- หน้าแรก
- ป่ามรณะ ฉันสร้างไอเท็มได้ไม่จำกัด
- ตอนที่ 8 การตอบโต้ที่สิ้นหวัง
ตอนที่ 8 การตอบโต้ที่สิ้นหวัง
ตอนที่ 8 การตอบโต้ที่สิ้นหวัง
ตอนที่ 8 การตอบโต้ที่สิ้นหวัง
ทันใดนั้น ก็มีโครงกระดูกตัวเล็ก ๆ ไม่ต่ำกว่าสามตัว โผล่หัวมาจากมุมต่าง ๆ เหมือนพวกมันเตรียมพร้อมไว้แล้ว และพยายามแทรกตัวเข้ามา
“ให้ตายเถอะ ! ทำไมถึงมีเยอะขนาดนี้ ! โจมตี ! โจมตี ! ส่วนคนธรรมดาก็อย่าอยู่เฉย ๆ !”
ชายวัยกลางคนตะโกนเสียงดังลั่น ก่อนหยิบแผ่นไม้ในมือขึ้นมา แล้วฟาดใส่หัวกระโหลกหนึ่งอย่างแรง
โพละ !
เสียงฟาดดังหนักหน่วง กระแทกหัวกะโหลกจนเกิดเสียงทึบ แต่ผลลัพธ์กลับน่าผิดหวัง โครงกระดูกแค่เซไปเล็กน้อย ส่วนชายวัยกลางคนกลับถอยไปสามก้าว เขาแทบล้มลงกับพื้น
“อาจารย์จาง เราควรไปช่วยพวกเขาไหม ? ลุงคนนั้นเคยช่วยเรามาก่อน” หลินเทียนเหอพูดอย่างลังเล ขณะมองดูชายวัยกลางคนและคนอื่น ๆ อีกสิบกว่าคนที่พยายามต่อสู้อย่างสุดกำลัง
“ฉัน...”
จางเหยียนยังไม่ทันตอบ
ทันใดนั้นก็มีเสียง “ปัง”
เสียงดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มาจากหน้าต่างที่อยู่ในห้องโดยสารใกล้ ๆ พวกเขา ตอนนี้กระจกหน้าต่างแตกกระจาย หัวกะโหลกสามหัวที่ดูน่ากลัวโผล่เข้ามาในทันที พร้อมกับลมหนาวเย็นสะท้าน และกลิ่นเหม็นเน่าที่มาจากตัวพวกมัน
หานหนิงมองไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยกหน้าไม้โลหะขึ้นมาเล็ง และลั่นไกทันที
ลูกธนูโลหะที่บรรจุไว้แล้วพุ่งออกไป กระแทกเข้ากับหัวของโครงกระดูกตัวหนึ่งอย่างแม่นยำ พลังจากการยิงนั้นทำให้โครงกระดูกที่เพิ่งปีนถึงขอบหน้าต่างกระเด็นออกไปด้านนอกทันที หลังจากนั้นคนอื่น ๆ ก็รีบเข้ามาช่วยและจัดการป้องกันหน้าต่างได้สำเร็จ
“ลูกธนูโลหะยิงโดนจนมันกระเด็นออกไป แต่ดูเหมือนพวกมันจะทนทานกว่าด้วงยักษ์ซะอีก”
หานหนิงมองโครงกระดูกใกล้ ๆ และด้วยความสว่างของแสงไฟ ในที่สุดก็เห็นรูปร่างของมันอย่างชัดเจน
พวกมันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ในรูปมนุษย์ แต่เป็นโครงกระดูกที่ยืนสองขาได้เหมือนมนุษย์
เมื่อพิจารณาจากหัวของมันแล้ว มันไม่ใช่ลิงหรือชะนี แต่กลับคล้ายกับพวกหมาป่าหรือสุนัขจิ้งจอก
หัวของพวกมันดูใหญ่ผิดปกติ แต่ร่างกายกลับเล็กเกินไป การเคลื่อนไหวจึงไม่รวดเร็วนัก เดินช้ากว่าคนทั่วไป แต่พลังจากหัวกระแทกนั้นน่าสะพรึงน่ากลัว
“อาจารย์จาง พวกเราควรทำยังไงดี…” หลินเทียนเหอถามด้วยเสียงสั่น เมื่อมองไปที่เงาสัตว์ประหลาดที่กำลังขยับตัวอยู่ด้านนอก พวกเขาล้วนเป็นนักศึกษา ไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่หวาดกลัวแบบนี้มาก่อน และไม่เพียงแต่นักศึกษาที่หวาดหวั่น แม้แต่อาจารย์จางและอาจารย์หลี่เองก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
หานหนิงเองก็เงียบ เขาเองก็เป็นแค่นักศึกษาคนหนึ่ง จะไม่ให้กลัวเลยก็คงเป็นไปไม่ได้
“เราต้องป้องกันไว้ให้ได้ ถ้าป้องกันห้องโดยสารไม่ได้ เราก็ต้องหนีออกไปข้างนอก แต่มันย่อมมีอันตรายมากกว่า”
ถึงแม้ในใจจะรู้สึกหวาดกลัว แต่ในฐานะอาจารย์ เขาจำเป็นต้องปลุกขวัญกำลังใจให้ลูกศิษย์
“พวกมันเคลื่อนไหวช้า ตัวก็เหลือแค่โครงกระดูก อาจจะกลัวแสงอาทิตย์ก็ได้ รอให้ถึงเช้า พวกมันอาจจะถอยไปเอง”
“แต่เราไม่เคยเห็นพวกมันตอนกลางวันเลย !”
