- หน้าแรก
- ต้าถัง ได้โปรดเถอะ ช่วยเจิ้นด้วย
- ตอนที่ 31 หยางเฟยยังเริ่มปล่อยตัวแล้ว จ่างซุนอู๋โก้วจะรอช้าอยู่ไย?
ตอนที่ 31 หยางเฟยยังเริ่มปล่อยตัวแล้ว จ่างซุนอู๋โก้วจะรอช้าอยู่ไย?
ตอนที่ 31 หยางเฟยยังเริ่มปล่อยตัวแล้ว จ่างซุนอู๋โก้วจะรอช้าอยู่ไย?
ตอนที่ 31 หยางเฟยยังเริ่มปล่อยตัวแล้ว จ่างซุนอู๋โก้วจะรอช้าอยู่ไย?
จ่างซุนอู๋จี้รู้สึกงุนงง ฝ่าบาททรงเป็นอะไรไป
เหตุใดจู่ๆ ถึงได้ตรัสถามถึง 'จ่างซุนหมิงอวี้' บุตรสาวของเขาขึ้นมา
"พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท อีกเพียงหนึ่งเดือนก็จะถึงวันครบรอบวันเกิดอายุครบสิบห้าปีของหมิงอวี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ"
แม้จะไม่เข้าใจจุดประสงค์ของหลี่ซื่อหมิน แต่เมื่อทรงตรัสถามมาเช่นนี้ เขาก็ทำได้เพียงตอบไปตามความเป็นจริง
"อ้อ ไม่น่าเชื่อเลยว่าเวลาจะผ่านไปเร็วเพียงนี้ เผลอแป๊บเดียว หมิงอวี้ก็โตเป็นสาวถึงวัยออกเรือนแล้วสินะ"
หลี่ซื่อหมินแสร้งทำทีเป็นทอดถอนใจ
"ฝู่จี แล้วหมิงอวี้มีคู่หมายแล้วหรือยังล่ะ?"
เมื่อได้ยินคำว่าคู่หมาย แววตาของจ่างซุนอู๋จี้ก็หม่นหมองลงทันที
ในยุคต้าถัง สตรีเมื่ออายุครบสิบสี่ปี ก็ถือว่าเข้าสู่วัยออกเรือนแล้ว อย่าว่าแต่บุตรสาวของขุนนางชั้นผู้ใหญ่เลย แม้แต่บุตรสาวของชาวบ้านธรรมดา หากอายุเลยสิบสี่ปี แม้จะยังไม่ได้แต่งงาน ก็ต้องมีการหมั้นหมายไว้แล้ว
แต่ทว่า หมิงอวี้ บุตรสาวของจ่างซุนอู๋จี้ผู้เป็นถึงจ้าวกั๋วกง แม้จะอายุใกล้สิบห้าปีแล้ว กลับยังไม่มีแม่สื่อคนใดมาทาบทามสู่ขอเลยแม้แต่คนเดียว
หรือว่าจ่างซุนหมิงอวี้จะไม่มีดีงั้นหรือ?
แน่นอนว่าไม่ เมื่อสามปีก่อน นางได้รับการยกย่องให้เป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งฉางอัน ไม่ว่าจะเป็น โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน หรือมารยาทงามพร้อม นางล้วนเป็นเลิศหาตัวจับยาก
หรือว่าจ่างซุนหมิงอวี้จะไม่งดงามงั้นหรือ?
นั่นยิ่งไม่ใช่ใหญ่ ความงามของนางถอดแบบมาจากจ่างซุนอู๋โก้วผู้เป็นอา ถือเป็นหญิงงามล่มเมืองที่หาได้ยากยิ่ง ซ้ำยังได้รับการขนานนามว่าเป็น 'ไข่มุกคู่แห่งต้าถัง' ร่วมกับองค์หญิงฉางเล่อ (หลี่ลี่จื้อ) อีกด้วย
แต่เหตุผลที่สตรีผู้เพียบพร้อมเช่นนางกลับไม่มีชายใดมาสู่ขอ เป็นเพราะนางไม่ใช่บุตรสาวสายตรง แต่เป็นเพียงบุตรสาวที่เกิดจากอนุภรรยาต่างหาก
ก่อนหน้านี้ จ่างซุนอู๋จี้เคยทูลขอให้หลี่ซื่อหมินประทานงานแต่งงานให้หลายครั้ง แต่หลี่ซื่อหมินไม่อยากผิดใจกับใคร จึงบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด
การที่ฝ่าบาททรงเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเองในวันนี้ หรือว่าจะทรงประทานงานแต่งงานให้แล้ว?
