- หน้าแรก
- ระบบแจ้งเตือนว่าผมคืออัจฉริยะอันดับหนึ่ง
- บทที่ 52 - ระบายแค้นแทนแม่!
บทที่ 52 - ระบายแค้นแทนแม่!
บทที่ 52 - ระบายแค้นแทนแม่!
อันเสี่ยวอิงเข้าใจดีว่าคนที่มาใช้จ่ายที่นี่ได้ ล้วนเป็นพวกที่เรียกตัวเองว่าคนประสบความสำเร็จ เธอจึงไม่กล้าล่วงเกิน ประกอบกับรู้สึกอับอาย จึงเอ่ยปากขอโทษชายร่างอ้วนเสียงเบา "ขอโทษด้วยนะคะ"
เวลานี้ชายร่างอ้วนทานเสร็จแล้วและกำลังเรียกพนักงานมาเก็บเงิน ซึ่งคนที่เดินมาก็คือพนักงานเสิร์ฟสาวชาวหลานซีผมทองตาสีฟ้าคนนั้นพอดี
ชายร่างอ้วนสลัดกระเป๋าสตางค์ของตัวเองไปมา ก่อนจะดึงปึกธนบัตรออกมา หลังจากจ่ายค่าอาหารเสร็จ เขาก็ยื่นทิปให้พนักงานเสิร์ฟสาวอีกหนึ่งร้อยหยวน
พนักงานเสิร์ฟสาวผมทองเผยรอยยิ้มทรงเสน่ห์ทันที พร้อมกับกล่าวคำว่า 'ขอบคุณ' เป็นภาษาจีนอย่างชัดถ้อยชัดคำและอ่อนหวาน
ชายร่างอ้วนจ่ายเงินไปพลาง เอ่ยปากถากถางไปพลาง "พูดขอโทษแล้วมันได้อะไรขึ้นมา? ดูการแต่งตัวของพวกแกสิ กินอาหารฝรั่งก็ไม่เป็น ยังจะมาทำตัวกระแดะดัดจริตเป็นผู้ดีอีก!"
จากนั้นเขาก็หันไปพูดกับพนักงานเสิร์ฟว่า "ร้านเซิ่งหลานซีของพวกคุณก็จริงๆ เลยนะ ปล่อยให้คนสุ่มสี่สุ่มห้าเข้ามาได้ยังไง"
อันเสี่ยวอิงถูกชายร่างอ้วนด่าจนหน้าสลับสีเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด เธอก้มหน้าลง แววตาฉายแววเจ็บปวดรันทด
ความเจ็บปวดนั้นทิ่มแทงเข้าไปในใจของเยี่ยหงอย่างจัง
เขาขมวดคิ้ว แล้วพูดกับชายร่างอ้วนด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "กินอาหารฝรั่งไม่เป็น มันเป็นตัววัดว่าสันดานต่ำงั้นเหรอ? คนตั้งมากมายที่มีมารยาทสูงส่งกว่าคุณ ก็ไม่เห็นว่าพวกเขาจะต้องมากินอาหารฝรั่งเลยนี่"
"ผมล่ะสงสัยจริงๆ ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่การกินข้าวตามธรรมเนียมของพวกตะวันตกถึงได้กลายเป็นความสูงส่ง เป็นความประณีตไปได้? ผมดันชอบใช้ตะเกียบคีบสเต๊กกินซะด้วยสิ แล้วมันจะทำไมเหรอ?"
เยี่ยหงหยิบแก้วเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยขึ้นมา รินให้ตัวเองหนึ่งแก้ว แล้วยกดื่มรวดเดียวจนหมด เขายกแก้วเปล่าโชว์ต่อหน้าทุกคน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เครื่องดื่มเรียกน้ำย่อย ผมอยากจะดื่มตอนไหน ผมก็จะดื่มตอนนั้น"
"การกินข้าว มันก็เป็นแค่ขั้นตอนหนึ่งเท่านั้นแหละ การพยายามเอาธรรมเนียมจอมปลอมพวกนี้มาประดับบารมีให้ตัวเอง เพื่อแกล้งทำตัวเป็นพวกสังคมชั้นสูงต่างหากล่ะ ที่เรียกว่าไร้มารยาทของจริง ผมยังชอบใช้มือหยิบข้าวกินเลย คุณจะทำไมผมล่ะ?"
