- หน้าแรก
- ปริศนาเรือต้องสาป
- บทที่ 40 ลึกเข้าไปในเทือกเขา
บทที่ 40 ลึกเข้าไปในเทือกเขา
บทที่ 40 ลึกเข้าไปในเทือกเขา
“คุณรู้ตัวได้ยังไงว่ามันอยู่ตรงนั้น?”
ลอฟนีย์ได้สติกลับมา เก็บปืนแล้วหันไปถามเจิ้งหยาง
“สัมผัสครับ สัมผัสของผมค่อนข้างดี!” เจิ้งหยางตอบ
เจิ้งหยางเองก็แอบทึ่งอยู่เหมือนกัน ปืนนี่มันใช้ดีจริงๆ ด้วยแหละ ถ้าไม่มีปืนพกประจุอาคมกระบอกนี้ การจะต้องมารับมือกับสิ่งลี้ลับล่องหนพวกนี้ คงจะเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับเขาไม่น้อยเลยทีเดียว
ทว่าการยิงปืนนัดเดียวแล้วสิ่งลี้ลับไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านแบบนี้มันก็สิ้นเปลืองไปหน่อย ทั้งวิญญาณเรือและเรือวิญญาณเลยอดเขมือบเหยื่อไปตามๆ กัน
ตอนนี้เขากะทักษะการต่อสู้ของเจ้ายุงยักษ์ได้คร่าวๆ แล้ว ครั้งหน้าอาจจะเปลี่ยนไปใช้กระสุนธรรมดาแทน จะได้เก็บซากศพสิ่งลี้ลับพวกนี้ไว้ได้
คิดได้ดังนั้น เจิ้งหยางก็หยิบเดเสิร์ตอีเกิลออกมาเปลี่ยนแม็กกาซีนเป็นกระสุนธรรมดา
ท่าทางชักปืนกะทันหันของเขา ทำให้ลอฟนีย์กับริชชี่ถึงกับสะดุ้ง ชักปืนออกมาเตรียมพร้อมด้วยความระแวดระวัง
ก็เมื่อกี้ เจิ้งหยางก็ชักปืนออกมายิงแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียงแบบนี้แหละ
เจิ้งหยางพูดไม่ออก ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเปลี่ยนแม็กกาซีนแล้วเก็บปืนลงซอง ทำเป็นไม่สนใจปฏิกิริยาของทั้งสองคน
ลอฟนีย์กับริชชี่มองหน้ากัน หางตากระตุกยิกๆ
“คุณลอฟนีย์ครับ ภารกิจนี้ให้สืบหาความจริงเรื่องแกะที่ถูกฆ่าตาย ตอนนี้ก็น่าจะถือว่าเสร็จสิ้นแล้วใช่ไหมครับ?”
เจิ้งหยางเปิดโมดูลภารกิจขึ้นมา กดปุ่มส่งงาน แล้วอัปโหลดรูปยุงยักษ์ที่โดนไฟเผาเป็นหลักฐาน แต้มผลงานสามร้อยแต้มกำลังกวักมือเรียกเขาอยู่
ลอฟนีย์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาเช็กสถานะภารกิจ
วินาทีต่อมา ทุกคนในกรมกิจการพิเศษสาขาอิงลิช ก็ได้รับข้อความแจ้งเตือนว่าเจิ้งหยางทำภารกิจสำเร็จแล้วอีกครั้ง
แต้มผลงานสามร้อยแต้มโอนเข้าบัญชี เจิ้งหยางโอนให้ริชชี่ร้อยแต้ม พลางเอ่ย “คุณก็ร่วมทำภารกิจด้วยนี่ แบ่งไปร้อยแต้มละกัน!”
“เยี่ยมไปเลย! มีร้อยแต้มนี้ ฉันก็แลกยาปลุกจิตได้ตั้งสองขวด เอาไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพตอนทำสมาธิได้ตั้งเยอะ!”
ริชชี่พูดอย่างดีใจ
ขวับ... สายตาเจิ้งหยางคมกริบดุจใบมีด ตวัดฉับไปที่ริชชี่
แต้มผลงานเอาไปแลกยาได้ด้วยเหรอวะ?
