- หน้าแรก
- ทุกครั้งที่ตาย จะได้สมบัติเพิ่มขึ้นหนึ่งชิ้น
- บทที่ 7 มีชีวิตอยู่ ก็เพื่อหาที่ตาย
บทที่ 7 มีชีวิตอยู่ ก็เพื่อหาที่ตาย
บทที่ 7 มีชีวิตอยู่ ก็เพื่อหาที่ตาย
บทที่ 7 มีชีวิตอยู่ ก็เพื่อหาที่ตาย
[แค้นมีต้นกำเนิด หนี้มีเจ้าของ]
[เส้นทางบำเพ็ญเพียร ต้องก้าวอย่างระมัดระวัง พลาดพลั้งเพียงก้าวเดียว เหลือเพียงโครงกระดูกขาว]
[หากข้ามีคัมภีร์วิชาสักเล่ม จะสามารถพลิกสถานการณ์แห่งความตาย และกลายเป็นบุคคลระดับเดียวกับฆาตกรลึกลับผู้นั้นได้หรือไม่?]
[มรดกจากชาติก่อน: คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์วิถีผีระดับหนึ่ง《คัมภีร์เทพอสูรหมื่นหมอง》]
……
หวังอี้ลืมตาขึ้น เบื้องหน้าคือห้องครัวที่หน้าตาเหมือนเดิมทุกประการ ฉากที่คุ้นเคย
สิ่งเดียวที่แตกต่างออกไปก็คือ ในหัวของเขามีคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์วิถีผีที่ยิ่งใหญ่ ซับซ้อนและเข้าใจยากจนหาที่เปรียบไม่ได้เพิ่มขึ้นมาหนึ่งเล่ม
สมองของเขาหนักอึ้งเป็นพิเศษ ชะงักงันอยู่กับที่ไปชั่วขณะ ไม่สามารถตอบสนองอะไรได้
โจวเฮ่าถาม "เจ้ารู้หรือไม่ คุณหนูสามกลับมาแล้วนะ"
หวังอี้ตอบรับคำหนึ่ง "รู้แล้ว"
"เจ้ารู้แล้วรึ?"
จวักในมือของโจวเฮ่าชะงักไป สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาด "เจ้าไปฟังมาจากที่ใด?"
"หลิ่วชุ่ยบอกข้า นางไม่ได้บอกเจ้าหรือ?"
ในตอนนี้หวังอี้ไม่มีอารมณ์จะมาต่อปากต่อคำกับโจวเฮ่าเลย ปากก็พูดจาส่งเดชไปอย่างขอไปที
ทว่าคนพูดไม่คิด คนฟังกลับคิดไปไกล
เมื่อโจวเฮ่าได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าก็หม่นหมองลงทันที อารมณ์ดิ่งลงสู่จุดต่ำสุด
พ่อครัวผอมบางไม่ส่งเสียงอีก แม้แต่บะหมี่น้ำในหม้อก็ลืมตักขึ้นมา
……
หวังอี้นั่งอยู่ข้างนอกประตูเพียงลำพัง ในหัวมีเรื่องราวมากมายให้ครุ่นคิด อารมณ์พลันรู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก
ผ่านความเป็นความตายมาถึงสองครั้ง ดูเหมือนเขาจะเข้าใจความหมายของการมีชีวิตอยู่ของตัวเองแล้ว
"ข้ามีชีวิตอยู่ ก็เพื่อหาที่ตายสินะ!"
