- หน้าแรก
- หลงรักเข้าแล้ว สามีในสัญญาขอแปลงร่างเป็นตัวจริง
- บทที่ 28 : ทำไมคนที่จะต้องบาดเจ็บถึงเป็นฉันอยู่เรื่อยเลย
บทที่ 28 : ทำไมคนที่จะต้องบาดเจ็บถึงเป็นฉันอยู่เรื่อยเลย
บทที่ 28 : ทำไมคนที่จะต้องบาดเจ็บถึงเป็นฉันอยู่เรื่อยเลย
นัยน์ตาของมั่วอวี่เอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตา เธอพยายามจะก้าวเท้าเข้าไปหาเจียงหลีให้ใกล้กว่านี้อีกสองสามก้าว
เจียงหลีสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวจึงยกกระบองยืดหดในมือขึ้นทันทีด้วยความระแวดระวัง
มั่วอวี่รีบถอยหลังกลับไปสองสามก้าวแล้วเอ่ยขึ้นด้วยความร้อนรน "หัวหน้า... ฉันเองค่ะ..."
"อาจ้าน... ฉันเจ็บ... เจ็บเหลือเกิน ช่วยลูกของเราด้วย..."
เสียงครางกระซิบอันแผ่วเบาและเจ็บปวดของหญิงสาวคนหนึ่งดังแว่วมาจากบนพื้นเป็นระยะๆ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สมองที่เคยเบลอของเจียงหลีก็แจ่มชัดขึ้นมาบ้าง เธอขบกรามแน่น ดึงผ้าไหมออก แล้วเอ่ยกับมั่วอวี่ "ตามเช็ดล้างข้างหลังด้วย"
มั่วอวี่พยักหน้ารับ "วางใจเถอะค่ะ"
เจียงหลีคุกเข่าลงข้างกายหญิงสาวคนนั้นแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "คุณเป็นอะไรไหมคะ?"
หญิงสาวคนนั้นสบตาเข้ากับเจียงหลี ก่อนจะเอนกายพิงเธออย่างเหม่อลอย "อาจ้าน..."
เจียงหลี: "......"
......
ไม่กี่วันต่อมา
ทันทีที่เจียงหลีก้าวเท้าเข้ามาในบริษัท เธอก็ถูกต้อนรับด้วยสายตาหลายคู่จากบรรดาพนักงานที่พากันจับจ้องมาบ่อยครั้ง
เหตุผลนั้นเดาได้ไม่ยากเลย มันเป็นเพียงผลกระทบที่หลงเหลืออยู่จากการที่ฉู่หานออกมาแก้ข่าวบนโลกออนไลน์เมื่อไม่กี่วันก่อนนั่นเอง
พนักงานหญิงหลายคนจับกลุ่มกันกระซิบกระซาบในขณะที่เจียงหลีเดินเข้าห้องทำงาน
"ฉันมันใจเสาะหรือเปล่านะ? ทำไมเห็นท่านประธานเจียงทีไร ขาต้องอ่อนเปลี้ยทุกทีเลย"
"ความจริงท่านประธานเจียงเป็นคนดีมากนะ แค่ดูเย็นชาไปหน่อย เลยทำให้คนรู้สึกเข้าถึงยาก"
"ฉันคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าบอสของบริษัทเราจะเป็นถึงภรรยาของท่านประธานแห่ง 《ฉู่กรุ๊ป》 ถ้าท่านประธานฉู่ไม่ออกมาแถลงการณ์แก้ข่าวลือล่ะก็ คงไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลยสักคน"
"มิน่าล่ะความสัมพันธ์ของพวกเขาถึงดูไม่ค่อยดี นิสัยแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวขนาดนี้"
"......"
หลังจากกลับเข้ามาในห้องทำงานของตัวเอง เจียงหลีก็เปิดคอมพิวเตอร์และปรายตาทันทีที่เห็นหัวข้อข่าวพาดหัว
กระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์เกี่ยวกับโพสต์นั้นเริ่มซาลงแล้ว และเหตุการณ์ที่หญิงสาวจากคลับพลัดตกตึกเสียชีวิตก็ไม่ได้สร้างความแตกตื่นอะไรมากมาย โพสต์ต่อๆ มาต่างก็งัดหลักฐานออกมาพิสูจน์แล้วว่าเป็นคดีฆ่าตัวตาย
มือที่เลื่อนเมาส์ของเจียงหลีชะงักไปครู่หนึ่ง ลางสังหรณ์ไม่ดีเริ่มเกาะกินในใจอีกครั้ง
เสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้น มั่วอวี่เห็นคนที่ควรจะนอนพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บโผล่มาที่บริษัท จึงเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย "ไหล่คุณยังมีแผลอยู่นะคะ มาที่บริษัททำไมกัน?"
