- หน้าแรก
- ยอดกุนซือแห่งราชวงศ์หมิง
- บทที่ 85 - รับมือตามลำพัง
บทที่ 85 - รับมือตามลำพัง
บทที่ 85 - รับมือตามลำพัง
บทที่ 85 - รับมือตามลำพัง
รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
อารยธรรมจงหัวที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึงห้าพันปี ล้วนพัฒนาและเติบโตขึ้นท่ามกลางการล้างบาปด้วยไฟสงคราม และได้ก่อเกิดแนวคิดทางทหารของตนเองขึ้นมาตั้งแต่เนิ่นๆ
ทว่าในเวลานี้ เนื่องจากเดินทางมาไกลและไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของข้าศึก กองทัพต้าหมิงจึงตกเป็นรองตั้งแต่การปะทะกันครั้งแรกกับพวกโจรสลัดวอโค่ว
ทหารของกองทหารเมืองอันชิ่งและกองทหารเมืองลู่โจวที่ปะทะกับโจรสลัดวอโค่วเป็นกลุ่มแรก คือผู้ที่โดนหอกยาวที่ยาวจนน่าตกใจของพวกมันแทงเข้าใส่ ทหารหอกยาวของกองทัพต้าหมิงถือหอกที่สั้นกว่าหอกของพวกมัน ย่อมต้องเสียเปรียบเป็นธรรมดา ถึงแม้จะมีทหารโล่คอยป้องกัน แต่ก็ยังทำให้แนวรบปั่นป่วนวุ่นวายอยู่ดี
และในเวลานี้นี่เอง พวกโจรสลัดวอโค่วที่ถือดาบญี่ปุ่นก็รุกคืบเข้ามาโจมตีทหารโล่อย่างรวดเร็ว ทหารหอกยาวที่อยู่ด้านหลังทหารโล่ยังไม่ทันได้เข้ามาเสริมกำลัง ก็ถูกพลธนูที่อยู่ในกลุ่มโจรสลัดวอโค่วลอบยิงเข้าใส่เสียก่อน
ในยุคนี้ อาวุธที่พวกโจรสลัดวอโค่วชาวญี่ปุ่นตัวจริงใช้ ส่วนใหญ่ก็มีลักษณะเช่นนี้ ดาบญี่ปุ่นเหมาะสำหรับการฟัน หอกยาวใช้สำหรับแทงในระยะไกล และธนูไม้ไผ่ที่ใช้ยิงในระยะใกล้
ไม่ว่าจะเป็นกองทัพต้าหมิงหรือในยุคราชวงศ์ก่อน การใช้ธนูและหน้าไม้มักจะมุ่งเน้นไปที่การรวมศูนย์พลธนูเพื่อโจมตีเป็นวงกว้าง การง้างคันธนูยิงในระยะประชิดมักจะสงวนไว้สำหรับแม่ทัพและทหารคนสนิทเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น การยิงธนูส่วนใหญ่เป็นการยิงแบบวิถีโค้ง ซึ่งเน้นระยะไกลมากกว่าความแม่นยำ เป้าหมายหลักคือการทำลายกระบวนทัพของศัตรูก่อนที่จะปะทะกัน หรือหากเจอศัตรูที่จิตใจไม่เข้มแข็งพอ ก็อาจจะสามารถทำลายการบุกของศัตรูได้โดยตรง
คำกล่าวที่ว่าลูกศรพุ่งดุจสายฝนนั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด ก่อนที่อาวุธปืนจะถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย หน้าไม้และธนูอันทรงพลังมักเป็นปัจจัยสำคัญในการวัดความแข็งแกร่งของกองทัพของแต่ละประเทศ
