- หน้าแรก
- โดนสั่งฝึกกองร้อยคุณหนู แต่กลับกลายเป็นยอดนักรบซะงั้น
- บทที่ 304 สามสิบไปไหม? ขึ้นรถ!
บทที่ 304 สามสิบไปไหม? ขึ้นรถ!
บทที่ 304 สามสิบไปไหม? ขึ้นรถ!
ลู่เจ้าเสวี่ยทุ่มเทเรียนอย่างเอาเป็นเอาตาย อยากจะสอบออกไปให้พ้น อยากจะหนีไปจากสถานที่ที่ทำให้เธออึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกแห่งนี้
ปีนั้น เธอสอบติดจริงๆ
จดหมายแจ้งผลการรับเข้าศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก คือแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในช่วงครึ่งแรกของชีวิตเธอ
เธอคิดว่าในที่สุดตนเองก็จะได้หนีไปเสียที
แต่โชคชะตากลับเล่นตลกร้ายกับเธออย่างจัง
ปีนั้น ลู่พั่นไหลน้องชายของเธอสอบเข้าเรียนต่อระดับมัธยมปลาย แต่คะแนนกลับเละเทะไม่เป็นท่า แม้แต่เกณฑ์คะแนนของโรงเรียนมัธยมปลายธรรมดาที่แย่ที่สุดก็ยังไม่ถึง
พ่อทำทุกวิถีทางเพื่อให้เขาได้เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังประจำอำเภอ ถึงขั้นหิ้วของขวัญ พกเงินสด เดินสายไปขอร้องและติดสินบนคนใหญ่คนโตตามบ้านต่างๆ
จนสุดท้าย ก็มาลงเอยที่เงินค่าเทอมของเธอ
นั่นคือเงินที่แม่อดมื้อกินมื้อ อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบเอาไว้เป็นสินสอดและค่าเทอมมหาวิทยาลัยให้กับเธอ
"เด็กผู้หญิงจะเรียนหนังสือหนังหาไปเยอะแยะทำไม? ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องแต่งงานออกเรือนไปอยู่ดี!"
"แต่น้องชายแกไม่เหมือนกัน มันเป็นสายเลือดสืบสกุลลู่ของเรา เป็นความหวังในอนาคต!"
"เงินก้อนนี้ ก็ถือซะว่าแกตอบแทนบุญคุณครอบครัวล่วงหน้าก็แล้วกัน"
ใบหน้าที่บวมเป่งเพราะพิษสุราเรื้อรังของพ่อ กับน้ำเสียงที่พูดออกมาราวกับว่าเป็นเรื่องสมควรแล้วนั้น กลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเธอไปตลอดชีวิต
แม่ได้แต่ยืนร้องไห้เงียบๆ อยู่ข้างๆ โดยไม่ปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
วินาทีนั้น หัวใจของลู่เจ้าเสวี่ยได้แตกสลายลงไปแล้ว
และนับตั้งแต่วินาทีนั้น เธอจึงเปลี่ยนชื่อให้กับตัวเอง...