เจียงหลีเล่าเรื่องที่เธอคุยกับพี่อี้ให้มั่วอวี่ฟังคร่าวๆ
มั่วอวี่พอจะรู้ภูมิหลังของมั่วอี้อยู่บ้าง และเขาก็เป็นเหยื่ออีกคนในการแย่งชิงอำนาจ
เมื่อก่อนเขาเคยเป็นเด็กหนุ่มรูปงาม แต่กลับถูกคนจงใจจุดไฟเผาจนเสียโฉมจนจำสภาพเดิมไม่ได้
ตอนที่เขาหมดหวังและกำลังจะพามารดาที่พิการไปฆ่าตัวตาย เจียงหลีที่บังเอิญเดินผ่านมาประสบเหตุเข้าพอดีจึงช่วยชีวิตเอาไว้ มิฉะนั้นในปรโลกคงมีดวงวิญญาณเพิ่มขึ้นอีกสองดวงแล้ว
เจียงหลีหยิบรายชื่อและบัตรธนาคารใบหนึ่งออกมาจากลิ้นชัก "ช่วงนี้ฉันยังกลับบ้านไม่ได้ หลังจากได้สร้อยคอมาแล้ว ช่วยส่งของพวกนี้ไปให้พวกเขาแทนฉันทีนะ จำไว้ว่าต้องส่งให้ถูกคนด้วยล่ะ"
มั่วอวี่รับรายชื่อนั้นมา ปรายตามองรายละเอียดที่บันทึกไว้อย่างถี่ถ้วน ความรู้สึกที่ไร้ชื่อเรียกบางอย่างวูบไหวอยู่ในนัยน์ตาสีเข้มของเธอ
แม้ว่าตัวเองจะเคยยืนตากฝนมาก่อน แต่ก็มักจะอยากกางร่มให้คนอื่นเสมอ
ของที่อยู่บนรายชื่อนั้นล้วนเป็นของขวัญที่เจียงหลีตระเตรียมไว้ให้บรรดาสมาชิกของ 《มั่วเก๋อ》
ไม่ว่าเธอจะยุ่งแค่ไหน เจียงหลีก็มักจะเตรียมการทุกอย่างด้วยตัวเอง โดยไม่ยอมให้ตกหล่นเลยแม้แต่รายละเอียดเดียว
《มั่วเก๋อ》 ที่แท้จริงไม่ได้ลึกลับปาฏิหาริย์เหมือนอย่างที่ข่าวลือว่าไว้หรอก
มันเป็นเพียงสถานที่พักพิงของกลุ่มคนที่ถูกโลกใบนี้ทอดทิ้งและไร้ซึ่งหนทางไป เป็นสถานที่ที่พวกเขาจะมานอนเบียดเสียดกันเพื่อมอบความอบอุ่นให้แก่กันและกันเท่านั้น
ในนั้นมีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง คนแก่ และเด็ก บางคนมีความสามารถพิเศษเหนือชั้น ในขณะที่บางคนก็เป็นเพียงคนธรรมดา บางคนพิการสูญเสียอวัยวะ บางคนก็สูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวไปแล้ว
ชื่อของ 《มั่วเก๋อ》 มีที่มาจากเสื้อผ้าสีดำสนิทที่เจียงหลีชอบสวมใส่ จึงกลายมาเป็นคำว่า 'มั่ว' (墨)
สมาชิกเกือบทุกคนในองค์กรล้วนใช้แซ่มั่ว ซึ่งมันเป็นตัวแทนของการเกิดใหม่ด้วยการเปลี่ยนชื่อแซ่ และยังเป็นความเชื่อมั่นในการมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกด้วย
ที่เจียงหลีได้ขึ้นมาเป็นผู้นำไม่ใช่เพราะเธอมีความสามารถเก่งกาจที่สุด แต่เป็นเพราะทุกคนต่างยกย่องให้เธอเป็น 'เสาหลักของบ้าน' ต่างหาก
ขอเพียงแค่มีเธออยู่ บ้านก็ยังคงอยู่ตรงนั้น
คนไร้บ้านจึงได้มีที่ซุกหัวนอน
เมื่อเห็นมั่วอวี่ดูเหม่อลอย เจียงหลีจึงเอ่ยถามด้วยความฉงน "มีอะไรหรือเปล่า?"