ริชชี่แกล้งทำเป็นมองซ้ายมองขวา ทำทีเป็นไม่เห็นสายตาจิกกัดของเจิ้งหยาง
“พอคุณผ่านช่วงทดลองงาน ระบบจะเปิดโมดูลแลกของให้คุณเอง คุณสามารถใช้แต้มผลงานไปแลกพวกยาล้ำค่า วัสดุ อาวุธ หรือแม้แต่วิธีการบำเพ็ญเพียรได้เลยนะ” ลอฟนีย์ยิ้มมุมปาก อธิบายด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนกำลังสะใจ
จู่ๆ เจิ้งหยางก็รู้สึกว่าตัวเองน่าจะโดนหลอกเข้าให้แล้ว ถึงไม่มีใครยอมบอกประโยชน์ที่แท้จริงของแต้มผลงานให้เขารู้เลย
...
แม้จะกำจัดยุงยักษ์ไปได้ถึงสองตัว แต่ผู้เฒ่าคาวบอยก็ไม่ได้ดูดีใจขึ้นเลย กลับยิ่งเป็นกังวลมากกว่าเดิมซะอีก ในเมื่อมีตัวที่สองได้ ก็ต้องมีตัวที่สาม ตราบใดที่ยังกวาดล้างพวกสัตว์ประหลาดนี่ไม่สิ้นซาก ฝูงแกะของเขาก็ยังตกอยู่ในอันตราย
ช่วงครึ่งคืนหลัง ลอฟนีย์กลับไปหยิบเสื้อคลุมที่รถ แล้วก็อยู่เฝ้าที่ทุ่งปศุสัตว์ต่อ ทั้งสามคนรวมถึงแอนโตนี ผู้เฒ่าคาวบอย ช่วยกันวิเคราะห์สถานการณ์ ในทุ่งปศุสัตว์นี้ยังมีฝูงวัวอยู่ข้างๆ คอกแกะด้วยซ้ำ แถมบริเวณใกล้เคียงก็ไม่ได้มีแค่ทุ่งปศุสัตว์ของเขาที่เดียว ทำไมยุงยักษ์ถึงต้องเจาะจงมาฆ่าแต่ฝูงแกะของเขาด้วยล่ะ?
ฝูงแกะของเขามันมีความพิเศษอะไรหนักหนา?
พอนำเรื่องที่เจิ้งหยางเสนอว่าอาจจะมีคนคอยบงการยุงยักษ์พวกนี้อยู่เบื้องหลังมาพิจารณา แอนโตนีก็ลองนึกดูว่าเคยไปมีเรื่องบาดหมางกับใครถึงขั้นต้องจองล้างจองผลาญกันขนาดนี้ไหม
แอนโตนีใช้เวลาคิดอยู่นาน ในที่สุดเขาก็นึกถึงเป้าหมายที่น่าจะเล่นสกปรกกับเขาได้มากที่สุดขึ้นมาได้
“เคยมีคนมาเสนอขอซื้อทุ่งปศุสัตว์ของฉัน แต่ฉันปฏิเสธไป ถ้าบอกว่ามีคนบงการอยู่เบื้องหลังจริงๆ ฉันก็คิดว่าต้องเป็นเจ้านั่นแน่ๆ แต่ฉันไม่รู้จักเขาหรอกนะ เบอร์ติดต่อก็ไม่มี จู่ๆ เขาก็บุกมาหาฉันถึงที่แล้วก็มาขอเจรจา ไม่ได้ทิ้งข้อมูลอะไรไว้เลย!”