ลู่เจ้าเสวี่ย
เจาตี้ได้ตายไปแล้ว ตายจากไปในบ่ายวันฤดูร้อนนั้น
คนที่รอดชีวิตมาได้ คือลู่เจ้าเสวี่ย
เธอไม่ได้ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย และไม่ได้รั้งอยู่บ้าน
เธอเข้าไปทำงานรับจ้างในตัวเมืองระดับอำเภออยู่สองปี จนเข้าปีที่สาม เธอถึงได้ผ่านการเกณฑ์ทหาร และสวมเครื่องแบบทหารชุดนี้
เธอเคยคิดว่า ตนเองจะไม่มีวันกลับไปเหยียบสถานที่แห่งนั้นอีกแล้ว
ในทุกๆ เดือนเธอจะเจียดเงินส่วนหนึ่งจากเบี้ยเลี้ยงอันน้อยนิดส่งกลับไปให้ที่บ้าน
ไม่ใช่เพราะความกตัญญู และไม่ใช่เพราะความผูกพันทางสายเลือด
แต่เป็นเพียงการใช้หนี้
ใช้หนี้ชีวิตที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเธอมา
แต่ตอนนี้ เธอจำเป็นต้องกลับไปอีกครั้ง
เพราะแม่ป่วย
ไม่ว่าจะเป็นตาแก่ลำเอียงเข้ากระดูกดำผู้เป็นพ่อ หรือน้องชายที่ไม่ได้เรื่องคนนั้น ต่างก็พึ่งพาอะไรไม่ได้
คนที่จะช่วยชีวิตแม่ได้ มีเพียงแค่เธอ และต้องเป็นเธอเท่านั้น
รถไฟแล่นไปบนรางเหล็กส่งเสียงดังกึกกักอย่างเป็นจังหวะ ทิวทัศน์นอกหน้าต่างถอยร่นไปเบื้องหลังอย่างรวดเร็ว
ตึกระฟ้าเริ่มบางตาลง ถูกแทนที่ด้วยผืนนาและหมู่บ้านเตี้ยๆ เป็นหย่อมๆ
ลู่เจ้าเสวี่ยลงรถที่สถานีรถไฟในตัวเมืองระดับมณฑล เธอไม่ได้หยุดพักเลยแม้แต่น้อย รีบไปต่อรถบัสที่มุ่งหน้าไปยังตัวเมืองระดับอำเภอทันที
บนรถบัสเต็มไปด้วยผู้คนอัดแน่นจนแทบไม่มีที่ยืน อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเหงื่อไคล กลิ่นบุหรี่ และกลิ่นอาหารสารพัดชนิดปะปนกันมั่วไปหมด
เธอหาที่นั่งริมหน้าต่าง สวมหมวก กดปีกหมวกลงต่ำบังใบหน้า แล้วหลับตาลง
ทว่าสำเนียงท้องถิ่นอันคุ้นเคยที่ทำให้เธอรู้สึกขยะแขยงเหล่านั้น กลับยังคงทะลักทลายเข้ามาในโสตประสาทอย่างไม่ขาดสายราวกับคลื่นน้ำ
เธอไม่ชอบคนในหมู่บ้าน
ไม่ชอบการซุบซิบนินทาของพวกผู้หญิงปากหอยปากปู ไม่ชอบคำพูดหยาบคายลามกของพวกผู้ชายเวลาเมามาย และไม่ชอบสายตาสอดรู้สอดเห็นที่แฝงไปด้วยเจตนาร้ายเหล่านั้น
เธอจากมานานเกินไป นานจนเกือบจะลืมเลือนความรู้สึกเหล่านั้นไปหมดแล้ว
แต่เมื่อรถบัสแล่นเข้าใกล้บ้านเกิดมากขึ้นเท่าไหร่ ความรู้สึกอึดอัดอันแสนคุ้นเคยก็เริ่มกลับมารัดรึงเธอไว้อีกครั้ง
จากตัวเมืองระดับอำเภอไปยังตัวตำบล เธอต้องเปลี่ยนไปขึ้นรถมินิบัสที่ขับๆ หยุดๆ จอดรับผู้โดยสารตลอดทาง
บนรถเบียดเสียดไปด้วยชาวบ้านที่หิ้วข้าวของพะรุงพะรังเพื่อไปเดินตลาด บนใบหน้าของพวกเขาระบายไปด้วยรอยยิ้มซื่อๆ พลางพูดคุยกันด้วยภาษาถิ่นเสียงดังลั่น
ภายในรถ ไก่หลายตัวที่ถูกมัดขาเอาไว้กำลังส่งเสียงร้องกุ๊กๆ อย่างกระวนกระวายอยู่ตรงมุมหนึ่ง
ลู่เจ้าเสวี่ยสวมเสื้อยืดลายพรางที่ซักจนสีซีดกับกางเกงยีนส์ สวมรองเท้าบูตคอมแบททหาร ทำให้เธอดูแปลกแยกและไม่เข้าพวกเอาเสียเลย ท่ามกลางกลุ่มชาวบ้านที่สวมเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาด
ในที่สุด รถมินิบัสก็มาจอดเทียบที่สี่แยกซึ่งมีเพียงแห่งเดียวในตำบล
และที่นี่ก็คือจุดสิ้นสุดของเส้นทางเดินรถ
หากลึกเข้าไปกว่านี้ ก็จะมีเพียงถนนคดเคี้ยวเลียบภูเขาที่ทอดยาวจนสุดลูกหูลูกตา
ลู่เจ้าเสวี่ยก้าวลงจากรถ แบกเป้ทหารใบใหญ่ที่สูงท่วมครึ่งตัวยืนอยู่ริมถนนที่ฝุ่นตลบอบอวล
ทันใดนั้น รถตู้ที่สีถลอกปอกเปิก ยางสึกดอกจนโล้น และรถมอเตอร์ไซค์สามล้อหลายคันก็พากันกรูกันเข้ามาล้อมรอบตัวเธอ
"น้องสาว จะไปไหนล่ะ? ขึ้นรถไหม?"
