- หน้าแรก
- โดนสั่งฝึกกองร้อยคุณหนู แต่กลับกลายเป็นยอดนักรบซะงั้น
- บทที่ 305 คำลวงเพื่อเรียกกลับบ้าน
บทที่ 305 คำลวงเพื่อเรียกกลับบ้าน
บทที่ 305 คำลวงเพื่อเรียกกลับบ้าน
เหยียบย่ำไปบนพื้นดินที่ขรุขระ ลู่เจ้าเสวี่ยก้าวเดินทีละก้าวไปยังบ้านที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าในความทรงจำ
พอเดินเข้าไปในหมู่บ้าน ในอากาศก็มีกลิ่นที่ยากจะอธิบายลอยฟุ้งอยู่
มันคือกลิ่นก้อนถ่านหินที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ และกลิ่นเหม็นของมูลสัตว์
กลิ่นนี้ เธอหนีมันมานานหลายปีแล้ว
แต่เมื่อมันมุดเข้ามาในโพรงจมูกอีกครั้ง ความทรงจำที่ถูกจงใจปิดผนึกไว้ ก็พรั่งพรูขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
เธอเกลียดกลิ่นแบบนี้
เหมือนกับที่เกลียดหมู่บ้านนี้ เกลียดทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่
สุดปลายถนน คือกำแพงลานบ้านที่ก่อขึ้นจากโคลนสีเหลืองและก้อนหิน กำแพงนั้นพังทลายลงมามุมหนึ่ง เผยให้เห็นลานบ้านอันรกรุงรังที่อยู่ด้านใน
ประตูบานเป็นแผ่นไม้ผุพังสองบาน บานหนึ่งบิดเบี้ยวและแง้มเปิดไว้
มองผ่านช่องประตู จะเห็นฟืนและเครื่องมือทำนาที่กองระเกะระกะอยู่ตามใจชอบในลานบ้าน แม่ไก่แก่ๆ รูปร่างผอมโซจนหนังหุ้มกระดูกหลายตัวกำลังคุ้ยเขี่ยหาอาหารอยู่บนพื้น พอเห็นคนเดินเข้าไปใกล้ พวกมันก็ส่งเสียงร้องกุ๊กๆ อย่างระแวดระวังและรีบหลบไปทันที
ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรต่างไปจากตอนที่เธอจากมาเลย
ยังคงยากจนเหมือนเดิม ทรุดโทรมเหมือนเดิม และเต็มไปด้วยบรรยากาศหดหู่ที่ชวนให้อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกเหมือนเดิม
ลู่เจ้าเสวี่ยยืนอยู่ตรงหน้าประตู ไม่ได้เดินเข้าไปในทันที
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ราวกับต้องรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ในที่สุดก็ยกเท้าก้าวข้ามธรณีประตูบานนั้นไป
"เอี๊ยด——"
ประตูไม้ผุพังส่งเสียงเสียดสีบาดหู
เสียงนั้นทำให้คนในห้องโถงตกใจ
ชายคนหนึ่งสวมชุดซุนยัตเซ็นสีน้ำเงินที่สีซีดจาง ผมหงอกขาว ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น เดินออกมาจากบ้านอันมืดสลัว
ในมือของเขายังคงถือแก้วน้ำเคลือบอินาเมลเอาไว้ เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นในลานบ้าน แววตาที่ขุ่นมัวของเขาก็ฉายแววตกตะลึงขึ้นมาวูบหนึ่ง
นั่นคือพ่อของเธอ ลู่ต้าซาน
การติดเหล้ามานานหลายปีทำให้พวงแก้มของเขามีอาการบวมน้ำและแดงคล้ำผิดปกติ แต่ในวินาทีนี้ บนใบหน้านั้นกลับเผยให้เห็นถึงความประหลาดใจระคนดีใจที่หาได้ยากยิ่ง
"นี่..."