จนกระทั่งรุ่งเช้า ก็ไม่มียุงยักษ์ตัวที่สามโผล่มา และฝูงแกะก็ไม่ได้สูญเสียอะไรเพิ่มเติม
เจิ้งหยางนั่งรถของลอฟนีย์กลับไปที่กรมกิจการพิเศษ เพื่อเข้าร่วมประชุมวิเคราะห์สถานการณ์ครั้งที่สอง
พวกเขาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่มีคนคอยบงการยุงยักษ์อยู่เบื้องหลัง รวมถึงความเกี่ยวโยงระหว่างคดีนี้กับบุคคลลึกลับที่อยู่เบื้องหลังคดีการหายตัวไปของเดซีไม
ท้ายที่สุด ลอฟนีย์ก็ตัดสินใจใช้อำนาจพิเศษเรียกเฮลิคอปเตอร์ตำรวจให้บินไปสำรวจป่าดงดิบที่อยู่ลึกเข้าไปในเทือกเขานั้น สัญชาตญาณของเธอบอกว่า สมาคมจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์น่าจะมีรังลับซ่อนอยู่ในป่าลึกนั้นแน่ๆ
เอลิม่าเคยบอกไว้ว่า สัญชาตญาณของลอฟนีย์แม่นยำเสมอ
หลังจากการประชุมสั้นๆ จบลง เจิ้งหยางก็ยังไม่ได้กลับไปที่เรือใบ เขากินมื้อเช้าแบบง่ายๆ กับทุกคน แล้วก็ติดสอยห้อยตามขึ้นเฮลิคอปเตอร์ออกเดินทางไปด้วย
ครั้งนี้ ผู้เหนือปุถุชนทั้งเจ็ดคนของกรมกิจการพิเศษยกทัพกันไปจนหมด แบ่งกันนั่งเฮลิคอปเตอร์สองลำ มุ่งหน้าไปยังเทือกเขาที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตร
เจิ้งหยางอยู่กลุ่มเดียวกับสามทหารเสือลอฟนีย์ เฮลิคอปเตอร์ตำรวจรุ่นนี้มีห้องโดยสารที่ค่อนข้างกว้างขวาง มีหน้าต่างกระจกและกล้องวงจรปิดแบบซูมไกล ทำให้พวกเขาสี่คนสามารถใช้กล้องส่องทางไกลกับจอมอนิเตอร์ในห้องโดยสารสอดส่องดูป่าเขาเบื้องล่างได้อย่างสะดวกสบาย
เฮลิคอปเตอร์บินวนอยู่เหนือป่าดงดิบ เจิ้งหยางใช้กล้องส่องทางไกลมองลงไปเบื้องล่างพลางบ่นพึมพำในใจ
“ไม่รู้ว่ายุงยักษ์พวกนั้นจะบินได้สูงแค่ไหนนะ? มันจะพุ่งมาโจมตีเฮลิคอปเตอร์แบบพลีชีพเพราะเห็นว่าฉันอยู่บนนี้หรือเปล่าเนี่ย?”
ถ้าเป็นแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ คงจะอันตรายน่าดู เจิ้งหยางเคยดูหนังในชาติก่อน มีฉากหนึ่งที่คนไล่ต้อนฝูงนกให้บินขึ้นไปบนฟ้า แล้วพวกนกก็พุ่งชนเฮลิคอปเตอร์จนระเบิดตู้มเลย
เจิ้งหยางบอกความกังวลของตัวเองให้ลอฟนีย์ฟัง นักบินที่อยู่ด้านหน้าก็หัวเราะแล้วพูดขึ้นมาว่า “คุณครับ ถ้ามียุงตัวใหญ่ขนาดที่คุณว่าอยู่จริงๆ มันก็คงบินได้ไม่สูงหรอกครับ น่าจะบินได้แค่ระดับต่ำๆ เรียบไปกับพื้นเท่านั้นแหละ อย่างที่สอง เรื่องที่คุณพูดมันก็แค่ในหนังเท่านั้น เฮลิคอปเตอร์ไม่ได้เปราะบางขนาดนั้นหรอกครับ ยกเว้นแต่ว่าถังน้ำมันจะโดนเจาะแล้วเกิดประกายไฟ ไม่งั้นมันไม่ระเบิดหรอกครับ อย่างมากก็แค่ใบพัดหางพังจนเครื่องหมุนคว้างแล้วตกแค่นั้นเอง”
“และเฮลิคอปเตอร์ของเราก็มีการป้องกันทั้งสองจุดนี้อย่างดีครับ ถังน้ำมันถูกหุ้มด้วยเกราะกันกระสุนหนาหลายชั้น ส่วนใบพัดหางก็มีตะแกรงเหล็กป้องกันไว้ ใบพัดพวกนี้สามารถยกตัวเครื่องที่หนักอึ้งให้บินขึ้นได้ วัสดุของมันก็ไม่ได้เปราะบางอย่างที่คิดหรอกนะครับ โดยเฉพาะตอนที่มันหมุนด้วยความเร็วสูง พลังทำลายล้างของมันน่ากลัวมาก ถ้ามีสิ่งมีชีวิตทั่วไปบินมาชน ก็มีแต่จะถูกปั่นจนแหลกละเอียดเท่านั้นแหละครับ คุณเคยได้ยินข่าวพัดลมเพดานตัวเล็กๆ ตัดหัวคนจนขาดไหมล่ะครับ?”