"ไปไหม? ราคาถูกนะ!"
"รถพี่ซิ่งไวนะน้อง! ไปหมู่บ้านตงสือ ห้าสิบหยวน!"
พวกนี้คือรถรับจ้างเถื่อนซึ่งเป็นของคู่กันกับตัวตำบลแห่งนี้
ลู่เจ้าเสวี่ยกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะหยุดสายตาลงที่รถตู้อู่หลิง หงกวางสภาพซอมซ่อที่สุดคันหนึ่ง ซึ่งดูราวกับว่ามันพร้อมจะพังแหล่มิพังแหล่ได้ทุกเมื่อ
คนขับคือชายวัยกลางคนผิวคล้ำ ฟันเหลืองอ๋อยเพราะสูบบุหรี่จัด
"หมู่บ้านตงสือ ออกรถตอนนี้เลย เท่าไหร่?" เธอเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาและแข็งกระด้าง
ชายคนขับชะงักไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะคาดไม่ถึงว่าเด็กสาวอายุน้อยที่อยู่ตรงหน้า จะมีรังสีความน่าเกรงขามแผ่ซ่านออกมามากถึงเพียงนี้
"หมู่บ้านตงสือเหรอ? ไกลอยู่นะ ทางขึ้นเขาทั้งนั้นเลย ขับยากด้วย" เขายื่นนิ้วมือทั้งห้าออกมา "ราคานี้แหละ"
"สามสิบ" ลู่เจ้าเสวี่ยต่อราคา
"สามสิบ? น้องสาวพูดเล่นหรือเปล่าเนี่ย? พี่ขับไปกลับรอบนึง ค่าน้ำมันยังไม่ได้คืนเลยนะ!" ชายคนขับโวยวายขึ้นมาทันที
"สามสิบ ไปไหม?" ลู่เจ้าเสวี่ยไม่อยากต่อล้อต่อเถียงด้วย เธอล้วงธนบัตรใบละสิบหยวนสามใบออกมาจากกระเป๋า แล้วแกว่งไปมาตรงหน้าเขา
ชายคนขับลังเลไปเล็กน้อย เขามองดูรูปร่างและเป้ใบใหญ่ยักษ์น่ากลัวที่อยู่ด้านหลังของเธอ ก่อนจะหันมาสบตากับดวงตาที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็งคู่นั้น สุดท้ายก็ยอมพยักหน้า
"เออๆๆ ถือซะว่าพี่ดวงซวยก็แล้วกัน ขึ้นรถเลย!"
