- หน้าแรก
- ยอดนักล่าแห่งดาวเคราะห์หมื่นอสูร
- บทที่ 313 - มหาอัคคีเผาฐานทัพ
บทที่ 313 - มหาอัคคีเผาฐานทัพ
บทที่ 313 - มหาอัคคีเผาฐานทัพ
บทที่ 313 - มหาอัคคีเผาฐานทัพ
"ดูนั่นสิ! นั่นมันอะไรน่ะ?" ภายในฐานทัพ จู่ๆ นักล่าคนหนึ่งก็ชี้ไปที่ขอบฟ้าแล้วตะโกนลั่น ทุกคนต่างแหงนหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาเบิกกว้าง กลุ่มเมฆขนาดมหึมาลอยตัวสูงขึ้นและขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนค่ำคืนอันมืดมิดให้สว่างไสวราวกับกลางวัน
"ดอกเห็ด! นั่นมันเมฆรูปดอกเห็ดนี่นา!"
"ทิศนั้นมัน... ทิศของฐานทัพหมายเลขเจ็ดนี่!"
...
ทุกคนต่างตระหนักได้ถึงบางสิ่ง สีหน้าฉายแววตื่นตระหนกและหวาดผวา ฐานทัพแต่ละแห่งอยู่ห่างกันอย่างน้อยสามร้อยห้าสิบกิโลเมตร ฐานทัพที่อยู่ใกล้ฐานทัพหมายเลขเก้าที่สุดไม่ใช่ฐานทัพหมายเลขแปด แต่เป็นฐานทัพหมายเลขเจ็ด ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณสี่ร้อยกิโลเมตร การที่มองเห็นเมฆรูปดอกเห็ดจากการระเบิดในระยะไกลขนาดนี้ได้ มีเพียงความเป็นไปได้เดียวคือ ฐานทัพหมายเลขเจ็ดได้จุดชนวนระเบิดนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นอาวุธที่พัฒนาต่อยอดมาจากระเบิดไฮโดรเจน มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงกว่าระเบิดไฮโดรเจนถึงสิบเท่า แต่ไม่มีกัมมันตภาพรังสีหลงเหลืออยู่
อานุภาพของระเบิดนิวเคลียร์นั้นทรงพลังจนไม่ต้องอธิบายให้มากความ แต่มันก็มีข้อเสียร้ายแรงอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือไม่สามารถยิงด้วยเครื่องยิงได้ ต้องใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดนำไปทิ้งเท่านั้น ซึ่งบนดาวเคราะห์หมื่นอสูรไม่มีเครื่องบินทิ้งระเบิด ระเบิดนิวเคลียร์สำหรับฐานทัพจึงเปรียบเสมือนระบบทำลายตัวเอง เอาไว้ใช้พลีชีพไปพร้อมกับศัตรูในยามที่หมดหนทางสู้แล้วเท่านั้น
เมื่อระเบิดนิวเคลียร์ถูกจุดชนวนขึ้น ก็พอจะเดาชะตากรรมของฐานทัพหมายเลขเจ็ดได้แล้ว
ความพินาศของฐานทัพหมายเลขเจ็ด แผ่เงาทะมึนปกคลุมจิตใจของทุกคน ราวกับว่าเป้าหมายต่อไปจะเป็นฐานทัพหมายเลขเก้า เหล่านักล่าที่เพิ่งจะผ่อนคลายความตึงเครียดลงได้บ้างเพราะมีคูน้ำเพลิงคอยสกัดกั้น ต่างก็กลับมาตื่นตัวกันอีกครั้ง บางคนเริ่มแอบเตรียมตัวรับมือกันอย่างเงียบๆ โรงงานผลิตอาวุธที่เพิ่งเปิดใช้งานอีกครั้ง ก็กลับมาเดินเครื่องผลิตกันอย่างคึกคัก
"ขยับตัวเข้าพี่น้อง! ยังไม่ถึงเวลาพักนะ! เราช้าไปแค่วินาทีเดียว แนวหน้าอาจจะต้องสูญเสียชีวิตไปอีกหนึ่งชีวิต ผมรู้ว่าทุกคนเหนื่อยล้ากันมาก แต่เราเหนื่อยแค่นอนพักก็หาย แต่ถ้าทหารแนวหน้าเหนื่อยล้า พวกเขาอาจจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกเลย ผมไม่ต้องอธิบายเหตุผล ทุกคนก็คงเข้าใจดี ในหมู่พวกคุณก็มีหลายคนที่เป็นนักล่ามาก่อน" หัวหน้าคุมสายพานการผลิตพูดพร่ำเตือน แต่ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนปริปากบ่น พวกเขาทำงานสลับกะกันสามผลัด ส่วนหัวหน้าคุมงานนั้นไม่ได้นอนมาหลายวันแล้ว