"ยังไม่มีคู่หมายพ่ะย่ะค่ะ"
"อ้อ! เช่นนั้นก็พอดีเลย ในฐานะลุงเขย ข้าได้หาคู่ครองที่เหมาะสมไว้ให้หมิงอวี้แล้ว"
เมื่อรู้ว่าจ่างซุนหมิงอวี้ยังไม่มีคู่หมาย หลี่ซื่อหมินก็ยิ้มกว้างด้วยความยินดี ตลอดทางที่เสด็จกลับมา พระองค์ทรงครุ่นคิดมาตลอดว่าจะหาสตรีใดที่เพียบพร้อมไปส่งให้เจียงเทียนดี
เมื่อตรึกตรองดูแล้ว จ่างซุนหมิงอวี้ บุตรสาวอนุภรรยาของจ่างซุนอู๋จี้นี่แหละ ที่เหมาะสมกับเงื่อนไขทุกประการ
"ฝ่าบาท ไม่ทราบว่าเป็นคุณชายจากจวนใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
จ่างซุนอู๋จี้พยายามระงับความตื่นเต้น ในที่สุด ฝ่าบาทก็ทรงประทานงานแต่งให้เสียที
"หัวหน้าค่ายชิงเฟิง เจียงเทียน!"
เปรี้ยง~
เมื่อได้ยินชื่อนี้ จ่างซุนอู๋จี้ก็รู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าเข้ากลางแสกหน้า ทำไมถึงกลายเป็นหัวหน้าโจรภูเขาไปได้ล่ะ
"ฝ่าบาท เป็นกระหม่อมที่ทำหน้าที่บกพร่องในเรื่องใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
"ฝู่จี ท่านเข้าใจผิดแล้ว เฮ้อ ข้าจะเล่าความจริงให้ฟังก็แล้วกัน"
เดิมทีหลี่ซื่อหมินตั้งใจจะหลอกล่อให้จ่างซุนอู๋จี้ตกลง แต่ก็รู้สึกผิดต่อเขา จึงตัดสินใจเล่าความจริงให้ฟังทั้งหมด
หลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว จิตใจของจ่างซุนอู๋จี้ก็ยังไม่อาจสงบลงได้เลย
......
ณ ภูเขาชิงเหลียง ในมณฑลจิงโจว เขตกวนเน่ย
ภายในโรงงานของเจียงเทียน มีคนเพิ่มขึ้นอย่างหนาตา ทุกคนต่างง่วนอยู่กับการทุบตีเหล็กอย่างขะมักเขม้น
หลายวันมานี้ เขาได้สั่งให้ช่างตีเหล็กในค่ายเร่งผลิตชิ้นส่วนประกอบสำหรับหน้าไม้เข็มพิรุณบุปผา ให้ครบยี่สิบชุด
ส่วนตัวเขาในตอนนี้กำลังยุ่งอยู่กับการประกอบชิ้นส่วนอันซับซ้อนเหล่านั้นให้เป็นตัวหน้าไม้
สำหรับช่างตีเหล็กนั้น ก็ได้รับมอบหมายให้ผลิตเข็มเหล็กซึ่งเป็นลูกดอกสำหรับหน้าไม้เข็มพิรุณบุปผา
สาเหตุที่ค่ายชิงเฟิงมีระบบป้องกันที่แข็งแกร่ง ไม่เพียงเพราะชัยภูมิที่ได้เปรียบเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหน้าไม้กลจูเก๋อที่เจียงเทียนเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นอีกด้วย
ทว่า หน้าไม้กลจูเก๋อก็มีข้อจำกัดอยู่ นั่นคือการผลิตลูกศรนั้นทำได้ยาก และการบรรจุลูกศรก็ต้องใช้เวลานาน
หากเป็นเมื่อวันก่อน ตอนที่หลี่จิ้งนำทหารมาสามหมื่นนาย และเลือกที่จะใช้ยุทธวิธีเอาคนเข้าแลก เกรงว่าด่านสกัดที่อยู่ตีนเขาคงไม่อาจต้านทานไว้ได้