มั่วอวี่ดึงสติกลับมาแล้วเอ่ยกลั้วหัวเราะทีเล่นทีจริง "คุณไม่กลัวตัวเองจะถังแตกบ้างเหรอคะ?"
ของที่สามารถหลุดเข้าไปอยู่ในโรงประมูลได้ คิดดูก็รู้ว่าราคาคงไม่ธรรมดาแน่นอน
ทั้งบัตรธนาคารและรายชื่อสิ่งของที่เธอเอาออกมา เมื่อรวมกันแล้วย่อมไม่ใช่จำนวนเงินน้อยๆ เลย
เจียงหลีใช้นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะโดยไม่รู้ตัว "ฟังดูมีเหตุผลแฮะ งั้นฉันให้เวลาเธอหนึ่งเดือน ไปหาเงินจำนวนนี้คืนมาให้ได้ก็แล้วกัน"
มั่วอวี่ตาค้างไปไม่กี่วินาที แทบจะสบถคำหยาบออกมา "ให้ตายเถอะ ทำไมคนที่จะต้องบาดเจ็บถึงเป็นฉันอยู่เรื่อยเลยล่ะคะ?"
เจียงหลียิ้มตาใส "คนมีความสามารถก็ต้องทำงานให้มากหน่อยสิคะ"
มั่วอวี่: "..."
เจียงหลีเอ่ยเรียกผู้ช่วยของเธอเข้ามา "บัตรเชิญที่โรงประมูลเทียนอวี่ส่งมาคราวก่อนยังอยู่ไหม?"
ผู้ช่วย: "ยังอยู่ค่ะ เดี๋ยวฉันไปหยิบมาให้เดี๋ยวนี้เลย"
หลังจากเดินออกไปไม่ถึงสองนาที ผู้ช่วยก็กลับเข้ามาในห้องทำงาน พร้อมกับยื่นบัตรเชิญและกล่องหรูหราใบหนึ่งให้เจียงหลี
เจียงหลีรับกล่องใบนั้นมาเปิดออก ด้านในเป็นสร้อยคอที่มีดีไซน์แปลกตาและเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งมองปราดเดียวก็รู้ว่ามีมูลค่ามหาศาล
ผู้ช่วยรีบอธิบาย "ทางโรงประมูลเทียนอวี่ส่งมาเพื่อเป็นการขอบคุณสำหรับแบบพิมพ์เขียวที่คุณมอบให้คราวก่อนค่ะ"
เจียงหลียื่นกล่องใบนั้นคืนให้ผู้ช่วย "ฉันจำได้ว่าคราวก่อนเธอพูดว่า ยังไม่รู้จะหาสร้อยคอเส้นไหนมาใส่คู่กับชุดราตรีชุดใหม่ที่เพิ่งสั่งตัดดีไม่ใช่เหรอ?"
เธอแว่วเสียงผู้ช่วยและเพื่อนร่วมงานหญิงคนอื่นๆ คุยกันเรื่องนี้ตอนที่เดินผ่านห้องพักผ่อนน่ะ
ผู้ช่วยคิดว่าตัวเองหูฝาดไป "คะ?"
รอยยิ้มซุกซนปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเจียงหลี "หรือเธอคิดว่ามันไม่เข้ากัน?"
