- หน้าแรก
- ทุกครั้งที่ตาย จะได้สมบัติเพิ่มขึ้นหนึ่งชิ้น
- บทที่ 3 ทั้งหมดเป็นของฉัน
บทที่ 3 ทั้งหมดเป็นของฉัน
บทที่ 3 ทั้งหมดเป็นของฉัน
บทที่ 3 ทั้งหมดเป็นของฉัน
เฉินชิงเยว่เองก็คิดไม่ถึงว่าจะมีคนอ่านหนังสือไม่ออก สีหน้าของนางฉายแววระอาใจ ทั้งยังแฝงไปด้วยความหงุดหงิดสายหนึ่งที่ยากจะสังเกตเห็น
"เสี่ยวชุ่ย เจ้าจงสอนเขาให้อ่านออกเขียนได้และบำเพ็ญเพียร"
"ครบเจ็ดวันเมื่อใด ข้าจะมาตรวจดูผลลัพธ์ด้วยตนเอง"
เด็กสาวในชุดกระโปรงก้าวไปข้างหน้าเพื่อรับคำ "เจ้าค่ะ คุณหนู"
เป็นอันว่าหวังอี้และโจวห้าวได้พักอาศัยอยู่ในลานบ้านอันห่างไกลผู้คนแห่งนี้ตั้งแต่นั้นมา
พวกเขาหายตัวไปจากเมืองหลิ่วโจวอย่างไร้ร่องรอย ทว่าภายในจวนตระกูลเฉินทุกอย่างยังคงดำเนินไปอย่างปกติ ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน
เพียงแค่วันแรก หวังอี้ก็อ่าน 《คัมภีร์ใบหน้าอสูรสามพิฆาต》 จนจบเล่ม
เป็นไปตามคาด หนังสือเล่มนี้คือเคล็ดวิชาของฝั่งผู้บำเพ็ญวิถีผีอย่างแท้จริง
หวังอี้เกิดความสงสัยใคร่รู้ขึ้นมา เล่าลือกันว่าคุณหนูสามแห่งตระกูลเฉินกราบเข้าสำนักเซียนอันยิ่งใหญ่ แล้วเหตุใดในมือของนางจึงมีตำราฝึกฝนวิถีผีที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายปีศาจเช่นนี้ได้เล่า?
ทั้งยังตั้งใจกลับมาบ้าน เพื่อแอบหาคนมาฝึกฝนมันอีกด้วย?
เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำซ่อนอยู่เป็นแน่
หวังอี้ส่ายหน้า เก็บเรื่องนี้ไว้ในใจชั่วคราว แล้วหันมาศึกษาทบทวนเรื่องการบำเพ็ญเพียรในปัจจุบันต่อ
《คัมภีร์ใบหน้าอสูรสามพิฆาต》 แบ่งออกเป็นสามขั้นตอนด้วยกัน
ขั้นต้น: ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่หนึ่งถึงสาม ปลิดชีพหนึ่งคน หลอมวิญญาณมนุษย์
ขั้นกลาง: ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่สี่ถึงหก ปลิดชีพสองคน หลอมวิญญาณปฐพี
ขั้นสูง: ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่เจ็ดถึงเก้า ปลิดชีพสามคน หลอมวิญญาณนภา
สำหรับมนุษย์ธรรมดาที่เพิ่งจะเริ่มฝึกฝนวิถีผี สิ่งที่ยากที่สุดคือจะทำอย่างไรให้สัมผัสและจับกระแสปราณผีได้ จากนั้นสะกดข่มความต่อต้านและความหวาดกลัวในจิตใจ ชักนำปราณผีเข้าสู่ร่างกาย
ทว่าปัญหาคือ จะไปหาผี พบผี หรือสัมผัสปราณผีได้จากที่ใดกันเล่า?
ดวงตะวันลอยเด่นอยู่เหนือหัว หวังอี้ตกอยู่ในความครุ่นคิด
"ในตำราบอกว่า ผู้บำเพ็ญวิถีผีที่เก่งกาจและทรงพลังล้วนมีไอหยินมาแต่กำเนิด ทั้งยังมีดวงตาหยินหยาง ผีเข้าฝัน บาปหนาพัวพัน และข้อดีตามธรรมชาติอื่นๆ อีก"
สิ่งเหล่านี้สำหรับคนธรรมดาทั่วไปถือเป็นภัยพิบัติจากแดนปรโลก ทว่าสำหรับผู้บำเพ็ญวิถีผีแล้ว กลับเป็นโชควาสนาอันล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง
นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการเปลี่ยนภัยพิบัติให้เป็นวาสนา
"สิ่งเหล่านี้ข้าไม่มีเลยสักอย่าง"
หวังอี้ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญวิถีผีมาแต่กำเนิด ย่อมต้องการความอุตสาหะในภายหลัง "หากอาศัยความพยายาม ก็ต้องเดินถนนยามค่ำคืนเป็นประจำ พักอาศัยในบ้านร้างวิญญาณสิง นอนข้างหลุมศพ หาทางให้ผีเข้าสิง..."