"ก...แก!"
ชายร่างอ้วนถูกคำพูดเป็นชุดของเยี่ยหงสวนกลับจนจุก พูดไม่ออก หน้าดำหน้าแดงกลายเป็นสีตับหมูไปแล้ว
แต่พนักงานเสิร์ฟสาวกลับยิ้มแล้วบอกกับเยี่ยหงว่า "คุณลูกค้าคะ การใช้มือหยิบอาหารทานถือว่าไม่สุภาพจริงๆ นะคะ"
เยี่ยหงปรายตามองพนักงานเสิร์ฟ แล้วพูดเรียบๆ ว่า "คุณพูดถูก แต่เสียดายนะ ที่นี่ไม่ใช่คำพูดที่พนักงานเสิร์ฟอย่างคุณควรจะพูดออกมาในเวลานี้ ถ้าผมเป็นผู้จัดการของคุณ ผมคงไล่คุณออกไปแล้ว ตอนนี้หน้าที่ของคุณคือการห้ามปรามไม่ให้ลูกค้าสองฝ่ายทะเลาะกัน เพื่อไม่ให้เรื่องบานปลาย ไม่ใช่มาตั้งใจเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแบบนี้ แต่ก็นะ... ในเมื่อเขาให้ทิปคุณตั้งร้อยหยวนนี่นา ผมก็พอจะเข้าใจได้แหละ"
รอยยิ้มของพนักงานเสิร์ฟแข็งค้างไปทันที เธอเริ่มทำตัวไม่ถูก
ปกติแล้วคนประเทศเหยียนที่มาทานอาหารที่นี่ มักจะทำตัวสุภาพเรียบร้อยและเกรงใจเธอเสมอ เธอไม่เคยเจอใครที่กล้าฉีกหน้าเธอตรงๆ แบบเยี่ยหงมาก่อนเลย
"อีกอย่าง ถึงแม้ว่าคุณผู้หญิงอันของเราจะพูดเสียงดังไปหน่อยจนรบกวนคนอื่น แต่เธอก็ขอโทษไปแล้ว ผมคิดว่าแค่นั้นมันก็น่าจะพอแล้วนะ แต่กลับมีบางคนทำตัวเหมือนหมาบ้า เอะอะก็แว้งกัดคนอื่นไปทั่ว ใครกันแน่ที่มีมารยาทหรือไม่มีมารยาท มองปราดเดียวก็รู้แล้ว"
เยี่ยเซียวที่นั่งอยู่ข้างๆ ฟังแล้วก็รู้สึกเลือดลมสูบฉีด แอบยกนิ้วโป้งให้เยี่ยหงเงียบๆ
เห็นภรรยาตัวเองโดนรังแก เขาก็ย่อมต้องโกรธเป็นธรรมดา แต่ตอนนั้นเขานึกหาคำมาเถียงไม่ออกจริงๆ
ตอนนี้พอได้เห็นเยี่ยหงออกโรงปกป้องอย่างกล้าหาญ เขาก็รู้สึกสะใจเป็นบ้า!
อันเสี่ยวอิงเองก็เช็ดหางตาที่ชื้นแงะ แววตาของเธอเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและภาคภูมิใจ
"ติ๊ง! วาทศิลป์คมคาย พูดจาฉะฉาน ทักษะการโต้วาที +1 ความคืบหน้าปัจจุบัน: 1/10 ระดับปัจจุบัน: เริ่มต้น"
"ติ๊ง! ใช้รัศมีข่มขวัญผู้คน ออร่าความน่าเกรงขาม +1..."
ชายร่างอ้วนเบิกตากว้างตวาดลั่น "แม่งเอ๊ย ปากดีนักนะแก! ช่างเถอะ ลูกพี่ขี้เกียจจะลดตัวไปเกลือกกลั้วกับพวกบ้านนอกอย่างแกแล้ว!"
(จบแล้ว)