- หน้าแรก
- ย้อนยุคสู่ปลายทศวรรษห้าสิบ เปิดฉากด้วยการรับมรดกจากลุงไร้ทายาท
- ตอนที่ 6 ประกายแห่งความหวัง หนทางข้างหน้าคือที่ใด
ตอนที่ 6 ประกายแห่งความหวัง หนทางข้างหน้าคือที่ใด
ตอนที่ 6 ประกายแห่งความหวัง หนทางข้างหน้าคือที่ใด
ตอนที่ 6 ประกายแห่งความหวัง หนทางข้างหน้าคือที่ใด
เช้าวันรุ่งขึ้น ชาวนาเฒ่าสะพายย่ามขึ้นบ่าอีกครั้ง และก้าวเดินไปตามทางเดิน
หลี่ฉางเหอก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเงียบๆ ยังคงรักษาระยะห่างสิบกว่าเมตรแล้วเดินตามไป
แต่ครั้งนี้ ความระแวดระวังในใจของเขาลดลงไปมาก
ความมืดมิดยังไม่จางหาย โครงร่างของทุ่งหญ้ารกร้างยังคงดูเลือนลาง
หลี่ฉางเหอก้าวขาไปราวกับเครื่องจักร หลังจากเดินมาได้ประมาณเจ็ดถึงแปดลี้
ชาวนาเฒ่าที่เดินนำหน้า ก็หยุดฝีเท้าลงโดยสิ้นเชิง
เมื่อเห็นเช่นนี้ หลี่ฉางเหอก็หยุดเดินตามสัญชาตญาณ
เห็นเพียงชาวนาเฒ่ายกแขนชี้ไปข้างหน้า
หลี่ฉางเหอมองตามไปอย่างงุนงง
นั่นมัน...ควันไฟ?!
ตามมาด้วยสิ่งก่อสร้างเตี้ยๆ ปรากฏขึ้นใต้ควันไฟ
เป็นเมืองเล็กๆ!
“จุดเติมเสบียง จุดหาข่าว...ในที่สุดก็โผล่มาแล้ว!!!”
หลี่ฉางเหอยืนอยู่บนถนนดินริมขอบเมือง โค้งคำนับให้ชาวนาเฒ่าที่อยู่ข้างหน้าอย่างสุดซึ้ง
“คุณลุง! ขอบคุณสำหรับแผ่นข้าวเกรียบนะครับ! บุญคุณช่วยชีวิต...ฉางเหอขอจดจำไว้!”
ชาวนาเฒ่าไม่ได้หันกลับมา เพียงโบกมือที่ผอมแห้งเบาๆ ก่อนจะหายลับไปหลังกระท่อมดินเหนียวที่เรียงรายอยู่
หลี่ฉางเหอสูดจมูกแรงๆ เปลี่ยนสายตาไปจับจ้องที่เมืองเล็กๆ ที่ดูซอมซ่อ แต่กลับมีแรงดึงดูดอย่างมหาศาลตรงหน้า
“จุดเติมเสบียง...นายน้อยมาแล้ว!”
เขากระชับห่อผ้าขาดๆ ในอกให้แน่นขึ้น ก้าวขาลากสังขารที่เหนื่อยล้า เข้าสู่เขตอำเภอหลิ่วหลิน (ชื่อสมมติ)
สภาพในเมืองดีกว่าทุ่งหญ้ารกร้างเล็กน้อย แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับยุคหลัง
ทางเดินดินขรุขระ วันที่อากาศแจ่มใส ฝุ่นก็ตลบอบอวลไปทั่วเมือง วันที่ฝนตก โคลนก็กระเด็นเลอะขากางเกง
สองข้างทางเดินดิน บ้านดินเตี้ยๆ ส่วนใหญ่ทรุดโทรม นานๆ ทีจะมีบ้านอิฐสักสองสามหลัง...แต่ก็ดูมอมแมม ไม่มีความโอ่อ่าเลย
แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุด คือตัวหนังสือขนาดใหญ่ที่เขียนไว้บนกำแพงดินที่ลอกร่อน:
“สู้ชีวิตอย่างยากลำบาก ประหยัดอดออมสร้างชาติ!”