คนอื่นกลัวตาย เพราะไม่มีโอกาสให้เริ่มต้นใหม่
แต่หวังอี้ต่างออกไป ในร่างกายของเขามีกระจกทองแดงลึกลับบานหนึ่ง
สำหรับเขาแล้ว ความตายไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นชีวิตที่เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
"ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่ข้าตาย ข้าจะได้รับมรดกจากชาติก่อนอันล้ำค่าอย่างยิ่งจากตัวฆาตกร"
ชาติแรก โจวเฮ่าให้รากวิญญาณระดับสามแก่เขา
ชาติที่สอง เด็กหนุ่มทำคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์วิถีผีหล่นไว้
ชาติหนึ่งได้รากวิญญาณ ชาติหนึ่งได้คัมภีร์วิชา ชาติแล้วชาติเล่า พันชาติหมื่นชาติย่อมต้องมีสักชาติที่ได้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของมรรคาวิถี
หวังอี้เงยหน้าขึ้น มองดูเมฆหมอกจางหายท้องฟ้าสว่างไสว ในใจก็สว่างวาบเปิดกว้าง
——ที่แท้ ความตาย ก็เป็นเรื่องที่งดงามถึงเพียงนี้
เป้าหมายในการมีชีวิตอยู่ของเขา ก็คือการพยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อค้นหาศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดและน่าหวาดกลัวที่สุดที่สามารถพบเจอได้ในชาตินี้ จากนั้นก็ยอมรับความตายอย่างสง่าผ่าเผย
——ฆาตกรทุกคนที่ลงมือฆ่าเขา ล้วนเป็นผู้มีพระคุณที่ยอมควักกระเป๋าจ่ายอย่างใจกว้าง!
แค้นมีต้นกำเนิด หนี้มีเจ้าของ
ผู้ที่ฆ่าข้า คือผู้มีพระคุณ!
ในชาตินี้ หวังอี้ราวกับได้รับการรดน้ำมนต์จนตาสว่าง ลำดับเส้นทางชีวิตของตัวเองได้อย่างชัดเจน และมองเห็นหนทางแห่งเซียนที่เลือนรางอยู่เบื้องหน้า
"ข้าต้องมีชีวิตอยู่ให้ดี จากนั้นก็ตายไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ!"
เขารอคอยอย่างยิ่ง ว่าผู้มีพระคุณของเขาในชาตินี้จะเป็นใคร
หวังอี้ใบหน้าเปื้อนยิ้ม เงยหน้าขึ้น ก็เห็นว่าหลิ่วชุ่ยมาหาอีกแล้ว
……
"หยิบมีด กรีดมือ กำหินให้แน่น"
บทละครที่คุ้นเคยดำเนินต่อไป หวังอี้และโจวเฮ่าถูกเฉินชิงเยวี่ยทิ้งไว้ในลานบ้านแห่งนี้
แต่ในครั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างโจวเฮ่าและหลิ่วชุ่ยได้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปอย่างลึกลับ
หวังอี้กระตือรือร้นร่าเริง ส่งยิ้มต้อนรับหลิ่วชุ่ย
เขาเป็นเด็กรับใช้ในห้องหนังสือของจวนตระกูลเฉิน รู้หนังสือมาตั้งแต่เด็ก ยิ่งรู้ว่าควรพูดเช่นไรถึงจะทำให้หญิงสาวพอใจได้
เดิมทีโจวเฮ่าก็สงสัยความสัมพันธ์ระหว่างหลิ่วชุ่ยกับหวังอี้ว่าไม่ธรรมดาอยู่แล้ว
นางไม่เพียงแต่บอกข่าวการกลับมาของคุณหนูสามให้เขารู้คนเดียว แต่ยังแอบไปบอกหวังอี้ แถมยังจงใจปิดบังเขาอีก
โจวเฮ่าเกิดความตะขิดตะขวงใจ สีหน้าบนใบหน้าเริ่มมืดครึ้มลงเรื่อยๆ
