เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 มีชีวิตอยู่ ก็เพื่อหาที่ตาย

บทที่ 7 มีชีวิตอยู่ ก็เพื่อหาที่ตาย

บทที่ 7 มีชีวิตอยู่ ก็เพื่อหาที่ตาย


บทที่ 7 มีชีวิตอยู่ ก็เพื่อหาที่ตาย

[แค้นมีต้นกำเนิด หนี้มีเจ้าของ]

[เส้นทางบำเพ็ญเพียร ต้องก้าวอย่างระมัดระวัง พลาดพลั้งเพียงก้าวเดียว เหลือเพียงโครงกระดูกขาว]

[หากข้ามีคัมภีร์วิชาสักเล่ม จะสามารถพลิกสถานการณ์แห่งความตาย และกลายเป็นบุคคลระดับเดียวกับฆาตกรลึกลับผู้นั้นได้หรือไม่?]

[มรดกจากชาติก่อน: คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์วิถีผีระดับหนึ่ง《คัมภีร์เทพอสูรหมื่นหมอง》]

……

หวังอี้ลืมตาขึ้น เบื้องหน้าคือห้องครัวที่หน้าตาเหมือนเดิมทุกประการ ฉากที่คุ้นเคย

สิ่งเดียวที่แตกต่างออกไปก็คือ ในหัวของเขามีคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์วิถีผีที่ยิ่งใหญ่ ซับซ้อนและเข้าใจยากจนหาที่เปรียบไม่ได้เพิ่มขึ้นมาหนึ่งเล่ม

สมองของเขาหนักอึ้งเป็นพิเศษ ชะงักงันอยู่กับที่ไปชั่วขณะ ไม่สามารถตอบสนองอะไรได้

โจวเฮ่าถาม "เจ้ารู้หรือไม่ คุณหนูสามกลับมาแล้วนะ"

หวังอี้ตอบรับคำหนึ่ง "รู้แล้ว"

"เจ้ารู้แล้วรึ?"

จวักในมือของโจวเฮ่าชะงักไป สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาด "เจ้าไปฟังมาจากที่ใด?"

"หลิ่วชุ่ยบอกข้า นางไม่ได้บอกเจ้าหรือ?"

ในตอนนี้หวังอี้ไม่มีอารมณ์จะมาต่อปากต่อคำกับโจวเฮ่าเลย ปากก็พูดจาส่งเดชไปอย่างขอไปที

ทว่าคนพูดไม่คิด คนฟังกลับคิดไปไกล

เมื่อโจวเฮ่าได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าก็หม่นหมองลงทันที อารมณ์ดิ่งลงสู่จุดต่ำสุด

พ่อครัวผอมบางไม่ส่งเสียงอีก แม้แต่บะหมี่น้ำในหม้อก็ลืมตักขึ้นมา

……

หวังอี้นั่งอยู่ข้างนอกประตูเพียงลำพัง ในหัวมีเรื่องราวมากมายให้ครุ่นคิด อารมณ์พลันรู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก

ผ่านความเป็นความตายมาถึงสองครั้ง ดูเหมือนเขาจะเข้าใจความหมายของการมีชีวิตอยู่ของตัวเองแล้ว

"ข้ามีชีวิตอยู่ ก็เพื่อหาที่ตายสินะ!"

คนอื่นกลัวตาย เพราะไม่มีโอกาสให้เริ่มต้นใหม่

แต่หวังอี้ต่างออกไป ในร่างกายของเขามีกระจกทองแดงลึกลับบานหนึ่ง

สำหรับเขาแล้ว ความตายไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นชีวิตที่เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

"ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่ข้าตาย ข้าจะได้รับมรดกจากชาติก่อนอันล้ำค่าอย่างยิ่งจากตัวฆาตกร"

ชาติแรก โจวเฮ่าให้รากวิญญาณระดับสามแก่เขา

ชาติที่สอง เด็กหนุ่มทำคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์วิถีผีหล่นไว้