พลธนูเมื่อยิงลูกธนูในกระบอกสิบถึงยี่สิบดอกจนหมดก็ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจ การต่อสู้ระยะประชิดไม่ใช่หน้าที่ของพวกเขา
แต่พลธนูของพวกโจรสลัดวอโค่ว แม้จะถือธนูยาวที่ดูน่าเกรงขาม แต่ประสิทธิภาพในการยิงวิถีโค้งกลับไม่สูงนัก เนื่องจากข้อจำกัดด้านวัสดุ ธนูญี่ปุ่น (วากิว) ของพวกเขาจึงมักใช้ยิงแนวราบในระยะไม่กี่สิบเมตรมากกว่า
ตอนที่พวกโจรสลัดวอโค่วพุ่งเข้าชาร์จ การยิงธนูแบบวิถีโค้งเพียงไม่กี่ครั้งก็เพื่อดึงดูดให้พลธนูของกองทัพต้าหมิงยิงโต้ตอบก่อนเวลาอันควร และเพื่อสร้างความปั่นป่วนในค่ายทัพเท่านั้น ในเวลานี้ต่างหากที่เป็นเวลาลงมือของพวกพลธนูโจรสลัดวอโค่ว พวกเขาจะเล็งเป้าหมายไปที่ทหารที่มีฝีมือแข็งแกร่งในค่ายทัพต้าหมิง แล้วลอบยิงลูกธนูเข้าใส่อย่างเลือดเย็น ไม่นานแนวรบของกองทัพต้าหมิงที่กำลังปะทะกับพวกโจรสลัดวอโค่วก็เริ่มมีท่าทีว่าจะแตกพ่าย
ทหารผู้กล้าหาญในกองทัพต้าหมิงถูกพลธนูโจรสลัดวอโค่วยิงตายบ้าง บาดเจ็บสาหัสจนสู้ต่อไม่ไหวบ้าง ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อขวัญกำลังใจของกองทัพที่ไม่ได้สูงส่งอยู่แล้ว แม้จะมีนายทหารคอยกระตุ้นอยู่ด้านหลัง แต่ก็ไร้ผล ทัพกลางของกองทหารเมืองอันชิ่งและกองทหารเมืองลู่โจวเริ่มถอยร่นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อทัพกลางถอยร่น ตำแหน่งของแม่ทัพนายกองหลายคนที่อยู่ด้านหลังค่ายทัพก็ต้องถอยร่นตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ระยะห่างจากทัพทั้งสองปีกกว้างขึ้น ในเวลานี้ ทัพทั้งสองปีกที่สมควรจะทำการโอบล้อมให้สำเร็จ จึงทำได้เพียงถอยร่นตาม เพื่อลดช่องว่างกับทัพกลางให้มากที่สุด
"ธงของกองบัญชาการทหารรักษาเมืองทำไมถึงถอยร่นล่ะ?"
อู๋จ้านขุยและเว่ยเหมิ่งนำทัพลูกน้องที่เกือบจะปะทะกับกองทหารเมืองฉูโจวที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตร เพื่อบรรลุเป้าหมายในการโอบล้อมพวกโจรสลัดวอโค่ว แม้จะมีโจรสลัดวอโค่วอีกกลุ่มอยู่ไกลออกไป แต่ในเวลานี้พวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก หากกระบวนทัพแบบถุงตาข่ายเคลื่อนถอยร่นไปทางด้านหลังล่ะก็ ทำยังไงดีล่ะเนี่ย?
"ทัพกลางต้านทานไว้ไม่อยู่เหรอ?"
