- หน้าแรก
- ยอดกุนซือแห่งราชวงศ์หมิง
- บทที่ 2 - ปราบต๋าจื่อ
บทที่ 2 - ปราบต๋าจื่อ
บทที่ 2 - ปราบต๋าจื่อ
บทที่ 2 - ปราบต๋าจื่อ
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ฝูงชน เสียงปราศรัยของใต้เท้าผู้เป็นนายกองร้อยบนแท่นก็ลอยเข้าหูพวกเด็กๆ
"...นี่คือการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณ ทุกคนจงกระฉับกระเฉงกันหน่อย
ต้วนต้า พวกเจ้าหลายคนรีบกลับไปเอาคันธนูและลูกธนูมาเดี๋ยวนี้ ข้าขอพูดดักไว้ตรงนี้เลยนะ ข้าเคยบอกพวกเจ้าแล้วว่ายามปกติให้คอยบำรุงรักษาให้ดี หากไปถึงที่หมายแล้วง้างธนูไม่ออกล่ะก็ คอยดูเถอะว่าข้าจะจัดการพวกเจ้าอย่างไร!
นายหมวดทั้งสองรับผิดชอบแจกจ่ายอาวุธและเกราะศึก ให้นายหมู่แต่ละหมู่พาลูกน้องมารับอุปกรณ์ ขยับตัวกันได้แล้ว เร็วเข้า!"
ตามติดมาด้วยเสียงสบถด่าทอดังระงม นายหมู่ที่อยู่ด้านล่างต่างจัดแถวลูกน้องของตนให้เป็นระเบียบ แล้วทยอยเข้ารับอุปกรณ์จากรถลากทั้งสองคันตามลำดับ ส่วนทหารอีกเจ็ดแปดนายในตอนนี้ไม่สนเรื่องรับอุปกรณ์แล้ว พวกเขาผละออกจากฝูงชนแล้วสับตีนแตกวิ่งมุ่งหน้ากลับบ้านไป พวกเขาคือกองธนูที่ต้องกลับไปหยิบธนูนั่นเอง
หัวปลาจ้องมองแผ่นหลังของคนเหล่านั้นที่วิ่งห่างออกไป ในใจก็เดาว่าตอนนี้พวกเขากำลังสบถด่าท่านพ่อของตนอยู่ในใจเป็นแน่
หัวปลารู้จักคนกลุ่มนี้ดี พวกเขาคือพลธนูของกองร้อย และยังรับจ๊อบเสริมเป็นพรานป่าด้วย ถึงแม้จะอาศัยอยู่ริมแม่น้ำแยงซีเกียง แต่หากมุ่งหน้าไปทางตะวันออกราวสิบกว่าลี้ก็จะเป็นเขตภูเขาแล้ว รู้สึกว่าจะชื่อเขาอูหลงหรืออะไรสักอย่างนี่แหละ คนกลุ่มนี้มักจะอาศัยช่วงที่ว่างเว้นจากการทำนาเข้าป่าไปล่าสัตว์อยู่บ่อยๆ
ธนูในยุคโบราณเป็นของล้ำค่า ไม่ว่าจะเป็นคันธนูหรือสายธนู หากไม่ดูแลรักษาให้ดีก็มักจะเกิดปัญหาได้ง่าย โดยเฉพาะสายธนู
และสาเหตุที่คนกลุ่มนี้สามารถเบิกธนูจากคลังอาวุธไปใช้ได้ ก็เป็นเพราะทุกครั้งที่พวกเขาเข้าป่าล่าสัตว์ พวกเขามักจะนำของป่ามามอบให้ครอบครัวของนายทหารในกองร้อยเป็นของกำนัลเสมอ ซึ่งก็รวมถึงครอบครัวของเด็กๆ ที่อยู่ข้างกายเขานี้ด้วย
หัวปลาอาศัยจังหวะนี้ วิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาผู้เป็นบิดาโดยตรง แล้วเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง "ท่านพ่อ พวกท่านจะไปไหนกันหรือขอรับ?"
ขณะนี้นายกองร้อยซึ่งสวมเกราะผ้าฝ้ายเต็มยศก้มลงมองบุตรชายคนเล็กของตน เขายิ้มบางๆ แล้วเอ่ยว่า "ลูกเอ๋ย เจ้ารีบกลับบ้านไปก่อนเถอะ พ่อต้องเดินทางไปทำธุระข้างนอกสักหลายวัน"
"พวกท่านจะไปออกศึกใช่ไหมขอรับ? ตีกับใครหรือ?"