ผู้ช่วยรีบคว้ากล่องใบนั้นมากอดไว้แนบหมัดทันที พลางเอ่ยว่า "เข้ากันที่สุดเลยค่ะ เข้ากันดีมากๆ บอสอย่าเอาคืนนะ"
มั่วอวี่แอบสบถด่าในใจ: 'แม่ผู้หญิงล้างผลาญเอ๊ย!' แต่เธอไม่กล้าแสดงสีหน้าออกมาตรงๆ เพราะเกรงว่าจะกลายเป็นการแกว่งเท้าหาเสี้ยน แล้วถูกสั่งให้ไปหาเงินคืนมามากกว่าเดิม
ผู้ช่วยเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นแต่แฝงความจริงจัง รายงานสิ่งที่เธอรู้มาตามตรง "พี่หลีคะ หลายวันมานี้ท่านประธานฉู่ส่งคนมาคอยสืบหาเบาะแสที่อยู่ของคุณทุกวันเลยค่ะ"
เจียงหลียังคงไร้ความรู้สึก เธอเพียงแต่ตอบรับคำเดียวสั้นๆ "อืม"
เธอสั่งให้คนคอยบล็อกสัญญาณโทรศัพท์มือถือเอาไว้ ฉู่หานจึงไม่มีทางสืบหาอะไรเจออยู่แล้ว
หลังจากที่มั่วอวี่และผู้ช่วยเดินออกจากห้องทำงานไป เจียงหลีก็หยิบโทรศัพท์มือถืออีกเครื่องออกมาแล้วกดเปิดเครื่อง
ข้อความมากมายพุ่งกระหน่ำเข้ามาทันที และร้อยละเก้าสิบล้วนมาจากฉู่หานทั้งสิ้น
ฉู่หาน: เมียจ๋า อยู่ไหนครับ?
ฉู่หาน: เมียจ๋า ผมผิดไปแล้ว ยกโทษให้ผมเถอะนะ?
ส่งสติกเกอร์: รูปคุกเข่าบนคีย์บอร์ด
ส่งสติกเกอร์: รูปคุกเข่าบนทุเรียน
ส่งสติกเกอร์: รูปคุกเข่าบนไม้ซักผ้า
ข้อความเสียงของฉู่หาน: "ภรรยาครับ... ผมคิดถึงคุณจัง อย่าเมินผมเลยนะ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเซ็กซี่ที่แฝงไปด้วยความเกียจคร้าน ฟังดูอบอุ่นและนุ่มนวล ช่างมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างเหลือเกิน
แนบมาพร้อมกับรูปถ่ายสุนัขพันธุ์ปั๊กสุดน่ารักที่กำลังคาบดอกกุหลาบไว้ในปาก ทำท่าทางออดอ้อนออเซาะอย่างเต็มที่
เจียงหลีกดปิดหน้าจอโทรศัพท์แล้วโยนมันกลับลงบนโต๊ะทำงานด้วยความรู้สึกหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก
......
ห้องทำงานประธานบริษัท จืออีหมี่เดีย
หลังจากรายงานผลการทำงานเสร็จสิ้น ผู้จัดการคนหนึ่งสังเกตเห็นว่าบอสของเขาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานกำลังนั่งเหม่อลอย จึงเอ่ยเรียกด้วยความประหม่า "ท่านประธานฉู่ครับ?"
ปลายนิ้วของฉู่หานเคาะลงบนหน้าจอโทรศัพท์เบาๆ "ภรรยาของนายเคยส่งข้อความมาหาบ้างไหม?"
คำถามที่ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยทำเอาผู้จัดการวัยกลางคนถึงกับมึนตึบ เขาตอบกลับไปตามสัญชาตญาณ "เอ่อ... หา? ส่งครับ"
ลู่เซิงรีบส่งสายตาขยิบตาให้ผู้จัดการคนนั้นเป็นเชิงเตือนให้หุบปากได้แล้ว
ทว่าผู้จัดการวัยกลางคนกลับไม่ได้สังเกตเห็นท่าทางของลู่เซิงเลย แถมยังพูดเสริมขึ้นมาอีกว่า "ถ้าผมไม่ตอบกลับนะ เธอจะกระหน่ำส่งมาไม่หยุดหยิบ รัวข้อความมาถี่ๆ ราวกับชีวิตนี้กำลังจะหาไม่แล้วอย่างนั้นแหละครับ"
ลู่เซิง: "......"
หมดทางเยียวยาแล้วจริงๆ
เป็นอย่างที่คิด บอสของเขาตวัดสายตาเย็นชาไปมองผู้บริหารอีกคนทันที
ก่อนที่ฉู่หานจะได้เอ่ยปากพูดอะไร ผู้บริหารคนนั้นก็รีบพูดแทรกขึ้นมาทันควัน "ผมโดนภรรยาบล็อกเบอร์ให้นอนสำนึกผิดอยู่ในห้องมืดมาสองสัปดาห์แล้วครับ!"