การที่เจียงเทียนท้าประลองกับหลี่จิ้งและพรรคพวก ไม่ได้เป็นเพียงการประลองวิทยายุทธ์เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อข่มขวัญ ให้พวกนั้นรู้ว่าเขาแข็งแกร่ง และหากคิดจะบุกตีค่าย ก็ต้องเตรียมใจรับความสูญเสียอย่างหนัก
ในความเป็นจริงแล้ว คนในค่ายที่พอจะต่อสู้เป็นจริงๆ ก็มีแค่เขากับเสี่ยวเตาเท่านั้น
ส่วนคนอื่นๆ ไม่เคยได้รับการฝึกฝนวิชาทหารอย่างเป็นระบบเลย พลังการต่อสู้อาจจะด้อยกว่าทหารราบทั่วไปของต้าถังเสียด้วยซ้ำ
หากค่ายถูกตีแตก เกรงว่าเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ค่ายชิงเฟิงก็คงจะราบเป็นหน้ากลอง
ดังนั้น เพื่อให้ค่ายพัฒนาไปได้อย่างมั่นคง การเสริมสร้างกองกำลังทหารให้แข็งแกร่ง จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด!
ขอเพียงนำหน้าไม้เข็มพิรุณบุปผาไปติดตั้งไว้ตามด่านสกัด ด่านละห้าชุด พร้อมเตรียมเข็มเหล็กไว้ให้เพียงพอ ค่ายชิงเฟิงก็จะกลายเป็นป้อมปราการที่ยากแก่การบุกทำลายอย่างแท้จริง
สิ่งที่แตกต่างจากหน้าไม้กลจูเก๋อก็คือ หน้าไม้เข็มพิรุณบุปผาไม่เพียงแต่จะมีพลังโจมตีที่รุนแรงกว่า แต่ยังสามารถเปลี่ยนแม็กกาซีนได้อย่างรวดเร็ว และยิงได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย
ด้วยอาวุธชนิดนี้ ระบบป้องกันของค่ายชิงเฟิงก็จะสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
ขณะที่เจียงเทียนกำลังหมกมุ่นอยู่กับการประกอบชิ้นส่วน เสี่ยวชิงก็นำจ่างซุนอู๋โก้วและหยางเฟยเดินเข้ามาในโรงงาน พวกนางมองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นตาตื่นใจ
จ่างซุนอู๋โก้วเหม่อมองท่าทางที่ตั้งอกตั้งใจของเจียงเทียนจนตาค้าง
คำกล่าวที่ว่า 'ผู้ชายจะดูมีเสน่ห์ที่สุดตอนตั้งใจทำงาน' นั้นไม่ผิดเลยจริงๆ
แม้จ่างซุนอู๋โก้วจะยังคงรักษาความสง่างามไว้ได้ แต่หยางเฟยผู้หลุดพ้นจากกรอบระเบียบของวังหลวง หลังจากได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเองมาหลายวัน นางก็กลับมาร่าเริงสดใสเหมือนเด็กสาววัยแรกรุ่นอีกครั้ง
แน่นอนว่า สาเหตุที่หยางเฟยกล้าปล่อยตัวเช่นนี้ ก็เพราะนางมั่นใจแล้วว่าเจียงเทียนจะไม่ทำร้ายพวกนาง
ยิ่งไปกว่านั้น นางอาจจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ ว่าในส่วนลึกของจิตใจ นางได้ยอมรับเอาค่ายชิงเฟิงแห่งนี้เป็นบ้านของนางไปแล้ว
หยางเฟยเดินเข้าไปหาเจียงเทียน ยื่นมือเรียวขาวที่ถือขนมกุ้ยฮวาสีชมพู ไปแกว่งไปมาตรงหน้าเขา
"เจียงเทียน ดูสิ ขนมอะไรเอ่ย น่ากินไหมล่ะ?"
"ไม่อ่ะ!" เจียงเทียนตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง มือยังคงวุ่นอยู่กับการประกอบชิ้นส่วนต่อไป