หัวปลารีบถามอย่างร้อนรน ไม่ใช่เพียงเพราะคนตรงหน้าคือบิดาบังเกิดเกล้าของเจ้าของร่างเดิมเท่านั้น แต่เขายังเป็นเสาหลักและอู่ข้าวอู่น้ำระยะยาวของตนเองในตอนนี้ด้วย ดูจากสถานการณ์ตรงหน้านี้แล้ว ชัดเจนว่าพวกเขากำลังจะออกไปทำศึก
"กว่างเต๋อ เรื่องนี้... อธิบายให้ฟังตอนนี้ก็คงไม่ทัน เจ้ารีบกลับบ้านไปเถอะ ช่วงนี้ต้องเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่านแม่ให้มากๆ แล้วก็พี่ชายของเจ้าด้วย พ่อจะไม่ให้เขาตามไปด้วย จะให้เขาอยู่เฝ้าบ้านที่ป้อมนี่แหละ"
"ท่านพ่อ พวกท่านกำลัง..."
พอพูดมาถึงตรงนี้ หัวปลาก็รู้ตัวแล้วว่าสถานการณ์ชักจะเลวร้ายเสียแล้ว ตนเพิ่งจะทะลุมิติมาได้ไม่กี่วัน คงไม่ได้โชคร้ายถึงขั้นต้องมาเผชิญกับวิกฤตบ้านแตกสาแหรกขาด แผ่นดินล่มสลายหรอกนะ แต่ก็ดูไม่น่าจะใช่ ในความทรงจำของเขายังจำได้ว่าปีรัชศกนี้ไม่น่าจะเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น
"ใต้เท้าเว่ย ท่านดูสิ ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว ยังจะต้องเร่งเดินทางไปที่ทำการกองพันในคืนนี้อีกหรือขอรับ?"
"ใช่แล้วขอรับใต้เท้า พรุ่งนี้เช้าพวกเราค่อยออกเดินทางกันดีหรือไม่?"
จังหวะนั้นเอง นายหมวดทั้งสองนายที่จัดการเรื่องลำดับการรับอุปกรณ์เสร็จเรียบร้อยก็เดินเข้ามาหาใต้เท้าผู้เป็นนายกองร้อย
"ในจดหมายแจ้งเหตุทางทหารระบุไว้ชัดเจน ว่าให้เร่งรวมพลโดยพลัน ห้ามล่าช้าเป็นอันขาด"
ใต้เท้าเว่ยมองดูนายหมวดทั้งสองที่อยู่ใต้บังคับบัญชา ได้แต่ยิ้มขื่นอย่างจนใจ
"ไล่พวกเด็กๆ ในบ้านกลับไปให้หมดเถอะ"
นายกองร้อยเว่ยหันไปสั่งนายหมวดทั้งสอง เขาก็ไม่ได้อยากรวมพลกองทหารออกเดินทางในเวลาแบบนี้หรอกนะ แต่คำสั่งทางทหารมีมาเช่นนี้ จะทำอย่างไรได้เล่า
ไม่นานนัก แก๊งเด็กๆ ก็จำต้องเดินคอตกออกจากลานฝึกซ้อมกลับบ้านไป หัวปลามุ่งหน้าตรงไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางป้อมปราการหิน ที่นั่นคือที่ตั้งของที่ทำการกองร้อย และยังเป็นบ้านของเขาอีกด้วย
"พี่ใหญ่! พี่ใหญ่!"