ลู่เจ้าเสวี่ยดึงประตูรถเปิดออก โยนกระเป๋าเป้ไปไว้ที่เบาะหลัง ส่วนตัวเองก็ก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่ผู้โดยสารด้านหน้า
ชายคนขับเองก็เป็นพวกเขี้ยวลากดิน เขาถ่วงเวลาต่อไปอีกครึ่งชั่วโมง รอจนยัดผู้โดยสารเข้ามาในรถจนไม่เหลือที่ว่างให้แทรกได้อีก ในที่สุดรถก็เริ่มออกเดินทาง
รถตู้ส่งเสียงคำรามดังกระหึ่มราวกับแบกรับน้ำหนักเอาไว้ไม่ไหว มันแล่นส่ายโคลงเคลงออกจากตัวตำบล มุ่งหน้าเข้าสู่เทือกเขาที่ทอดยาวสลับซับซ้อน
ถนนแคบลงเรื่อยๆ และขรุขระมากยิ่งขึ้น
จากถนนคอนกรีตเปลี่ยนเป็นถนนลูกรัง และจากถนนลูกรังก็กลายเป็นถนนดินที่เป็นหลุมเป็นบ่อ
นอกหน้าต่างรถ ด้านหนึ่งเป็นหน้าผาสูงชัน ส่วนอีกด้านก็คือเหวลึกจนมองไม่เห็นก้น
ลู่เจ้าเสวี่ยเหม่อมองไปเบื้องหน้าด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก มือข้างหนึ่งจับราวจับเหนือประตูรถเอาไว้แน่น ร่างกายโอนเอนโยกคลอนไปมาตามแรงสั่นสะเทือนของตัวรถ
คนขับดูเหมือนอยากจะหาเรื่องชวนคุย เพื่อลดทอนบรรยากาศอันน่าอึดอัดนี้
"น้องสาว กลับมาเยี่ยมญาติที่หมู่บ้านตงสือเหรอ? บ้านน้องอยู่..."
"อืม" ลู่เจ้าเสวี่ยส่งเสียงตอบรับสั้นๆ ในลำคอ ก่อนจะเงียบไปและไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรออกมาอีก
คนขับรู้สึกหน้าแตก จึงเลิกเซ้าซี้และหันกลับไปตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อ
ภายในรถหลงเหลือเพียงเสียงคำรามของเครื่องยนต์ กับเสียงล้อรถที่บดทับไปบนก้อนกรวด
ดวงอาทิตย์ค่อยๆ คล้อยต่ำลงสู่ทิศตะวันตก สาดแสงสีทองฉาบไล้ไปบนทิวเขาที่อยู่ห่างไกลออกไป
ความมืดมิดเริ่มโรยตัวลงมา หมอกควันตามหุบเขาลอยตัวสูงขึ้นราวกับม่านหมอกบางๆ ปกคลุมผืนแผ่นดินอันเก่าแก่และแร้นแค้นแห่งนี้เอาไว้
ขับรถต่อไปอีกร่วมชั่วโมง ในที่สุดรถตู้ก็มาจอดสนิทอยู่ที่บริเวณทางแยกแห่งหนึ่ง
"ถึงแล้ว" คนขับดับเครื่องยนต์ ก่อนจะชี้มือไปยังทางเดินแคบๆ เบื้องหน้าที่สามารถเดินเรียงเดี่ยวผ่านไปได้เพียงคนเดียวเท่านั้น "รถเข้ามาได้แค่นี้แหละ ทางข้างหน้าต้องเดินเท้าเข้าไปเองแล้วนะ"
ลู่เจ้าเสวี่ยจ่ายเงินและหยิบกระเป๋าเป้ของตัวเองมา โดยไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว เธอพาร่างก้าวลงจากรถไปทันที
เธอยืนอยู่ตรงทางแยก ทอดสายตามองเส้นทางสายเล็กๆ ที่ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิดยามค่ำคืน
บริเวณสุดปลายทางซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขา ปรากฏแสงไฟสีเหลืองสลัวจุดเล็กๆ ให้เห็นอยู่รำไร
ที่นั่นก็คือ หมู่บ้านตงสือ
เป็นบ้านของเธอ และยังเป็นกรงขังที่เธอพยายามเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อหนีรอดออกมา
เธอสูดอากาศอันเย็นเยียบและชื้นแฉะบนภูเขาเข้าปอดลึกๆ กลิ่นอันคุ้นเคยที่ปะปนไปด้วยกลิ่นดิน กลิ่นต้นหญ้า และกลิ่นเน่าเหม็น ทำให้กระเพาะอาหารของเธอปั่นป่วนขึ้นมาทันที
เธอกลับมาแล้ว
กลับมาพร้อมกับสัมภาระอันหนักอึ้งบนบ่า และหัวใจที่หนักอึ้งยิ่งกว่า