“ฉันไม่รู้ว่าพวกมันจะกลัวดวงอาทิตย์ไหม แต่ที่ฉันรู้แน่ ๆ คือพวกมันไม่กลัวแสงแฟลช” นักศึกษาคนหนึ่งกัดฟันพูดขึ้นมา
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลา...”
ยังไม่ทันที่อาจารย์จะพูดจบ
ปัง !
เสียงกระจกหน้าต่างร้าวดังขึ้นอีกครั้ง
หน้าต่างอีกสามถึงสี่บานไม่สามารถทนแรงได้และแตกกระจายไป
เงามืดสองสามเงาคลานเข้ามา
“แฮ่…”
เสียงคำรามอันเย็นเยือกดังก้องไปทั่วห้องโดยสาร
ในพื้นที่แคบของตู้โดยสารบนรถไฟ แทบไม่มีพื้นที่ให้หลบ ถ้าเกิดอะไรผิดพลาดขึ้น ทุกคนจะติดอยู่ที่นี่เพื่อรอความตาย
ในช่วงเวลาที่ทุกคนตกตะลึง เงาดำเหล่านั้นได้เข้ามาใกล้จนห่างเพียงไม่กี่เซนติเมตร
คราวนี้ทุกคนได้เห็นรูปร่างของมันอย่างชัดเจน
มันคือสิ่งมีชีวิตที่ประกอบขึ้นจากกระดูกแตกหักและดูน่าเกลียด
หนึ่งตัวสูงประมาณหนึ่งเมตร ยืนสองขาเหมือนคน ลักษณะคล้ายโคบอลด์ในเกมมาก
อีกสองตัวมีขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย แต่ยังคงมีรูปร่างเหมือนสุนัขเช่นกัน
เนื้อและเลือดส่วนใหญ่ของพวกมันหายไป เหลือเพียงเศษเนื้อเน่า ๆ ที่ติดอยู่บนกระดูกเท่านั้น
ในเบ้าตาอันว่างเปล่าของพวกมัน มีแสงสีเขียวลึกลับส่องแสงออกมา
ไฟในห้องโดยสารไม่สามารถเผยให้เห็นรูปลักษณ์ของพวกมันได้อย่างชัดเจน เพราะบนตัวของมันมีหมอกสีเทาบาง ๆ ลอยวนอยู่รอบ ๆ
“แฮ่ !” “แก๊ก !” “กรอบ !”