เป็นอย่างนั้นจริงๆ เหรอ?
เจิ้งหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังรู้สึกไม่วางใจอยู่ดี ถึงยุงยักษ์พวกนั้นจะทำอะไรเฮลิคอปเตอร์ไม่ได้ แต่ถ้าเกิดการปรากฏตัวของเขาไปดึงดูดสิ่งลี้ลับที่ร้ายกาจกว่าเดิมมาล่ะ? เรื่องนี้จะมองข้ามไม่ได้เด็ดขาด วิธีที่ดีที่สุดก็คือเขาไม่ควรเข้ามาร่วมภารกิจนี้ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดตัวแปรที่ไม่คาดคิด
แต่ถ้าเขาไม่เข้ามาในป่า ก็คงดึงดูดให้สิ่งลี้ลับของสมาคมจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เผยตัวออกมาไม่ได้ ประสิทธิภาพและโอกาสที่กรมกิจการพิเศษจะหารังลับของสมาคมเจอ ก็คงจะลดลงจนแทบเป็นศูนย์
แถมเจิ้งหยางก็ยังกะจะหาโอกาสปล้นเสบียงจากรังลับของสมาคมจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ด้วย ไม่แน่ว่าพวกคนในองค์กรสุดโต่งที่มีประวัติยาวนานแบบนี้ อาจจะมีข้อมูลเกี่ยวกับเรือวิญญาณ ม้วนคัมภีร์เลื่อนระดับ หรือแกนพลังงานวิญญาณที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการวิวัฒนาการเรือของเขาก็ได้
เมื่อต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงกับผลตอบแทนที่อาจจะได้รับ เจิ้งหยางก็ตัดสินใจเสี่ยงดู ไหนๆ ตัวเขาก็มาอยู่ที่นี่แล้ว แถมการนั่งเฮลิคอปเตอร์บินวนอยู่บนฟ้า ก็ยังปลอดภัยกว่าการเดินเท้าอยู่บนพื้นดินตั้งเยอะ
“ผมสัมผัสถึงอันตรายได้แม่นยำมากนะ ถ้าผมบอกให้คุณเชิดหัวเครื่องขึ้น คุณต้องรีบทำทันทีเลยนะ ดึงเครื่องขึ้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าบินฉวัดเฉวียนหลบหลีกได้ด้วยจะดีมากเลย!” เจิ้งหยางใช้วิทยุสื่อสารกำชับนักบินที่อยู่ด้านหน้าอย่างจริงจัง
นักบินรู้ดีว่าคนพวกนี้คือวีไอพีตัวจริง จึงยกนิ้วโป้งให้เป็นสัญญาณว่าเข้าใจแล้ว และจะปฏิบัติตามคำสั่งทันทีเมื่อได้รับแจ้ง
เฮลิคอปเตอร์บินวนค้นหาสิ่งผิดปกติในป่าดงดิบไปทีละเขต และคัดกรองพื้นที่ออกไปทีละส่วน
ช่วงบ่าย หลังจากบินกลับไปเติมน้ำมันรอบหนึ่ง เฮลิคอปเตอร์ก็เริ่มบินลึกเข้าไปในใจกลางเทือกเขาเรื่อยๆ
“หลุมยุบยักษ์ตรงนั้น บินเข้าไปใกล้ๆ หน่อยได้ไหมคะ?”
ลอฟนีย์ชี้ไปที่หลุมยุบยักษ์ทรงกลมบนจอมอนิเตอร์ ก่อนจะซูมภาพเข้าไปดูใกล้ๆ
เจิ้งหยางก็ใช้กล้องส่องทางไกลมองผ่านหน้าต่างออกไปเหมือนกัน เขามองเห็นก้อนหิน พงหญ้า และพุ่มไม้ที่ก้นหลุม มันเป็นหลุมยุบยักษ์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบร้อยเมตร แต่เนื่องจากการพังทลายของขอบหลุมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ก้นหลุมมีลักษณะเป็นรูปกรวย กะด้วยสายตาแล้ว จุดที่ลึกที่สุดน่าจะลึกแค่ยี่สิบถึงสามสิบเมตรเท่านั้น
..........