นอกจากจะคอยคุมสายพานการผลิตแล้ว เขายังต้องคอยประสานงานและรับคำสั่งจากเบื้องบน บ่อยครั้งที่เพิ่งล้มตัวลงนอน ก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาทำงานต่อทันที
เมื่อวานนี้ พวกหนูฟันแทะสามารถเอาชนะความกลัวไฟ และเริ่มหาวิธีข้ามคูน้ำเพลิงมาแล้ว แม้จนถึงตอนนี้จะยังไม่มีหนูตัวไหนข้ามมาได้ แต่สิ่งที่ทุกคนกังวลก็คือ หากเวลาผ่านไปนานเข้า ผลลัพธ์อาจจะเกินกว่าที่จะคาดเดาได้
กำลังคน, กระสุน และหินคริสตัลแดงของฝั่งมนุษย์มีจำกัด แต่ฝูงหนูฟันแทะกลับมีจำนวนมหาศาลราวกับไร้ที่สิ้นสุด ยิ่งเวลายืดเยื้อออกไปเท่าไร สถานการณ์ของฐานทัพก็จะยิ่งเสียเปรียบมากขึ้นเท่านั้น
ที่ฝั่งหนึ่งของคูน้ำ เหล่านักรบตั้งปืนกลสาดกระสุนใส่ฝั่งตรงข้ามอย่างบ้าคลั่ง หนูฟันแทะที่อยู่ฝั่งนั้นถาโถมเข้ามาเป็นระลอกคลื่น หนูตัวหน้าๆ หลายตัวพยายามเบรกสุดตัว แต่ก็ถูกหนูตัวหลังเบียดดันจนร่วงตกลงไปในกองเพลิง
เสียงปืนใหญ่ดังขึ้นเป็นระยะๆ ไม่ใช่ว่ากระสุนหมดเกลี้ยง แต่ต้องเก็บส่วนหนึ่งไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เมื่อปราศจากการสนับสนุนจากปืนใหญ่ ลำพังแค่ปืนกลก็ไม่สามารถสังหารหนูฟันแทะได้มากนัก
"เมื่อไรนักวิทยาศาสตร์จะคิดค้นยาฆ่าหนูได้สักทีนะ ฉันชักจะกลัวแล้วว่าคูน้ำนี่จะต้านไว้ได้ไม่นาน" แพะขาวมีสีหน้าเคร่งเครียด ช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาประจำการอยู่แต่แนวหน้า เหนื่อยก็นอนพักในรถรบ หนวดเคราเฟิ้มยาวกว่าเส้นผมเพราะไม่มีเวลาโกน ในช่วงที่หลี่จวีซูรับบทเป็นหน่วยกู้ภัย แพะขาวต้องรับหน้าที่บัญชาการกองกำลังถึงหนึ่งในสี่ ทว่าโชคไม่เข้าข้างเขาเท่าไรนัก พื้นที่ที่เขารับผิดชอบดันเป็นที่ราบ ทำให้มีหนูฟันแทะบุกเข้ามามากที่สุด กองกำลังของเขาจึงมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บมากที่สุด เขารู้สึกกดดันเป็นอย่างมาก
"อย่ากังวลไปเลย สวรรค์ไม่ทอดทิ้งคนดีหรอก" หลี่จวีซูกล่าว
"อืม" แพะขาวพยักหน้ารับ "สถานการณ์ฝั่งเราน่าจะถือว่าดีอยู่ ไม่รู้ว่าฐานทัพอื่นๆ เป็นยังไงบ้าง" แม้จะยังไม่เห็นแมงป่องไฟ แต่ทุกคนก็เชื่อว่าพวกมันต้องสร้างความเสียหายให้กับหนูฟันแทะได้อย่างแน่นอน น่าจะมีหนูฟันแทะจำนวนไม่น้อยที่ตายเพราะแมงป่องไฟ
"พี่อ้วนจูไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม?" จุดประสงค์หลักที่หลี่จวีซูมาที่นี่ก็เพื่อมาเยี่ยมพี่อ้วนจูนี่แหละ พี่อ้วนจูโชคร้ายมาก ปืนใหญ่กระบอกหนึ่งระเบิด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะยิงต่อเนื่องนานเกินไปหรือเพราะคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน พี่อ้วนจูที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เกือบจะโดนแรงระเบิดส่งไปคุยกับรากมะม่วงเสียแล้ว
"หัวหน้าฐานไม่ต้องห่วงหรอกครับ หมอนั่นหนังเหนียวจะตาย รอดมาได้สบายๆ แค่ซี่โครงหักไปไม่กี่ซี่ ขาซ้ายหัก แล้วก็มีเศษเหล็กฝังอยู่ในตัวนิดหน่อย ต้องนอนโรงพยาบาลอีกพักใหญ่ แต่ไม่ได้บาดเจ็บสาหัสถึงขั้นอันตรายต่อชีวิตหรอกครับ" แพะขาวพูดพลางถอนหายใจ ลูกน้องคนสนิทของเขาตายไปคนหนึ่งแล้ว ตอนนี้เหลือแค่พี่อ้วนจูคนเดียว อุตส่าห์รักษาแผลจนหายดี ก็ดันต้องกลับไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาลอีก
แต่เขาก็แอบคิดว่า หมอนั่นน่าจะปิ๊งพยาบาลสาวคนไหนในนั้นเข้าแน่ๆ
"งั้นก็ดีแล้ว เดี๋ยวฉันจะกลับไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาลในฐานทัพเอง" หลี่จวีซูพูดคุยสัพเพเหระอีกสองสามประโยคก่อนจะขอตัวลากลับ แม้ช่วงนี้เขาจะไม่ได้ลงมือต่อสู้เอง แต่เขากลับงานยุ่งกว่าใครๆ เขาต้องคอยตรวจตราแนวป้องกันด้วยตัวเอง และต้องคอยสังเกตสภาพจิตใจของเหล่านักรบด้วย การทำศึกยืดเยื้ออาจทำให้ทหารเกิดความเบื่อหน่ายและท้อแท้ จึงต้องคอยพูดคุยให้กำลังใจอยู่เสมอ
หลี่จวีซูเดินตรวจตราไปได้ครึ่งทาง จู่ๆ หลวงจีนอู่ไถซานก็หันไปมองทางฐานทัพด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"เกิดอะไรขึ้น สีหน้าของนาย..." หลี่จวีซูยังพูดไม่ทันจบ สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไปเช่นกัน ท้องฟ้าเหนือฐานทัพถูกย้อมด้วยสีแดงฉาน ความมืดมิดของยามค่ำคืนถูกแสงไฟสีขาวของฐานทัพกลบจนมิด ทว่าแสงไฟเหล่านั้นกลับไม่สว่างพอที่จะส่งผลกระทบต่อท้องฟ้าได้ สิ่งเดียวที่จะทำให้ท้องฟ้าเปลี่ยนสีได้ขนาดนี้ก็คือ การระเบิดระดับระเบิดเชื้อเพลิงอากาศเท่านั้น
แต่พวกเขาไม่ได้ยินเสียงระเบิดเลย จุดที่พวกเขาอยู่ห่างจากฐานทัพเพียงสิบเอ็ดหรือสิบสองกิโลเมตรเท่านั้น หากมีการระเบิดครั้งใหญ่ในตอนกลางคืน ย่อมต้องได้ยินเสียงอย่างแน่นอน เมื่อตัดปัจจัยเหล่านี้ออกไป สิ่งเดียวที่จะทำให้ท้องฟ้าเปลี่ยนสีได้ก็คือ มหาอัคคี
"รีบกลับฐานทัพด่วน" หลี่จวีซูสังหรณ์ใจไม่ดี ขบวนรถรีบกลับรถและห้อตะบึงกลับไปยังฐานทัพทันที หนึ่งชั่วโมงต่อมา เมื่อพวกเขามาถึง ภายในฐานทัพก็วุ่นวายไปหมดแล้ว
บริเวณรอยต่อระหว่างเขตตะวันตกและชานเมืองทางทิศเหนือ เปลวไฟพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า กองเพลิงลุกลามยาวเหยียดนับร้อยเมตร แสงไฟสว่างไสวสาดส่องไปทั่วครึ่งหนึ่งของฐานทัพ ขับไล่ความหนาวเหน็บในยามค่ำคืนออกไป ทำให้อุณหภูมิภายในฐานทัพสูงกว่าภายนอกถึงเจ็ดแปดองศา
ไม่นานก็สืบทราบความจริง โกดังเก็บหินคริสตัลแดงเกิดไฟไหม้ หินคริสตัลแดงทั้งหมดถูกจุดไฟเผา โกดังถูกเผาวอดเป็นจุลภายในเวลาเพียงห้าหกนาที ตอนนี้เหลือเพียงหินคริสตัลแดงกว่าสองแสนตันที่กำลังลุกไหม้ และไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาเผาไหม้อีกนานแค่ไหน
"ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้?" มือและเท้าของหลวงจีนอู่ไถซานเย็นเฉียบ หากไม่มีหินคริสตัลแดง ลำพังแค่คูน้ำเปล่าๆ คงต้านทานพวกหนูฟันแทะได้ไม่ถึงสองวันด้วยซ้ำ ทรัพยากรสำคัญแบบนี้ทำไมถึงไม่ดูแลรักษาให้ดีนะ?
สีหน้าของหลี่จวีซูและเหล่านักรบที่กลับมาล้วนบิดเบี้ยว หินคริสตัลแดงคืออาวุธที่ดีที่สุดในการสกัดกั้นหนูฟันแทะ หากไม่มีมัน พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับฝูงหนูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความตายกำลังโบกมือเรียกพวกเขารออยู่เบื้องหน้า
(จบแล้ว)