เมื่อทุกคนมองเห็นรูปร่างของพวกมันอย่างชัดเจน สัตว์ประหลาดทั้งสามก็คำรามด้วยเสียงที่แปลกประหลาดขึ้นต่อเนื่อง ราวกับเสียงกรีดร้องจากขุมนรก
โครงกระดูกสุนัขตัวใหญ่ที่สุดกระโจนขึ้นจากพื้นด้วยท่าทางดุดัน มันพุ่งกระโดดสูงหลายสิบเซนติเมตร และตรงเข้าโจมตีหญิงสาวที่อยู่ใกล้ที่สุดโดยเล็งไปที่หน้าท้องของเธอ
อีกสองตัวก็กระโดดตามมาติด ๆ ร่างกายที่ดูเหมือนจะพังทลายได้ทุกเมื่อสั่นไหวขณะพุ่งเข้ามากัดขาทั้งสองข้างของหญิงสาว
ถึงแม้การโจมตีของพวกมันจะดูเชื่องช้า แต่เพราะว่ารถไฟนั้นแออัดไปด้วยผู้คน ทำให้สถานการณ์ยิ่งวุ่นวาย ผู้โดยสารส่วนใหญ่ต่างพากันตื่นตระหนกกับการปรากฏตัวของสัตว์ประหลาดจนวิ่งหนีอย่างไม่รู้ทิศทาง
หญิงสาวพยายามจะวิ่งหนีไปข้างหน้า แต่ถูกกลุ่มคนขวางทางไว้ เธอลองถอยหลังกลับ แต่ก็พบว่าทางนั้นถูกพวกสัตว์ประหลาดปิดตายเสียแล้ว
“ไม่ ! อย่า ! ช่วยด้วย !”
เธอร้องขอความช่วยเหลืออย่างสิ้นหวัง ดวงตาเบิกกว้างเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ภาพเงาอันน่าเกลียดน่ากลัวของสัตว์ประหลาดสะท้อนในดวงตาของเธอ
ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร หานหนิงและพวกพยายามเข้าไปช่วยเหลือเธอ แต่ฝูงชนที่กำลังหนีตายกลับทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าไปได้ทันเวลา
หน้าไม้ของเขาไม่ได้ติดระบบติดตาม มันไม่สามารถทะลุผ่านฝูงชนเพื่อฆ่าสัตว์ประหลาดพวกนั้นได้
“หลีกไป ! หลีกทางหน่อย ! ถ้าพวกคุณไม่ช่วย อย่างน้อยก็หลีกทางให้หน่อย !” หลินเทียนเหอตะโกนลั่น
ในความมืดสลัว ๆ ที่เต็มไปด้วยผู้คนอันแน่นหนา เหล่าสัตว์ประหลาดสูงเพียงแค่หนึ่งเมตรกว่า พวกมันเคลื่อนที่อยู่ในระดับเอว ทำให้มันมีที่ซ่อนตัวตามธรรมชาติ
ขณะที่ด้วงยักษ์ก็เริ่มค้นหาและล็อกเป้าหมายของพวกมันเช่นกัน
“อ๊ากก !”
เสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นในหมู่ผู้คน
กลิ่นคาวเลือดเริ่มกระจายไปทั่วห้องโดยสาร
ในขณะเดียวกัน เงาดำอีกหลายเงาจากด้านนอกหน้าต่างรถไฟ ก็พุ่งทะยานเข้ามาในห้องโดยสารพร้อมกัน
พวกมันกลมกลืนไปกับความมืดราวกับปลาในทะเลกว้าง ใช้เพียงแค่การขยับตัวเล็กน้อย ก็โผล่เขี้ยวอันแหลมคมออกมา
“อ๊ากก !” “ซี้ดด !” “ฮึ่ก...ฮึ่ก...”
เสียงร้องโหยหวนดังก้องไปทั่ว
ความหวาดกลัวของฝูงชน เหมือนไฟที่ถูกจุดติดอย่างรวดเร็ว
บางคนยังไม่ทันได้เห็นสัตว์ประหลาดก็เกิดอาการตื่นตระหนกเพียงเพราะได้ยินเสียงกรีดร้องของคนอื่น สีหน้าของพวกเขาแสดงถึงความหวาดกลัวสุดขีด และพากันวิ่งหนีไปในทิศทางตรงข้ามกับเสียงนั้น
ผู้คนเบียดเสียดกัน
ความเป็นระเบียบและความมีอารยธรรมของสังคมพังทลายไปในทันทีที่ความกลัวเข้าครอบงำ
คนที่แข็งแรงกว่าก็ผลักดันคนที่อ่อนแอหรือบาดเจ็บให้ตกไปเป็นเหยื่อของสัตว์ประหลาด เพียงเพื่อเปิดทางหนีให้ตัวเองได้หลบหนี
บางคนพยายามหนีไปยังตู้โดยสารอื่นด้วยการย้ายสัมภาระที่ขวางทาง
บางคนถึงกับตกใจจนขาดสติ วิ่งหนีอย่างไร้ทิศทาง ถึงขั้นปีนออกทางหน้าต่างรถไฟที่แตกแล้วหายลับเข้าไป ในความมืด