“สนับสนุนนโยบายการรับซื้อและจัดจำหน่ายแบบผูกขาดโดยรัฐอย่างเด็ดขาด!”
“ประหยัดข้าวทุกเม็ด เพื่อสนับสนุนการสร้างชาติ......”
ตัวหนังสือสีดำบนพื้นขาว ดูน่าเกรงขามในแสงยามเช้า
หลี่ฉางเหอเดินพลางมองพลาง คอยสังเกตรอบตัวอย่างระมัดระวัง
ข้างหน้าเป็นที่ตั้งของป้าย “สถานีจัดการธัญพืชและน้ำมันแห่งอำเภอหลิ่วหลิน” แถวที่รออยู่หน้าประตูไม่ได้ยาวมากนัก ผู้คนต่างกำสมุดเล่มเล็กๆ (สมุดปันส่วนอาหาร) ไว้แน่น สายตาจดจ่ออยู่ที่ประตูไม้ที่ปิดสนิทด้วยความร้อนรน
ถัดไปเป็น “สหกรณ์จัดซื้อและจัดจำหน่ายแห่งอำเภอหลิ่วหลิน” กระจกตู้โชว์ที่นี่เช็ดได้ค่อนข้างสะอาด ภายในจัดแสดงผ้า กะละมังเคลือบ ไส้กระติกน้ำร้อน......พนักงานขายหลังเคาน์เตอร์กำลังหาวหวอด
เดินต่อไปอีก เป็นร้านขายล่อและม้าที่มีธงขาดๆ แขวนอยู่ กลิ่นสาบสัตว์คละคลุ้งออกมาจากประตูที่เปิดอ้า......
“นี่คือเมืองชนบทเมื่อเจ็ดสิบปีก่อนงั้นเหรอ......”
เขารำพึงรำพันอยู่ในใจ
“ขาดแคลนทรัพยากร ควบคุมด้วยแผน รัดเข็มขัดสร้างชาติ......”
หลังจากรำพึงรำพันเสร็จ ปัญหาความเป็นจริงก็จ่ออยู่ตรงหน้า:
ไม่มีเงินติดตัว หิวจนไส้กิ่ว หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล......
“อืม...เป้าหมายแรกต้องชัดเจน: ยืนยันทิศทาง!”
หลี่ฉางเหอกรองผู้คนรอบข้างอย่างรวดเร็ว
พวกที่ใส่ชุดข้าราชการดูดีมีชาติตระกูล เดินเหินรีบร้อน...ไม่ได้ เดี๋ยวจะแกว่งเท้าหาเสี้ยนเปล่าๆ
พวกที่สายตาลุกลี้ลุกลน ดูปุ๊บก็รู้ว่ารับมือยาก...ไม่ได้
พวกคนขับรถม้าหน้าประตูร้านขายล่อและม้า...ก็ยังไม่ใช่เป้าหมายตอนนี้
หลังจากเลือกอยู่พักหนึ่ง สายตาของเขาก็ไปหยุดที่ปลายแถวของสถานีจัดการธัญพืช คุณป้าท่าทางใจดีที่ใส่เสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำเงินปะชุน
“คนนี้นี่แหละ!”