ชาติหนึ่งได้รากวิญญาณ ชาติหนึ่งได้คัมภีร์วิชา ชาติแล้วชาติเล่า พันชาติหมื่นชาติย่อมต้องมีสักชาติที่ได้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของมรรคาวิถี

หวังอี้เงยหน้าขึ้น มองดูเมฆหมอกจางหายท้องฟ้าสว่างไสว ในใจก็สว่างวาบเปิดกว้าง

——ที่แท้ ความตาย ก็เป็นเรื่องที่งดงามถึงเพียงนี้

เป้าหมายในการมีชีวิตอยู่ของเขา ก็คือการพยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อค้นหาศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดและน่าหวาดกลัวที่สุดที่สามารถพบเจอได้ในชาตินี้ จากนั้นก็ยอมรับความตายอย่างสง่าผ่าเผย

——ฆาตกรทุกคนที่ลงมือฆ่าเขา ล้วนเป็นผู้มีพระคุณที่ยอมควักกระเป๋าจ่ายอย่างใจกว้าง!

แค้นมีต้นกำเนิด หนี้มีเจ้าของ

ผู้ที่ฆ่าข้า คือผู้มีพระคุณ!

ในชาตินี้ หวังอี้ราวกับได้รับการรดน้ำมนต์จนตาสว่าง ลำดับเส้นทางชีวิตของตัวเองได้อย่างชัดเจน และมองเห็นหนทางแห่งเซียนที่เลือนรางอยู่เบื้องหน้า

"ข้าต้องมีชีวิตอยู่ให้ดี จากนั้นก็ตายไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ!"

เขารอคอยอย่างยิ่ง ว่าผู้มีพระคุณของเขาในชาตินี้จะเป็นใคร

หวังอี้ใบหน้าเปื้อนยิ้ม เงยหน้าขึ้น ก็เห็นว่าหลิ่วชุ่ยมาหาอีกแล้ว

……

"หยิบมีด กรีดมือ กำหินให้แน่น"

บทละครที่คุ้นเคยดำเนินต่อไป หวังอี้และโจวเฮ่าถูกเฉินชิงเยวี่ยทิ้งไว้ในลานบ้านแห่งนี้

แต่ในครั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างโจวเฮ่าและหลิ่วชุ่ยได้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปอย่างลึกลับ

หวังอี้กระตือรือร้นร่าเริง ส่งยิ้มต้อนรับหลิ่วชุ่ย

เขาเป็นเด็กรับใช้ในห้องหนังสือของจวนตระกูลเฉิน รู้หนังสือมาตั้งแต่เด็ก ยิ่งรู้ว่าควรพูดเช่นไรถึงจะทำให้หญิงสาวพอใจได้

เดิมทีโจวเฮ่าก็สงสัยความสัมพันธ์ระหว่างหลิ่วชุ่ยกับหวังอี้ว่าไม่ธรรมดาอยู่แล้ว

นางไม่เพียงแต่บอกข่าวการกลับมาของคุณหนูสามให้เขารู้คนเดียว แต่ยังแอบไปบอกหวังอี้ แถมยังจงใจปิดบังเขาอีก

โจวเฮ่าเกิดความตะขิดตะขวงใจ สีหน้าบนใบหน้าเริ่มมืดครึ้มลงเรื่อยๆ

แต่หวังอี้กลับทำตัวใสซื่อบริสุทธิ์ เอาแต่เดินวนเวียนอยู่รอบๆ หลิ่วชุ่ย ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายชาเขียวฟุ้งกระจาย (หมายถึงเสแสร้งทำตัวใสซื่อ)

"ครั้งนี้จะใจร้อนไม่ได้แล้ว การตามเฉินชิงเยวี่ยออกจากเมืองหลิ่วโจวไปที่สำนักไท่อีบ้าบอนั่น มันก็คือทางตันชัดๆ"

"อย่างน้อยข้าก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม ยกระดับการบำเพ็ญเพียรให้สูงขึ้น ถึงจะมีโอกาสรอดชีวิตได้บ้าง"