เว่ยเหมิ่งพูดด้วยความกังวล
"คงต้องเร่งฝีเท้า ตามให้ทันแล้วล่ะ"
อู๋จ้านขุยลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตอบ
"แต่ปืนใหญ่ปากชามพวกนั้นตามไม่ทันนะ"
ตอนที่คิดว่าจะใช้ปืนใหญ่ปากชาม สุดท้ายเว่ยเหมิ่งก็เกลี้ยกล่อมอู๋จ้านขุยให้เลือกปืนใหญ่ปากชามสภาพดีจากกองพันมาเจ็ดกระบอก น่าเสียดายที่ดวงไม่ดี ไม่ได้ไปปะทะกับพวกโจรสลัดวอโค่วกลางทะเล จึงไม่มีโอกาสได้ใช้งานเลย
ในเวลานี้ ปืนใหญ่ปากชามพวกนี้ไม่เพียงแต่ไม่มีประโยชน์ แต่ยังกลายเป็นตัวถ่วงความเร็วในการเคลื่อนที่ของกองพันของพวกเขาอีกด้วย
"แย่แล้ว"
อู๋จ้านขุยหันไปมองทหารหลายคนที่กำลังแบกปืนใหญ่ปากชามอันหนักอึ้งอยู่ด้านหลัง แล้วบังเอิญเหลือบไปเห็นพวกโจรสลัดวอโค่วที่อยู่ไกลออกไป ตอนนี้มีโจรสลัดวอโค่วกลุ่มเล็กๆ อีกกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว และดูเหมือนว่ากำลังจะไปสมทบกับคนกลุ่มนั้น
โจรสลัดวอโค่วกลุ่มก่อนหน้านี้มีเพียงร้อยกว่าคน ตอนนี้มีโจรสลัดวอโค่วกลุ่มเล็กๆ มาร่วมด้วยอีก กำลังพลก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเกือบสองร้อยคน หากโจรสลัดกลุ่มนี้ใช้วิธีสู้แบบไม่คิดชีวิตเหมือนกัน การถูกโจมตีเข้าใส่อาจทำให้ทหารสองกองร้อยของเขาตกอยู่ในอันตรายได้
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่า ขอแค่ล้อมพวกโจรสลัดวอโค่วกลุ่มที่ดุร้ายที่สุดไว้ได้ โจรสลัดที่เหลือก็ไม่น่าจะน่ากลัวอะไร ตราบใดที่พวกเขาสามารถไปสมทบกับกองทหารเมืองฉูโจวทางปีกขวาได้
แต่ตอนนี้ แม่ร่วงเอ๊ย รูปแบบการรบเปลี่ยนไปหมดแล้ว ทัพกลางกำลังถอยร่นอย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนว่าอาจจะแตกพ่ายได้ทุกเมื่อ
และถ้าหากการโอบล้อมยังไม่สำเร็จ ไม่ได้สมทบกับกองทหารเมืองฉูโจวทางปีกขวา ไม่ว่าพวกโจรสลัดวอโค่วที่เหลือจะพุ่งเข้าโจมตีทัพซ้ายหรือทัพขวา ก็อาจจะทำลายวงล้อมได้อย่างง่ายดาย
"ส่งสัญญาณเตือนไปที่ใต้เท้าผู้บัญชาการทหาร และส่งข่าวไปให้กองพันทัพหลัง บอกให้พวกเขาแยกตัวออกจากกองทัพใหญ่แล้วมารวมกับพวกเรา พวกโจรสลัดวอโค่วด้านหลังกำลังจะพุ่งชาร์จแล้ว"
เมื่อเห็นสถานการณ์วิกฤต อู๋จ้านขุยก็รีบสั่งทหารคนสนิทที่อยู่ข้างๆ ให้ไปแจ้งข่าวกับผู้บัญชาการพันนายของกองพันทัพหลังที่อยู่ใกล้พวกเขาที่สุด
เขาไม่มีสิทธิ์ไปสั่งการกองพันอื่น ในเวลานี้เขาทำได้เพียงแค่บอกความกังวลของตนเองออกไป ส่วนผู้บัญชาการพันนายทัพหลังจะตัดสินใจอย่างไร เขาก็ไม่มีทางเลือก
"ตั้งปืนใหญ่ปากชามอยู่กับที่ บรรจุกระสุนลูกปราย ทหารทั้งหมดแยกตัวออกจากกองทัพใหญ่ จัดกระบวนทัพรับศึก"