น้ำเสียงของลู่ต้าซานแหบพร่าเล็กน้อย ดูเหมือนเขาแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง
เขาวางแก้วน้ำลง แล้วรีบสาวเท้าเดินเข้ามา นัยน์ตาขุ่นมัวคู่นั้นกวาดตามองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า สุดท้ายสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่รองเท้าคอมแบทของเธอซึ่งมองปราดเดียวก็รู้ว่าราคาแพงหูฉี่
สายตานั้น มีทั้งความประหลาดใจ การประเมินค่า และถึงกับมีความ... ปลื้มปิติ?
สายตาที่ดูคล้ายกับความห่วงใยซึ่งเกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทำให้ลู่เจ้าเสวี่ยเหม่อลอยไปชั่วขณะ
นานแค่ไหนแล้วนะ?
นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ถูกมองด้วยสายตาแบบนี้?
ตั้งแต่ที่น้องชายเกิดมา ในสายตาของพ่อก็ไม่มีพื้นที่สำหรับเธออีกต่อไป
สิ่งที่เหลือไว้ให้เธอ มีเพียงความรังเกียจ ความรำคาญ และการเรียกร้องเอาดื้อๆ อย่างหน้าไม่อายเสมอมา
เธอคิดว่าตัวเองเคยชินกับมันมานานแล้ว คิดว่าใจแข็งดั่งเหล็กกล้ามานานแล้ว
แต่ในวินาทีนี้ หัวใจที่ถูกแช่แข็งมาเนิ่นนาน กลับเกิดความอบอุ่นแผ่วเบาขึ้นมาอย่างไม่ถูกที่ถูกเวลาเสียอย่างนั้น
เธอยังถึงกับเกิดภาพลวงตาขึ้นมา
บางที พวกเขาอาจจะยังเป็นห่วงเธออยู่ก็ได้
บางที บ้าน ก็ยังคงเป็นบ้านอยู่วันยังค่ำ
ทว่า ความอบอุ่นสายนี้ กลับคงอยู่ได้ไม่ถึงสามวินาที
"เจาตี้กลับมาแล้วเหรอ..."
พ่อถูมือไปมา ฉีกยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันที่ถูกควันบุหรี่รมจนเหลืองอ๋อย
'เจาตี้'
เมื่อชื่อที่เธอตัดออกจากชีวิตไปตั้งนานแล้ว หลุดออกจากปากพ่ออย่างบางเบา ความอ่อนโยนสายสุดท้ายบนใบหน้าของลู่เจ้าเสวี่ยก็มลายหายไปในพริบตา
ความอบอุ่นเพียงน้อยนิดที่เพิ่งก่อตัวขึ้น ถูกกระแสความเย็นเยียบที่ลึกล้ำยิ่งกว่าดับมอดลงอย่างสิ้นเชิง
แววตาของเธอกลับมาเย็นชาอีกครั้ง
เจาตี้ได้ตายไปแล้ว
ตายจากไปในบ่ายวันฤดูร้อนที่ค่าเทอมถูกแย่งชิงไป และความฝันที่จะเข้าโรงเรียนนายร้อยแตกสลายลง
คนที่ยังมีชีวิตอยู่ในตอนนี้ คือลู่เจ้าเสวี่ย
"แม่ล่ะ?" เธอเอ่ยปาก น้ำเสียงราบเรียบจนฟังไม่ออกถึงอารมณ์ใดๆ "ในจดหมายบอกว่าแม่ป่วย อยู่โรงพยาบาลไหน?"
เธอถามพลางปลดเป้ใบหนักอึ้งที่อยู่ด้านหลังลง แล้ววางมันลงบนโม่หินที่ยังพอนับได้ว่าสะอาดซึ่งตั้งอยู่ตรงมุมลานบ้าน
พอได้ยินคำถามของเธอ รอยยิ้มของลู่ต้าซานก็แข็งค้างไปเล็กน้อย แววตามีความหลบเลี่ยง
"แม่แก... แม่อยู่ในบ้านน่ะ"
"อยู่ในบ้าน?" ลู่เจ้าเสวี่ยขมวดคิ้ว "ไม่ได้อยู่โรงพยาบาลเหรอ? ออกจากโรงพยาบาลแล้วงั้นสิ?"