เฉินชิงเยวี่ยให้เวลาพวกเขาเจ็ดวัน

หวังอี้ต้องพยายามยืดเวลาออกไปให้ได้มากที่สุด และรับมือกับคนอีกสองคนในลานบ้าน ทำให้พวกเขาหวาดระแวงกันเอง เพื่อจะได้ไม่ชิงลงมือกับเขาก่อนเวลาอันควร

เวลาเหลือน้อยแต่งานหนักอึ้ง 《คัมภีร์เทพอสูรหมื่นหมอง》เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์วิถีผีระดับหนึ่ง ความยากในการบำเพ็ญเพียรนั้นสูงกว่า《คัมภีร์หน้าผีสามหมอง》ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

หวังอี้ไม่ได้หลับไม่ได้นอน ลืมกินลืมนอน ในคืนที่สามเขาก็อ่าน《คัมภีร์เทพอสูรหมื่นหมอง》ม้วนแรกจนจบ

ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ปากก็พึมพำเสียงแผ่ว "สมกับเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์วิถีผี คัมภีร์วิชานี้มันฝืนลิขิตสวรรค์ชัดๆ"

หนังสือสองเล่มนำมาเปรียบเทียบกันก็ราวกับเมฆและโคลนตม 《เทพอสูรหมื่นหมอง》สมคู่ควรกับคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดกันมา 《หน้าผีสามหมอง》สู้กระดาษชำระก็ยังไม่ได้

「ผู้ฝึกตนวิถีผี สิ้นเปลืองกุศลกรรม ดึงดูดเคราะห์กรรมจากสวรรค์ ตกนรกหมื่นกัปหมื่นกัลป์ จึงสมควรที่จะทำตามใจปรารถนาอย่างเต็มที่」

เนื้อหาหลักที่สำคัญที่สุดของคัมภีร์เทพอสูรหมื่นหมองก็คือ: ไร้ข้อห้ามใดๆ ทั้งสิ้น กลืนกินผีเพื่อบำเพ็ญเพียร

ไม่ต้องไปพูดถึงผลข้างเคียงอะไร ไม่ต้องไปสนใจว่าไอผีจะล่องลอยไม่มั่นคง หรือรากฐานจะไม่แน่นหนา มีเพียงผู้ฝึกตนวิถีผีที่ไร้ความสามารถเท่านั้นที่จะมัวแต่พะว้าพะวงหน้าหลัง หวาดกลัวจนหัวหด

การบำเพ็ญเพียรเดิมทีก็คือการฝืนลิขิตสวรรค์อยู่แล้ว ผู้ฝึกตนวิถีผียิ่งควรจะไร้ซึ่งความเกรงกลัวใดๆ

"กลืนกินวิญญาณผีนับหมื่นลงท้อง หล่อหลอมรูปลักษณ์เทพอสูรผี จากนี้ไปเคราะห์กรรมสวรรค์จะไม่แตะต้องกาย บนโลกใบนี้ไม่มีที่ใดที่ไม่เป็นอิสระ"

เมื่อหวังอี้อ่านถึงตรงนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกฮึกเหิม ความห้าวหาญพลุ่งพล่าน

แต่แล้วถัดมา เขาก็นึกถึงสภาพครึ่งเป็นครึ่งตายของเด็กหนุ่มหน้าตกกระในสำนักไท่อีขึ้นมาได้ เจ้านั่นก็ฝึกฝนคัมภีร์เทพอสูรหมื่นหมองเหมือนกัน แต่ดูยังไงก็ไม่เห็นจะงดงามเหมือนที่หนังสือคุยโวไว้เลย

"คงไม่มีหลุมพรางอะไรหรอกนะ?"