หลี่ฉางเหอตั้งสติ พยายามปรับสีหน้าให้ดูเหมือนเด็กวัยรุ่นที่หมดหนทางไป
เขาค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ๆ แถว หยุดยืนห่างจากคุณป้าไปไม่กี่ก้าว แล้วใช้สำเนียงซานตง (เลียนแบบเจ้าของร่างเดิม) เอ่ยปากถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ ว่า:
“ป้า ขอถามหน่อยเถอะ ฉันค่อนข้างหลงทาง จะไปเมืองซื่อจิ่วเฉิงต้องไปทางไหนเหรอ”
คุณป้าหันมาตามเสียง พอเห็นสภาพของหลี่ฉางเหอ——เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผอมโซจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ที่แขนมีเศษผ้าพันไว้ลวกๆ สายตาก็ฉายแววเห็นใจ:
“แม่ร่วงเอ๊ย! ไอ้หนู เธอมาจากไหนเนี่ย ทำไมถึงได้มีสภาพแบบนี้ล่ะ”
“ฉัน...ฉันอพยพหนีภัยแล้งมาจากมณฑลลู่”
หลี่ฉางเหอก้มหน้าลง น้ำเสียงเจือเสียงสะอื้น
“ที่นั่นบ้านฉันเจอภัยแล้งหนัก พ่อแม่ก็ตายหมด เหลือแค่ฉันคนเดียว......”
“โธ่เอ๊ย น่าสงสารแท้ๆ!”
คุณป้าถอนหายใจออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ระทมหนักกว่าเดิม
“เฮ้อ...ว่าแต่ ไอ้หนูอยากจะถามอะไรล่ะ”
“ป้า ฉันอยากจะไปเมืองซื่อจิ่วเฉิง ไปพึ่งพิงคุณลุงของฉัน...คุณป้าพอจะรู้ไหมว่าต้องไปทางไหน ต้องใช้เวลาเดินอีกนานไหม”
หลี่ฉางเหอเงยหน้าขึ้น ในดวงตาเต็มไปด้วยความหวัง
“เมืองซื่อจิ่วเฉิงงั้นรึ!”
คุณป้าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะชี้ไปที่ถนนดินที่ค่อนข้างกว้างขวางทางทิศเหนือ
“นั่นไง ก็เดินไปตามถนนหลวงสายนี้นะ ตรงไปทางเหนือเรื่อยๆ...แต่ต้องเดินไปอีกหลายวันเลยนะ!”
“อย่างน้อยๆ ก็คงต้อง...อืม...สักครึ่งเดือนล่ะมั้ง ป้าก็ไม่เคยไปไกลขนาดนั้นเหมือนกัน ฟังเขาบอกว่าต้องข้ามแม่น้ำข้ามเขาด้วยนะ”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วถามด้วยความเป็นห่วงว่า:
“ไอ้หนูเอ๊ย ลุงของเธอไปทำอะไรอยู่ที่เมืองปักกิ่งล่ะ มีที่อยู่หรือเปล่า”
หัวใจของหลี่ฉางเหอกระตุกวูบ ข้อมูลสำคัญมาแล้ว!
เขารีบตอบว่า:
“คุณลุงฉันทำงานอยู่ในโรงงานรีดเหล็กน่ะ! ก่อนแม่จะไปก็บอกฉันแค่นี้แหละ...ที่อยู่จริงๆ ฉันไม่รู้หรอก......”
เขาเผยสีหน้ามึนงงและหวาดกลัวออกมาอย่างได้จังหวะ
“โรงงานรีดเหล็กนี่เป็นโรงงานใหญ่โตมโหฬารเลยนะ ยิ่งใหญ่มากเลยล่ะ!”
น้ำเสียงของคุณป้าเจือความเลื่อมใสอยู่เล็กน้อย แต่แล้วก็ส่ายหัว
“แต่รู้แค่ชื่อโรงงาน...พอไปถึงเมืองซื่อจิ่วเฉิงแล้ว คงเหมือนงมเข็มในมหาสมุทรเลยนะนั่น!”
ถึงจะเตรียมใจไว้แล้ว แต่หลี่ฉางเหอก็แอบผิดหวังเล็กน้อยอยู่ดี
แต่รถไปถึงภูเขาต้องมีทางออก ไปถึงที่แล้วยังไงก็ต้องมีทาง!
“ขอบคุณครับป้า รู้ทางก็พอแล้ว ฉัน...ฉันค่อยๆ หาเอา!”
หลี่ฉางเหอรีบโค้งคำนับขอบคุณ
คุณป้ามองดูสภาพที่น่าสงสารของเขา ถอนหายใจอีกครั้ง โบกมือไล่เบาๆ ว่า:
“เฮ้อ รีบไปเถอะไอ้หนู เดินทางก็ระวังตัวให้มากด้วยล่ะ......”