ทว่าเฉินชิงเยว่เคยสั่งไว้ว่า หวังอี้และโจวห้าวสามารถฝึกฝนอยู่ได้แค่ในลานบ้านแห่งนี้เท่านั้น ห้ามก้าวออกไปแม้แต่ก้าวเดียว
"หากต้องการสิ่งใดให้บอกหลิ่วชุ่ย นางจะจัดหามาให้พวกเจ้าเอง"
สมุนไพรร้อยปี นกหรือสัตว์ป่า สิ่งเหล่านี้ในจวนตระกูลเฉินล้วนมีพร้อม ทว่าสำหรับหวังอี้แล้วมันกลับไม่มีประโยชน์อันใดเลย
"ข้าต้องการคนตาย คนที่เพิ่งจะตายได้ไม่นานและวิญญาณยังไม่ดับสูญ"
คนที่เพิ่งตาย หลิ่วชุ่ยจะสามารถจัดหามาให้ได้ด้วยหรือ?
คำตอบคือไม่มีทาง
หลิ่วชุ่ยไม่มีทางไปฆ่าคน นางขลุกอยู่ข้างกายโจวห้าวตลอดทั้งวัน สอนเขาอ่านหนังสือและจำตัวอักษร อธิบายข้อความใน 《คัมภีร์ใบหน้าอสูรสามพิฆาต》 ทีละคำทีละประโยค
เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี?
หวังอี้นั่งอยู่ใต้ชายคา ครุ่นคิดอยู่นาน สายตาสั่นระริก ในใจค่อยๆ คิดแผนการขึ้นมาได้
"ลองดูสักตั้งก่อนแล้วกัน"
เขารอจนกระทั่งท้องฟ้ามืดลง นั่งอยู่คนเดียวในลานบ้าน
หลิ่วชุ่ยกว่าจะสอนโจวห้าวเสร็จสิ้นไม่ใช่เรื่องง่าย นางเพิ่งจะก้าวเดินออกมาจากห้องนอน
นางเห็นหวังอี้ที่อยู่ในลานบ้าน สายตาชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าท่าทางพยายามทำตัวให้ดูเป็นธรรมชาติ จากนั้นจึงเดินลงบันไดและเดินผ่านข้างกายเขาไปอย่างช้าๆ
กลิ่นหอมระรวยลอยโชยเข้าจมูก หวังอี้สังเกตเห็นว่าในยามที่เดินผ่านตนเองไปนั้น ฝีเท้าของเด็กสาวในชุดกระโปรงพลันเร่งความเร็วขึ้นเล็กน้อย
เขาเอ่ยปากเรียกนางไว้
หลิ่วชุ่ยหยุดฝีเท้าลง เอ่ยถามว่า "มีเรื่องอะไรหรือ?"
หวังอี้พูดว่า "คุณหนูสามเคยสั่งไว้ว่า ไม่ว่าข้าและโจวห้าวต้องการสิ่งใด เจ้าก็จัดหามาให้ได้ทั้งหมด ใช่หรือไม่?"
หลิ่วชุ่ยรับคำเบาๆ "ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว"
"แต่เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าตัวเองถูกทอดทิ้งล่ะ?"
หวังอี้หันหน้าไป จ้องมองใบหน้าอันจิ้มลิ้มหมดจดของเด็กสาว "วันนี้เจ้าอยู่ข้างกายโจวห้าวตลอดเวลา ข้าไม่มีโอกาสได้เจอหน้าเจ้าเลยสักครั้งเดียว"
หลิ่วชุ่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยว่า "นี่ก็เป็นคำสั่งของคุณหนูเช่นกัน ข้าต้องสอนเขาอ่านหนังสือ โจวห้าวจึงจะสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาได้อย่างปกติ"
"อ้อ เป็นเช่นนี้เองหรอกหรือ"
หวังอี้ยิ้มบางๆ พลางถามต่อ "แล้วพรุ่งนี้ล่ะ? พรุ่งนี้เจ้ามีเวลาว่างบ้างไหม?"
หลิ่วชุ่ยลังเลใจอยู่ชั่วครู่ เอ่ยว่า "เจ้าคิดจะทำอะไร?"