หัวปลากระโดดโลดเต้นวิ่งเข้าไปในประตูบ้าน โดยไม่สนใจทหารยามที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู พอเดินพ้นประตูเข้ามา เขาก็รีบร้องตะโกนเสียงดังลั่นทันที
"หัวปลา เลิกแหกปากได้แล้ว ข้าอยู่นี่"
ตอนนี้แทบจะไม่เห็นใครอยู่ที่ลานบ้านด้านหน้าเลย ปกติแล้วที่นี่มักจะมีคนเดินเข้าออกเพื่อจัดการงานเอกสารอยู่เสมอ เสียงที่ตอบกลับมานั้นดังมาจากห้องทำงานเอกสารทางฝั่งขวา
หัวปลารีบสาวเท้าเดินเข้าไป "พี่ใหญ่ ท่านพ่อบอกว่าจะเดินทางไปที่ทำการกองพันทางโน้น แต่ทำไมถึงต้องยกกองทหารไปด้วย แถมยังแจกจ่ายดาบแจกหอกกันที่หน้าประตูเมืองอีก"
พอเดินเข้าประตูไป ก็เห็นพี่ชายของเขากำลังนั่งคอตกอยู่บนเก้าอี้ในห้อง ท่าทางดูซึมเศร้าและหดหู่อย่างเห็นได้ชัด
"เจ้าก็รู้หนังสือนี่ อ่านดูเองก็แล้วกัน"
พูดจบ พี่ชายของเขาก็ชี้มือไปยังจดหมายแจ้งเหตุทางทหารที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า หัวปลาไม่มีเวลาให้คิดมาก เขารีบก้าวเข้าไปหยิบขึ้นมาอ่าน เพียงปราดตามองแวบเดียว เขาก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
ถึงแม้พี่ชายจะบอกให้เขาอ่านเอง แต่ตอนนี้ชายหนุ่มก็พึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ก็ไม่ใช่เพราะพวกต๋าจื่อที่เข้ามารุกรานชายแดนเมื่อสองเดือนก่อนหรอกหรือ ได้ยินว่าบุกทะลวงไปจนถึงเมืองหลวงแล้ว องค์ฮ่องเต้เจียจิ้งถึงได้มีราชโองการเรียกระดมกองทัพจากทั่วทุกสารทิศให้ไปช่วยพิทักษ์ราชบัลลังก์ กองบัญชาการทหารรักษาเมืองจิ่วเจียงของพวกเราก็เลยถูกเรียกตัวไปด้วย
มีคำสั่งให้ไปขึ้นเรือที่ท่าเรือจิ่วเจียง ล่องตามแม่น้ำเข้าสู่คลองขุดใหญ่ขึ้นเหนือเพื่อไปสมทบกับกองทัพที่เมืองหลวง ว่ากันว่าเป็นคำสั่งจากจวนบัญชาการทหารทัพหน้า คาดว่ากองทหารรักษาเมืองที่อยู่สองฝั่งคลองขุดและกองทหารของพวกเราจะต้องถูกส่งตัวไปออกรบแน่ๆ"
หัวปลาอ่านคำสั่งในมือจบพอดี เขารู้สึกงุนงงจึงถามขึ้นว่า "พี่ใหญ่ เมื่อสองวันก่อนท่านเพิ่งบอกว่าพวกต๋าจื่อพ่ายแพ้ที่เมืองต้าถงไม่ใช่หรือ ทำไมจู่ๆ ถึงบุกทะลวงไปถึงเมืองหลวงได้ล่ะ?"
"ถ้าข้ารู้ ข้าคงไม่มานั่งอยู่ตรงนี้หรอก ป่านนี้คงได้ไปเป็นขุนนางใหญ่โตที่เมืองอิ่งเทียนแล้ว"
พี่ชายถอนหายใจยาวก่อนจะเอ่ยต่อ "ได้ยินมาว่าพวกต๋าจื่อทางเหนือนั้นร้ายกาจมาก ทุกคนล้วนขี่ม้าศึกตัวโต ไปมาว่องไวดุจสายลม แถมยังแม่นธนูราวกับจับวาง เกรงว่าต้วนต้าแห่งป้อมเราก็คงสู้ไม่ได้หรอก เพราะอย่างนี้แหละ ในการศึกครั้งนี้ท่านพ่อถึงไม่ยอมให้ข้าตามไปด้วย
อ้อจริงสิ ท่านแม่ยังร้องไห้อยู่ที่เรือนหลังเลยนะ เจ้ารีบกลับไปปลอบใจท่านหน่อยสิ ออดอ้อนให้ท่านอารมณ์ดีขึ้นหน่อย"