"มะ... ไม่ได้ไปโรงพยาบาลหรอก" ลู่ต้าซานพูดอย่างอ้อมแอ้ม แล้วหมุนตัวเดินเข้าไปในบ้าน "เข้าบ้านก่อน เข้าบ้านค่อยคุยกัน ข้างนอกมันหนาว"
ลู่เจ้าเสวี่ยเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาในใจ เธอเดินตามหลังพ่อเข้าไปในห้องโถงอันมืดสลัว
แสงสว่างภายในบ้านแย่มาก แม้จะเป็นตอนกลางวัน แต่ก็ยังต้องเปิดหลอดไส้ที่ให้แสงสีเหลืองสลัวเอาไว้
หญิงคนหนึ่งที่ผมหงอกขาวพอๆ กัน และมีรูปร่างหลังค่อม กำลังนั่งเด็ดผักอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก
พอเห็นลู่เจ้าเสวี่ยเดินเข้ามา หญิงคนนั้นก็เงยหน้าขึ้นขวับ สีหน้าแรกคือความตกตะลึง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความดีใจอย่างบ้าคลั่ง
"เจาตี้! ในที่สุดแกก็กลับมาแล้ว!"
หญิงคนนั้นทิ้งผักในมือ ลุกขึ้นยืนอย่างซวนเซ แล้วเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอภายในไม่กี่ก้าว คว้ามือของเธอเอาไว้ ขอบตาแดงก่ำขึ้นมาทันที
เธอคือแม่ของลู่เจ้าเสวี่ย หวังซิ่วหลาน
ลู่เจ้าเสวี่ยจ้องมองเธอ
แม้สีหน้าของแม่จะดูเหลืองซีดไปบ้าง แต่ก็ยังมีเสียงที่ดังกังวาน และเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ดูตรงไหนก็ไม่มีวี่แววของคนป่วยหนักเลยสักนิด?
หัวใจที่แขวนเติ่งมาตลอดทาง ดิ่งวูบลงไปในวินาทีนี้อย่างสิ้นเชิง
เธอถูกหลอกเข้าแล้ว
"แม่ไม่ได้ป่วย" น้ำเสียงของลู่เจ้าเสวี่ยราบเรียบจนน่ากลัว
มือของหวังซิ่วหลานที่จับเธออยู่แข็งทื่อไป ร่องรอยความตื่นเต้นบนใบหน้าเปลี่ยนเป็นความกระอักกระอ่วน เธอไม่กล้าสบตากับลูกสาว ได้แต่เอาแต่ดึงเธอเข้าไปในบ้าน
"กลับมาก็ดีแล้วๆ รีบนั่งสิ นั่งรถมาตั้งไกลเหนื่อยแย่เลยล่ะสิ?"
"เดี๋ยวแม่ไปรินน้ำให้"
แม่วุ่นวายอยู่กับการเอาอกเอาใจ ทั้งยกเก้าอี้มาให้ ทั้งไปหยิบแก้วรินน้ำ ท่าทีที่กระตือรือร้นเช่นนั้น กลับดูเหมือนกำลังปกปิดอะไรบางอย่างอยู่เสียมากกว่า
ลู่เจ้าเสวี่ยไม่ได้นั่งลง เธอยืนอยู่กลางห้องโถง นัยน์ตาเย็นเยียบกวาดมองไปรอบๆ สถานที่ที่เรียกว่า 'บ้าน' แห่งนี้
ผนังถูกควันไฟรมจนดำปิ๊ดปี๋ ตามมุมกำแพงมีหยากไย่เกาะอยู่
เฟอร์นิเจอร์เพียงชิ้นเดียวในบ้าน คือโต๊ะโป๊ยเซียนที่สีลอกหลุดร่อน กับม้านั่งยาวอีกสองสามตัว
ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนแผ่ซ่านกลิ่นอายของความยากจนและผุพัง
"ก่อนหน้านี้ได้ยินมาว่า แกได้เป็นหัวหน้าหมู่ในกองทัพแล้วเหรอ?" ลู่ต้าซานหาเรื่องชวนคุย เพื่อพยายามทำลายบรรยากาศอันน่ากระอักกระอ่วนนี้ "หัวหน้าหมู่นี่มันตำแหน่งอะไร? ใหญ่ไหม?"