หวังอี้เกิดความสงสัยในใจ แต่สุดท้ายก็ยังคงเริ่มต้นบำเพ็ญเพียรอย่างซื่อตรง

ผ่านไปอีกสามวัน หวังอี้ก็บำเพ็ญเพียรบรรลุขั้นเริ่มต้น

ลึกลงไปในจุดตันเถียนควบแน่นปราณเทพอสูรผีสีดำสนิท รูปร่างของมันคล้ายงูคล้ายมังกร บริสุทธิ์กว่าไอผีในชาติที่แล้วถึงหลายสิบเท่า และอานุภาพก็ยิ่งยากจะหยั่งถึง

หวังอี้มีความรู้สึกว่า ต่อให้เป็นตัวเองในชาติที่แล้วที่อยู่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับสาม ก็ใช่ว่าจะสู้กับเขาในตอนนี้ที่อยู่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับหนึ่งได้

"ระดับขั้นของคัมภีร์วิชาต่างกัน พลังวิญญาณและไอผีที่ฝึกฝนออกมาได้ก็มีความแตกต่างกันในเชิงคุณภาพ"

ไอผีในร่างของหวังอี้ค่อยๆ หลับใหล แต่ภายนอกห้องกลับมีเสียงแปลกๆ ดังขึ้น

"โครม!"

มีคนลนลานพังประตูออกมา จากนั้นก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบตามมาติดๆ

"โจวเฮ่า!"

"เจ้ากล้าดีอย่างไร..."

เสียงกรีดร้องของหญิงสาวหยุดชะงักลงกลางคัน หวังอี้ผลักประตูห้องออกไป ก็เห็นโจวเฮ่าที่อยู่ในลานบ้านกำลังกำมีดสั้นไว้ในมือ ส่วนหลิ่วชุ่ยล้มลงไปกองอยู่ในแอ่งเลือดแล้ว

หวังอี้เลิกคิ้วขึ้น สีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย "พวกเจ้ากำลังเล่นงิ้วฉากไหนกันเนี่ย?"

เขายังไม่ได้ลงมือเลย คนสองคนนี้กลับมาฆ่ากันเองเสียแล้ว?

โจวเฮ่ายืนอยู่ในแอ่งเลือด ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ใบหน้ามืดครึ้ม รูม่านตาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดำ

เพื่อที่จะฝึกฝนวิชา เขาถึงกับบ้าคลั่งไปแล้ว ไม่เสียดายที่จะลงมือฆ่าหลิ่วชุ่ยด้วยมือของตัวเอง เพื่อช่วยให้ตัวเองก้าวเข้าสู่ประตูของผู้ฝึกตนวิถีผี

"ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของเจ้า"

น้ำเสียงของโจวเฮ่าเย็นเยียบ "หากไม่ใช่เพราะเจ้า นางก็คงไม่ทรยศข้า และคืนนี้ก็ไม่ต้องตาย"

"ข้าจะให้เจ้าตายเป็นเพื่อนนาง!"

ลิ่มน้ำแข็งขนาดยักษ์ปรากฏขึ้นในลานบ้าน ไอเย็นยะเยือก เงาดำทะมึนหนาทึบ

หวังอี้โบกมือ ลิ่มน้ำแข็งก็ร่วงหล่นลงมา ทับร่างของโจวเฮ่าที่กำลังยืนงงงวยจนกลายเป็นกองเนื้อเละๆ

"พูดจาเหลวไหลอะไรกัน ข้าว่าเจ้าคงยังไม่ตื่นกระมัง"

หวังอี้ถึงกับพูดไม่ออก เรื่องราวถูกผลักดันไปสู่อีกขั้นตอนหนึ่งแล้ว

ในลานบ้านมีลมหนาวพัดโชย ต้นไม้เก่าแก่สั่นไหว ส่งเสียงดังสวบสาบ

รออีกสักพัก ในลานบ้านก็ปรากฏร่างของหญิงสาวชุดขาวรูปโฉมงดงามหาที่เปรียบไม่ได้ขึ้นมากลางอากาศ

นางหนังตากระตุก มองดูลิ่มน้ำแข็งและคนตาย แต่ไม่ได้มีอารมณ์ความรู้สึกแปรปรวนมากนัก

เฉินชิงเยวี่ยพูดว่า "ตอนนี้พวกเรามาคุยเรื่องความร่วมมือกันได้แล้ว"

หวังอี้พยักหน้า "ร่วมมือก็ได้ แต่ช่วยฟังข้าหน่อยได้ไหม"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 7 มีชีวิตอยู่ ก็เพื่อหาที่ตาย

คัดลอกลิงก์แล้ว