พูดคุยกันได้เพียงไม่กี่คำ หัวปลาก็ถูกพี่ชายดันตัวออกจากห้องไป เขาจึงจำต้องเดินไปยังเรือนด้านหลัง ระหว่างที่เดินไป เขาก็ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ไปด้วย ในความทรงจำของเขา เขาไม่เคยจำได้เลยว่าชาวมองโกลเคยบุกทะลวงไปถึงปักกิ่ง จำได้แค่ว่าเคยบุกไปถึงทุ่งหญ้าถู่มู่เป่า นอกนั้นก็มีแต่หงไท่จี๋แห่งเจี้ยนโจว แต่นั่นมันเรื่องราวในช่วงปลายราชวงศ์หมิงแล้ว ตอนนี้เพิ่งจะยุคเจียจิ้งเองนะ ดูเหมือนจะห่างไกลกันลิบลับ
สำหรับคนยุคปัจจุบันทั่วไปแล้ว ราชวงศ์หมิงเป็นเรื่องราวที่ห่างไกลเหลือเกิน
สำหรับหัวปลาผู้โชคร้ายจับพลัดจับผลูทะลุมิติมาอยู่ในยุคสมัยนี้ ในความทรงจำของเขา การที่เขารู้จักฮ่องเต้เจียจิ้ง ก็เป็นเพราะฮ่องเต้พระองค์นี้ทรงพิลึกอยู่สักหน่อย เพราะทรงโปรดปรานการบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุเป็นเซียน
ส่วนความรู้เกี่ยวกับยุคสมัยนี้ที่เขารู้จัก ก็มีเพียงแค่เหยียนซงและเหยียนซื่อฟาน ซึ่งเป็นอัครมหาเสนาบดีในราชสำนักปัจจุบัน
ในตอนแรก เขายังนึกว่าสองชื่อนี้หมายถึงคนๆ เดียวกันเสียอีก โดยคิดว่า "ซื่อฟาน" เป็นชื่อรองของเขา
ก็แน่ล่ะ ในยุคโบราณ คนที่มีฐานะหน่อยนอกจากจะมีชื่อจริง ชื่อเล่นแล้ว ก็มักจะมีชื่อรอง หรือแม้กระทั่งฉายาด้วย กว่าเขาจะมารู้ความจริงในภายหลังว่าทั้งสองคนนี้เป็นพ่อลูกกัน ก็ใช้เวลาอยู่พักใหญ่
อ้อ แล้วก็มีชีจี้กวง ยอดขุนพลผู้ต่อต้านโจรสลัดวอโค่ว (โจรสลัดญี่ปุ่น) ดูเหมือนจะอยู่ในยุคสมัยนี้ด้วยเหมือนกัน
แต่จะว่าไปก็แปลก เขาเคยได้ยินคนพูดถึงปัญหาโจรสลัดวอโค่วบุกรุกอาละวาดที่มณฑลฝูเจี้ยนซึ่งอยู่ติดกัน แต่กลับไม่เคยได้ยินชื่อชีจี้กวงเลย
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้ สำหรับเว่ยกว่างเต๋อ หรือหัวปลาในชาตินี้แล้ว เขาก็ทำได้เพียงเก็บความสงสัยไว้เงียบๆ ในใจ ไม่สามารถเอ่ยปากถามใครได้
เว่ยกว่างเต๋อ เกิดปีค.ศ. ใดน่ะหรือ?
จะอธิบายอย่างไรดีล่ะ?
เอาเป็นว่า เว่ยกว่างเต๋อในคราบหัวปลานั้น ไม่รู้จริงๆ ว่าปัจจุบันตรงกับปีคริสต์ศักราชใดของยุคหลัง แต่เขายังจำปีรัชศกได้ เขาเกิดในปีเจียจิ้งที่ 18 ปัจจุบันคือปีเจียจิ้งที่ 29 ปีนี้เขาอายุสิบเอ็ดปี
แล้วเหตุใดเขาจึงทะลุมิติมาอยู่ในยุคสมัยนี้ได้เล่า?
อย่าคิดว่าการทะลุมิติมันเป็นเรื่องง่ายนะ อย่างน้อยในฐานะคนที่ประสบความสำเร็จในการทะลุมิติมาแล้ว เว่ยกว่างเต๋อรู้สึกว่าตนเองมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ที่จะออกความคิดเห็น ถึงแม้มันจะดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ แต่เขาคิดว่า จังหวะเวลา ทำเลที่ตั้ง และบุคคล ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้เลย
(จบแล้ว)