แต่หวังอี้กลับทำตัวใสซื่อบริสุทธิ์ เอาแต่เดินวนเวียนอยู่รอบๆ หลิ่วชุ่ย ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายชาเขียวฟุ้งกระจาย (หมายถึงเสแสร้งทำตัวใสซื่อ)
"ครั้งนี้จะใจร้อนไม่ได้แล้ว การตามเฉินชิงเยวี่ยออกจากเมืองหลิ่วโจวไปที่สำนักไท่อีบ้าบอนั่น มันก็คือทางตันชัดๆ"
"อย่างน้อยข้าก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม ยกระดับการบำเพ็ญเพียรให้สูงขึ้น ถึงจะมีโอกาสรอดชีวิตได้บ้าง"
เฉินชิงเยวี่ยให้เวลาพวกเขาเจ็ดวัน
หวังอี้ต้องพยายามยืดเวลาออกไปให้ได้มากที่สุด และรับมือกับคนอีกสองคนในลานบ้าน ทำให้พวกเขาหวาดระแวงกันเอง เพื่อจะได้ไม่ชิงลงมือกับเขาก่อนเวลาอันควร
เวลาเหลือน้อยแต่งานหนักอึ้ง 《คัมภีร์เทพอสูรหมื่นหมอง》เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์วิถีผีระดับหนึ่ง ความยากในการบำเพ็ญเพียรนั้นสูงกว่า《คัมภีร์หน้าผีสามหมอง》ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่
หวังอี้ไม่ได้หลับไม่ได้นอน ลืมกินลืมนอน ในคืนที่สามเขาก็อ่าน《คัมภีร์เทพอสูรหมื่นหมอง》ม้วนแรกจนจบ
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ปากก็พึมพำเสียงแผ่ว "สมกับเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์วิถีผี คัมภีร์วิชานี้มันฝืนลิขิตสวรรค์ชัดๆ"
หนังสือสองเล่มนำมาเปรียบเทียบกันก็ราวกับเมฆและโคลนตม 《เทพอสูรหมื่นหมอง》สมคู่ควรกับคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดกันมา 《หน้าผีสามหมอง》สู้กระดาษชำระก็ยังไม่ได้
「ผู้ฝึกตนวิถีผี สิ้นเปลืองกุศลกรรม ดึงดูดเคราะห์กรรมจากสวรรค์ ตกนรกหมื่นกัปหมื่นกัลป์ จึงสมควรที่จะทำตามใจปรารถนาอย่างเต็มที่」
เนื้อหาหลักที่สำคัญที่สุดของคัมภีร์เทพอสูรหมื่นหมองก็คือ: ไร้ข้อห้ามใดๆ ทั้งสิ้น กลืนกินผีเพื่อบำเพ็ญเพียร
ไม่ต้องไปพูดถึงผลข้างเคียงอะไร ไม่ต้องไปสนใจว่าไอผีจะล่องลอยไม่มั่นคง หรือรากฐานจะไม่แน่นหนา มีเพียงผู้ฝึกตนวิถีผีที่ไร้ความสามารถเท่านั้นที่จะมัวแต่พะว้าพะวงหน้าหลัง หวาดกลัวจนหัวหด
การบำเพ็ญเพียรเดิมทีก็คือการฝืนลิขิตสวรรค์อยู่แล้ว ผู้ฝึกตนวิถีผียิ่งควรจะไร้ซึ่งความเกรงกลัวใดๆ
"กลืนกินวิญญาณผีนับหมื่นลงท้อง หล่อหลอมรูปลักษณ์เทพอสูรผี จากนี้ไปเคราะห์กรรมสวรรค์จะไม่แตะต้องกาย บนโลกใบนี้ไม่มีที่ใดที่ไม่เป็นอิสระ"
เมื่อหวังอี้อ่านถึงตรงนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกฮึกเหิม ความห้าวหาญพลุ่งพล่าน
แต่แล้วถัดมา เขาก็นึกถึงสภาพครึ่งเป็นครึ่งตายของเด็กหนุ่มหน้าตกกระในสำนักไท่อีขึ้นมาได้ เจ้านั่นก็ฝึกฝนคัมภีร์เทพอสูรหมื่นหมองเหมือนกัน แต่ดูยังไงก็ไม่เห็นจะงดงามเหมือนที่หนังสือคุยโวไว้เลย
"คงไม่มีหลุมพรางอะไรหรอกนะ?"