พูดจบ เธอก็หันกลับไปสนใจแถวรอซื้อข้าวต่อ
หลังจากได้ข้อมูลสำคัญเรื่องเส้นทางมาแล้ว ก้อนหินใหญ่ในใจของหลี่ฉางเหอก็ถูกยกออกไป แต่ความกดดันในการเอาชีวิตรอดที่เป็นจริงกว่ากลับถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นลูกใหญ่
“ได้ยินว่าต้องข้ามแม่น้ำด้วย ฉันไม่มีเงินติดตัวเลยสักแดงเดียว...จะขึ้นเหนือได้ยังไงล่ะเนี่ย”
หลี่ฉางเหอลูบท้องที่แฟบแบน มองดูอาหารในตู้โชว์ของสหกรณ์ น้ำลายก็ไหลสอออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“ระบบปู่จ๋า! ถ้ายังไม่ให้เงิน นายน้อยจะประท้วงแล้วนะ! ขืนอดตายใครจะไปทำภารกิจกระตุ้นระบบให้ท่านล่ะ!”
เรียกร้องอยู่ทุกวัน แต่ระบบก็ยังคงเงียบกริบเหมือนเคย
หลี่ฉางเหอสบถด่าอย่างหัวเสีย แล้วหันไปมองร้านขายล่อและม้า
ที่นั่นมีรถม้าเข้าออก ดูเหมือนจะเป็นที่ที่มีชีวิตชีวาที่สุดในเมืองแล้ว
“ขายแรงแลกข้าวกินก่อนแล้วกัน!”
ตอนที่หลี่ฉางเหอเดินกระเถิบไปถึงหน้าร้านขายล่อและม้า ก็เห็นรถล่อที่บรรทุกกระสอบป่านมาเต็มคันเพิ่งจะจอดสนิท คนขับรถม้ากำลังเรียกให้ลูกจ้างในร้านมาช่วยขนของลง
หลี่ฉางเหอรวบรวมความกล้าเดินเข้าไป พยายามยืดอกให้ตรง แล้วพูดกับคนขับรถม้าที่กำลังปลดเชือกผูกอยู่ว่า:
“ล...ลุง ให้ฉันช่วยขนของลงไหม ไม่เอาค่าแรง ขอแค่ข้าวมื้อเดียวก็พอ!”
คนขับรถม้าหันมาตามเสียง มองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าสองสามรอบ แล้วโบกมือไล่อย่างไม่เกรงใจ:
“ไปๆๆ! ดูสภาพแกลมพัดก็ปลิวแล้ว จะไปยกอะไรไหว”
“เดี๋ยวก็ทำกระสอบพังหรอก ขืนหล่นทับแกอีก...หลบไปไกลๆ อย่ามาขวางทาง!”
น้ำเสียงของคนขับรถม้าเต็มไปด้วยความรำคาญ
ลูกจ้างล่ำบึ้กสองคนที่อยู่ข้างๆ ก็หัวเราะเยาะออกมา ตัดกับหลี่ฉางเหอที่ผอมบางเป็นก้านไม้ขีดอย่างชัดเจน
ความรู้สึกอัปยศพุ่งปรี๊ดขึ้นมาในใจของหลี่ฉางเหอ แต่ที่มากกว่านั้นคือความหมดหนทางและต้องยอมรับความจริง
ด้วยร่างกายแบบนี้ เขายังไม่มีคุณสมบัติที่จะใช้แรงงานแลกข้าวเลยด้วยซ้ำ
หลี่ฉางเหอคอตก เดินไปที่มุมกำแพงดินฝั่งตรงข้ามสหกรณ์ แล้วค่อยๆ นั่งยองๆ ลงพิงกำแพง
“เงินแดงเดียวทำวีรบุรุษจนตรอกได้จริงๆ แฮะ......”
[จบแล้ว]