ขณะที่อู๋จ้านขุยสั่งคนไปแจ้งข่าวกับผู้บัญชาการทหารทางด้านนั้น เขาก็จัดกระบวนทัพฝั่งตัวเองใหม่ เตรียมรับมือกับการโจมตีของโจรสลัดวอโค่วกลุ่มหลังที่อาจจะเกิดขึ้น
ในขณะที่เขาจัดกระบวนทัพเสร็จ โจรสลัดวอโค่วทั้งสองกลุ่มก็รวมตัวกันเสร็จสิ้น และเริ่มเปิดฉากโจมตีมาทางพวกเขา
อู๋จ้านขุยหันไปมองด้านหลัง กองพันทัพหลังกำลังถอยร่นไปทางด้านหลัง ทำให้ระยะห่างระหว่างพวกเขาเริ่มไกลออกไปทุกที และดูเหมือนว่าความเร็วในการถอยร่นจะยิ่งเร่งขึ้น
"แม่ร่วงเอ๊ย"
อู๋จ้านขุยสบถด่าในใจ แต่ก็หมดหนทางแล้ว กองกำลังได้แยกตัวออกจากกองทัพใหญ่แล้ว หากตอนนี้คิดจะถอยกลับไปอีก ก็จะเป็นการพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์แบบ
เว่ยเหมิ่งวิ่งไปอยู่ด้านหน้า จัดแจงตำแหน่งของปืนใหญ่ปากชามและทหารปืนนกสับเรียบร้อย คราวนี้กองกำลังของทั้งสองฝ่ายมีจำนวนใกล้เคียงกัน ฝ่ายเขามีกำลังพลสองร้อยกว่าคน ส่วนอีกฝ่ายมีกำลังคนร้อยกว่าคนเกือบสองร้อยคน ถือว่ามีโอกาสชนะอยู่
ขอแค่ตีโจรสลัดวอโค่วกลุ่มนี้ให้แตกพ่าย โจรสลัดวอโค่วกลุ่มใหญ่ที่ถูกล้อมไว้ ต่อให้ดุร้ายแค่ไหน เว้นแต่ว่าจะสามารถฝ่าวงล้อมของทัพกลางไปได้ มิฉะนั้นก็ต้องถูกล้อมปราบจนสิ้นซาก ต่อให้ต้องใช้ชีวิตทหารเข้าแลก ก็ต้องเอาชนะศึกนี้ให้ได้ กองทัพต้าหมิงในเวลานี้ยังพอมีกำลังพลให้สูญเสียได้อยู่
สำหรับขุนพลต้าหมิงในเวลานี้ ทหารชั้นผู้น้อยจะมีความหมายอะไร ใต้บังคับบัญชายังมีครอบครัวทหารอีกมากมาย ทหารตายไป ก็แค่จ่ายเงินชดเชยให้ ครอบครัวทหารเหล่านั้นจะกล้าขัดคำสั่งไม่ยอมมารายงานตัวเชียวหรือ เงินชดเชยก็เป็นเงินที่ราชสำนักเบิกจ่ายมาให้ทั้งนั้น
ชีวิตคน ในสายตาของขุนพลเหล่านี้ ไม่มีค่าอะไรเลย อย่างน้อยก็ไม่มีค่าเท่าความดีความชอบ
เว่ยเหมิ่งที่อยู่ด้านหน้าจัดกระบวนทัพเสร็จเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากเป็นทหารที่ฝึกซ้อมมาด้วยกันตลอด การประสานงานระหว่างสองกองร้อยจึงไม่มีปัญหา สามารถจัดกระบวนทัพได้อย่างง่ายดาย
เมื่อจัดทัพเสร็จ เห็นพวกโจรสลัดวอโค่วบุกเข้ามาแล้ว เว่ยเหมิ่งก็ไม่คิดจะทำตัวเป็นวีรบุรุษนำทัพบุกตะลุย เขาถอยไปอยู่ด้านหลังยืนคู่กับอู๋จ้านขุย ส่วนการสั่งการก็เป็นหน้าที่ของทหารคนสนิทและนายหมวดที่อยู่ด้านหน้า
นายหมวดมีหน้าที่ควบคุมทหารชั้นผู้น้อย ส่วนทหารคนสนิทก็จะคอยถ่ายทอดคำสั่งของพวกเขาลงไป
"ระยะร้อยก้าว เริ่มระดมยิงอย่างต่อเนื่องได้"
อู๋จ้านขุยเข้าใจยุทธวิธีของกองกำลังนี้ดี เมื่อเห็นเว่ยเหมิ่งจัดทหารปืนนกสับเรียงเป็นห้าแถว เขาก็รีบออกคำสั่งทันที
(จบแล้ว)