หวังอี้เกิดความสงสัยในใจ แต่สุดท้ายก็ยังคงเริ่มต้นบำเพ็ญเพียรอย่างซื่อตรง
ผ่านไปอีกสามวัน หวังอี้ก็บำเพ็ญเพียรบรรลุขั้นเริ่มต้น
ลึกลงไปในจุดตันเถียนควบแน่นปราณเทพอสูรผีสีดำสนิท รูปร่างของมันคล้ายงูคล้ายมังกร บริสุทธิ์กว่าไอผีในชาติที่แล้วถึงหลายสิบเท่า และอานุภาพก็ยิ่งยากจะหยั่งถึง
หวังอี้มีความรู้สึกว่า ต่อให้เป็นตัวเองในชาติที่แล้วที่อยู่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับสาม ก็ใช่ว่าจะสู้กับเขาในตอนนี้ที่อยู่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับหนึ่งได้
"ระดับขั้นของคัมภีร์วิชาต่างกัน พลังวิญญาณและไอผีที่ฝึกฝนออกมาได้ก็มีความแตกต่างกันในเชิงคุณภาพ"
ไอผีในร่างของหวังอี้ค่อยๆ หลับใหล แต่ภายนอกห้องกลับมีเสียงแปลกๆ ดังขึ้น
"โครม!"
มีคนลนลานพังประตูออกมา จากนั้นก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบตามมาติดๆ
"โจวเฮ่า!"
"เจ้ากล้าดีอย่างไร..."
เสียงกรีดร้องของหญิงสาวหยุดชะงักลงกลางคัน หวังอี้ผลักประตูห้องออกไป ก็เห็นโจวเฮ่าที่อยู่ในลานบ้านกำลังกำมีดสั้นไว้ในมือ ส่วนหลิ่วชุ่ยล้มลงไปกองอยู่ในแอ่งเลือดแล้ว
หวังอี้เลิกคิ้วขึ้น สีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย "พวกเจ้ากำลังเล่นงิ้วฉากไหนกันเนี่ย?"
เขายังไม่ได้ลงมือเลย คนสองคนนี้กลับมาฆ่ากันเองเสียแล้ว?
โจวเฮ่ายืนอยู่ในแอ่งเลือด ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ใบหน้ามืดครึ้ม รูม่านตาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดำ
เพื่อที่จะฝึกฝนวิชา เขาถึงกับบ้าคลั่งไปแล้ว ไม่เสียดายที่จะลงมือฆ่าหลิ่วชุ่ยด้วยมือของตัวเอง เพื่อช่วยให้ตัวเองก้าวเข้าสู่ประตูของผู้ฝึกตนวิถีผี
"ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของเจ้า"
น้ำเสียงของโจวเฮ่าเย็นเยียบ "หากไม่ใช่เพราะเจ้า นางก็คงไม่ทรยศข้า และคืนนี้ก็ไม่ต้องตาย"
"ข้าจะให้เจ้าตายเป็นเพื่อนนาง!"
ลิ่มน้ำแข็งขนาดยักษ์ปรากฏขึ้นในลานบ้าน ไอเย็นยะเยือก เงาดำทะมึนหนาทึบ
หวังอี้โบกมือ ลิ่มน้ำแข็งก็ร่วงหล่นลงมา ทับร่างของโจวเฮ่าที่กำลังยืนงงงวยจนกลายเป็นกองเนื้อเละๆ
"พูดจาเหลวไหลอะไรกัน ข้าว่าเจ้าคงยังไม่ตื่นกระมัง"
หวังอี้ถึงกับพูดไม่ออก เรื่องราวถูกผลักดันไปสู่อีกขั้นตอนหนึ่งแล้ว
ในลานบ้านมีลมหนาวพัดโชย ต้นไม้เก่าแก่สั่นไหว ส่งเสียงดังสวบสาบ
รออีกสักพัก ในลานบ้านก็ปรากฏร่างของหญิงสาวชุดขาวรูปโฉมงดงามหาที่เปรียบไม่ได้ขึ้นมากลางอากาศ
นางหนังตากระตุก มองดูลิ่มน้ำแข็งและคนตาย แต่ไม่ได้มีอารมณ์ความรู้สึกแปรปรวนมากนัก
เฉินชิงเยวี่ยพูดว่า "ตอนนี้พวกเรามาคุยเรื่องความร่วมมือกันได้แล้ว"
หวังอี้พยักหน้า "ร่วมมือก็ได้ แต่ช่วยฟังข้าหน่อยได้ไหม"
[จบแล้ว]