งบริษัทมา นึกเหรอว่าน้องอาหลีจะชายตามอง? เท่าที่ฉันรู้มา ลำพังแค่ทรัพย์สินส่วนตัวที่เปิดเผยต่อสาธารณะของเธอ ก็มากพอที่จะซื้อเจียงกรุ๊ปได้ตั้งหลายบริษัทแล้ว"
คำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา
ลู่เซิงแอบปรายตาไปมองบอสบางคน และก็เป็นไปตามคาด ใบหน้าของเขาตอนนี้ดำทะมึนราวกับก้นหม้อไม่มีผิด
มันช่างแทงใจดำเหลือเกิน
เจียงหลีมีความเป็นอิสระและพึ่งพาตนเองสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรู้สึกหรือเรื่องเงินทอง
เธอไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงหรือยึดเหนี่ยวใครเลยสักนิด
สามีในนามอย่างเขาจึงกลายเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านที่ไม่มีใครต้องการ จะมีอยู่หรือไม่มีก็ไม่ต่างกันเลย
ฉู่จื่อเหยียนลุกขึ้นยืนพลางจัดปมเนกไททรงวินด์เซอร์ให้เข้าที่ "พี่ชาย... ฉันขอแนะนำอะไรให้อย่างนะ ไม้แก่กลัวดัด หญิงกัลยาณีกลัวตื๊อ ถ้าแกยอมควักเอาความหน้าด้านหน้าทนและไร้ยางอายแบบตอนนั้นออกมาใช้ ป่านนี้ลูกๆ ของแกคงโตจนวิ่งไปซื้อน้ำแข็งให้แกได้แล้วมั้ง"
ฉู่หาน: "......"
ลู่เซิง: "......"
หลังจากฉู่จื่อเหยียนเดินออกจากห้องไป
ฉู่หานก็ยื่นเอกสารโอนหุ้นให้ลู่เซิง พลางเอ่ยว่า "โอนหุ้นพวกนี้ไปไว้ในชื่อของเจียงสวี่ซะ"
ลู่เซิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรับมันมา "ครับ"
เขานึกถึงคำสั่งของนายท่านผู้เฒ่าฉู่ขึ้นมาได้ จึงเอ่ยเตือนเจ้านาย "ท่านประธานฉู่ครับ วันนี้มีงานประมูลเครื่องประดับเพื่อการกุศลร่วมกัน คุณปู่กำชับมาว่าอยากให้คุณไปปรากฏตัวในงานนี้ครับ"
มูลนิธิการกุศลที่เป็นเจ้าภาพจัดงานในครั้งนี้เป็นคนรู้จักคุ้นเคยของคุณปู่ ท่านผู้เฒ่าจึงสั่งเฉียบขาดว่าไม่ว่าอย่างไรฉู่หานก็ต้องไปร่วมงานให้ได้
ทว่าฉู่หานที่มีใบหน้าบึ้งตึงกลับปฏิเสธอย่างเด็ดขาด "เขาชอบเรื่องสนุกครึกครื้นพวกนี้ ก็ปล่อยให้เขาไปคนเดียวสิ"
ลู่เซิงก้าวถอยหลังหนีตามสัญชาตญาณไปสองก้าว พลางแอบปาดเหงื่อเงียบๆ "คุณปู่ฝากบอกมาว่า ถ้าคุณไม่ยอมไป คราวหน้าก็ไม่ต้องติดต่อมาหาท่านอีก โดยเฉพาะเรื่องของคุณผู้หญิง"
ฉู่หาน: "......"
ลู่เซิงพยายามกลั้นหัวเราะสุดชีวิต
จิ้งจอกเฒ่ายังคงเป็นผู้ที่ล้ำลึกที่สุดเสมอ ท่านกุมจุดตายของบอสเอาไว้ในกำมืออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจริงๆ
เขาเอ่ยเสริมขึ้นอีกว่า "ได้ยินมาว่าครั้งนี้ทางมูลนิธิร่วมมือกับสถาบันการประมูลเทียนอวี้ เพื่อนำเพชรสีชมพูอมม่วงขนาด 30 กะรัตที่เป็นเพชรต้นกำเนิดออกมาประมูลด้วยครับ"
ฉู่หานหลับตาลง สายตาของเขาตกลงบนแหวนที่สวมอยู่บนนิ้ว "ถ้าอย่างนั้น... พวกเราก็ไปร่วมสนุกในงานนี้หน่อยแล้วกัน"