"ไม่ได้จะทำอะไรเสียหน่อย เจ้าอยู่เป็นเพื่อนเขามาทั้งวันแล้ว ก็น่าจะถึงตาข้าบ้างสิ"
น้ำเสียงของหวังอี้ดูโลเลทะเล้น หลิ่วชุ่ยแค่นเสียงเย็นชาออกมาคำหนึ่ง เอ่ยเตือนว่า "เจ้าอย่าได้สามหาวให้มากนัก"
เด็กสาวแสดงสีหน้าโกรธเคือง แก้มขาวนวลเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ ยิ่งส่งผลให้นางดูน่ารักน่าเอ็นดูขึ้นไปอีก
หวังอี้ได้ยินเสียงขยับเขยื้อนดังมาจากในห้องด้านหลัง เขาจึงยักไหล่ทำท่าทางราวกะล่อนปลิ้นปล้อน "แค่ล้อเล่นน่ะ อย่าโกรธไปเลย"
หลิ่วชุ่ยหมุนตัวเดินจากไป โจวห้าวจึงค่อยก้าวออกมาจากห้อง
พ่อครัวร่างผอมใบหน้าบึ้งตึง เอ่ยถามหวังอี้ "เจ้าพูดอะไรกับนาง?"
หวังอี้หันหน้ากลับมา ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวสะอาดเรียงตัวสวย "ไม่ได้พูดอะไร แค่ถามสารทุกข์สุกดิบทั่วไปน่ะ เจ้าอ่านตำราจบหรือยัง?"
โจวห้าวเงียบงันไป ได้แต่ยืนอยู่ตรงประตู จ้องมองหวังอี้เป็นเวลานาน ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าห้อง
"ชิ ทำไมถึงล้อเล่นแค่นี้ไม่ได้กันนะ?"
……
จันทร์ดับลมแรง ต้นไม้โบราณสั่นไหวส่งเสียงดังสวบสาบ
ค่ำคืนนี้ในลานบ้านก็ยังคงมีเพียงหวังอี้คนเดียวเช่นเคย
เขาค้นหาตำแหน่งที่ตนเองนั่งเมื่อคืน นั่งลงที่เดิม สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ปิดตาลงช้าๆ
"จะไปหาผีที่ไหนดีล่ะ?"
ที่นี่ไม่มีผี ทว่าเคยมีคนตายที่นี่จริงๆ และคนๆ นั้นก็คือตัวเขาเอง
แผนการอย่างหนึ่งในใจของหวังอี้คือ การย้อนนึกถึงภาพเหตุการณ์ในตอนที่ตนเองกำลังจะตายในชาติก่อน ช่วงเวลาที่สิ้นลมหายใจนั้น... มีเพียงผีเท่านั้นที่จะเข้าใจผีได้ดีที่สุด และมีเพียงคนที่เคยตายมาแล้วเท่านั้นที่จะเป็นผู้บำเพ็ญวิถีผีที่บริสุทธิ์ที่สุด
หวังอี้เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง เคยสัมผัสความรู้สึกในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างความเป็นและความตาย ยามที่มนุษย์แปรเปลี่ยนเป็นวิญญาณ
เขาอยากจะลองดูอีกสักครั้ง ว่าตนเองจะสามารถค้นพบประตูบานที่นำไปสู่การเป็นผู้บำเพ็ญวิถีผีได้หรือไม่
"ฟู่~"
สายลมพัดโชยยอดไม้ กลิ่นอายเยือกเย็นพัดผ่านมาเป็นระลอก
หวังอี้นั่งอยู่ในตำแหน่งเดิม ในหัวคอยฉายภาพความตายของตนเองซ้ำไปซ้ำมา
มีดสั้นแทงทะลวงหน้าท้อง แล้วปักลึกเข้าสู่หัวใจ เลือดอุ่นๆ ไหลนองเต็มพื้น มีดแล้วมีดเล่า มือของเจ้าหมอนั่นนิ่งสนิทมาก ราวกับกำลังจัดการกับปลาตายในห้องครัวไม่มีผิด
ทันใดนั้นหวังอี้ก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดอันสมจริงเป็นอย่างยิ่ง บริเวณหน้าท้องมีกระแสความร้อนสายหนึ่งพวยพุ่งขึ้นมา หัวใจบีบรัดตัวรุนแรง เจ็บปวดมากขึ้นเรื่อยๆ
ผิวหนังของเขาเริ่มเย็นชืด ร่างกายอ่อนแรงไร้กำลัง กระแสความร้อนที่หน้าท้องไหลเวียนไปทั่วร่าง ทว่ากลับกลายเป็นความเย็นยะเยือกเสียดแทงเข้ากระดูกดำมากขึ้นเรื่อยๆ
หวังอี้ราวกับกำลังจะสิ้นลม สัมผัสได้ถึงความอึดอัดแน่นหน้าอกเหมือนคนกำลังจมน้ำ
ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น ใบหน้าของโจวห้าวก็พลันปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขา
"อย่าโทษข้าเลยนะ หากเป็นเจ้า เจ้าก็คงจะทำแบบเดียวกัน..."