"คุมคนได้กี่คน?"
ในความเข้าใจของพวกเขา การเป็นเจ้าคนนายคน ก็หมายถึงอำนาจและความร่ำรวย
"ก็แค่ชั้นประทวน" ลู่เจ้าเสวี่ยตอบกลับเสียงเรียบ
"ชั้นประทวน? นายทหารในหมู่พลทหารน่ะเหรอ?" ลู่ต้าซานเดาะลิ้น
ลู่เจ้าเสวี่ยไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าใดๆ "หัวหน้าหมู่ไม่ใช่นายทหาร แต่เป็นทหารอาสา"
เมื่อได้ยินดังนั้น ความตื่นเต้นบนใบหน้าของลู่ต้าซานก็จางหายไปไม่น้อย "นั่นก็ยังเป็นแค่พลทหารปลายแถวไม่ใช่รึไง? ข้าก็นึกว่าหัวหน้าหมู่เป็นตำแหน่งใหญ่โตซะอีก"
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความผิดหวังนั้น ไม่มีการปิดบังเอาไว้เลยแม้แต่น้อย
"ถ้าปีนั้นฉันได้เรียนต่อโรงเรียนนายร้อย ตอนนี้ก็คงเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรไปแล้ว" ลู่เจ้าเสวี่ยจ้องหน้าพ่อ ก่อนจะเอ่ยออกมาช้าๆ ทีละคำ
สีหน้าของลู่ต้าซานดูไม่ได้ขึ้นมาในพริบตา ราวกับถูกคนสะกิดแผลเก่า เขาแค่นเสียงฮึดฮัดพลางกระแทกแก้วน้ำเคลือบอินาเมลลงบนโต๊ะอย่างแรง "เรื่องมันผ่านไปตั้งชาติมะโว้แล้ว จะขุดขึ้นมาพูดทำไมอีก!"
บรรยากาศในบ้านตกอยู่ในจุดเยือกแข็งอีกครั้ง
หวังซิ่วหลานประคองแก้วน้ำร้อนเดินเข้ามา ยื่นส่งให้ตรงหน้าลู่เจ้าเสวี่ยอย่างระมัดระวัง
"เจาตี้ ดื่มน้ำให้อุ่นเครื่องก่อนสิลูก"
ลู่เจ้าเสวี่ยไม่ได้รับเอาไว้ สายตาของเธอจ้องตรงไปยังผู้เป็นแม่
"ทำไมถึงต้องหลอกฉันด้วย?"
มือของหวังซิ่วหลานสั่นสะท้านไปชั่วขณะ น้ำร้อนหกกระฉอกออกมาเล็กน้อย ลวกจนเธอต้องสูดปากร้อง "ซี้ด" ออกมา
"แม่... แม่ก็แค่คิดถึงแกนี่นา..." เธอก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตากับลูกสาว น้ำเสียงเบาลงเรื่อยๆ "แกไม่ได้กลับบ้านมาหลายปีแล้ว แม่กับพ่อก็เป็นห่วงแก..."
"เป็นห่วงฉันเหรอ?" ลู่เจ้าเสวี่ยกระตุกมุมปาก เผยรอยยิ้มเย้ยหยัน "เป็นห่วงฉัน หรือห่วงเรื่องอื่นกันแน่?"
เมื่อเห็นว่าปกปิดต่อไปไม่ได้แล้ว ลู่ต้าซานก็เริ่มหมดความอดทนและเปิดปากพูดในที่สุด
"พอได้แล้ว! เลิกอ้อมค้อมกันซะที!"