"อย่าโทษข้าเลยนะ หากเป็นเจ้า เจ้าก็คงจะทำแบบเดียวกัน..."
ข้าจะไปโทษเจ้าได้อย่างไร ข้ายังต้องลงมือปลิดชีพเจ้าด้วยตัวเองอีกต่างหาก!
หลิ่วชุ่ยบอกทุกอย่างแก่เจ้าล่วงหน้า มีเพียงข้าคนเดียวเท่านั้นที่ไม่รู้อะไรเลย
หากไม่ใช่เพราะพวกเจ้าดึงข้าเข้ามาเกี่ยวข้อง ข้าจะตายได้อย่างไรกัน!?
ข้าจะขอบใจเจ้า จากนั้นก็จะฆ่าเจ้าเสีย
เปลวไฟคุโชนขึ้นในใจของหวังอี้ ความโกรธแค้นและไม่ยินยอมนั้นได้หลอมรวมเข้ากับเส้นลมปราณโดยสมบูรณ์ เปลี่ยนกระแสความอบอุ่นให้กลายเป็นปราณผีอันเย็นยะเยือก
บนโลกนี้จะมีผีมาจากที่ใดกัน?
คนตาย หากในใจมีความเคียดแค้นและไม่ยินยอม จึงจะสามารถกลายเป็นผีร้ายได้!
นัยน์ตาของหวังอี้เปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ปลายนิ้วถึงกับมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะกุม เขาจับกระแสปราณผีอันหนาวเหน็บสายนั้นไว้แน่น ชักนำมันให้ซึมลึกเข้าสู่เส้นลมปราณ และหลอมรวมมันลงสู่ตันเถียนในท้อง
ทั่วทั้งร่างราวกับตกอยู่ในขุมนรกน้ำแข็ง ทว่าเขากลับรู้สึกดียิ่งนัก
ในค่ำคืนนี้ หวังอี้ได้กลายเป็นผู้บำเพ็ญวิถีผี ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่หนึ่ง ก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกตนอย่างเป็นทางการ
ทว่าเขาก็รู้ดีว่า ละครฉากสำคัญเพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้น
ในลานบ้านยังมีคนอีกคนหนึ่ง หากหาคนตายและผีไม่ได้ แล้วโจวห้าวจะทำอย่างไรดีล่ะ?
……
วันรุ่งขึ้น ไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น
หวังอี้นั่งอยู่ในลานบ้านอย่างเบื่อหน่าย ดื่มชาพักผ่อนรับลมเย็น
หลิ่วชุ่ยเดินผ่านข้างกายเขาไปโดยไม่ปรายตามามอง มุ่งตรงไปยังห้องของโจวห้าวทันที
ความจริงเป็นไปตามที่หวังอี้คาดเดาไว้ หลิ่วชุ่ยและโจวห้าวอยู่ฝ่ายเดียวกัน พวกเขาแอบสมรู้ร่วมคิดกันตั้งนานแล้ว
อีกทั้งหลิ่วชุ่ยยังรู้ดีที่สุดว่า สิ่งที่คุณหนูสามต้องการมีเพียงรากปราณเดียวเท่านั้น
มีคนหนึ่งรอดชีวิต อีกคนก็ต้องตายไป
นางเอนเอียงไปทางโจวห้าว ย่อมไม่มีวันยื่นมือช่วยเหลือหวังอี้อย่างแน่นอน
……
วันที่สาม โจวห้าวฝืนฝึกฝนอย่างไรก็ไร้หนทาง ได้แต่เกาศีรษะกระวนกระวายใจ ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำ
หวังอี้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายใจเฉิบ เขาแอบออกไปข้างนอกในยามราตรีสงัด ดูดซับปราณผีอันบริสุทธิ์ที่สุดในธรรมชาติมาเป็นของตนเอง
เขาเริ่มฝึกฝนวิชาเวทมนตร์ใน 《คัมภีร์ใบหน้าอสูรสามพิฆาต》 ถึงกับควบแน่นลิ่มน้ำแข็งแหลมคมขี้นมากลางอากาศได้เล่มหนึ่ง มันคมกริบและเย็นยะเยือกชวนขนลุกขนพองเป็นอย่างยิ่ง
……
ค่ำคืนที่สี่ มีคนเริ่มหมดความอดทน แอบย่องมาหาถึงหน้าประตูห้อง
นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ถามว่า "หวังอี้ เจ้าหลับหรือยัง?"
[จบแล้ว]