- หน้าแรก
- ปริศนาเรือต้องสาป
- บทที่ 26 ยอมรับ, สมาคมสัจจะลี้ลับ
บทที่ 26 ยอมรับ, สมาคมสัจจะลี้ลับ
บทที่ 26 ยอมรับ, สมาคมสัจจะลี้ลับ
“ที่ฉันมาสายเพราะมีธุระหรอกนะ ไม่ได้ตั้งใจจะมาเนียนกินข้าวเย็นฟรีสักหน่อย!”
เจิ้งหยางยืนคิดอยู่ในใจตรงหน้าเคาน์เตอร์คลินิก
ปลาสดหนึ่งตัวกับปลาแห้งหนึ่งตัวถูกส่งให้วิย่านำไปไว้ที่ห้องครัวเรียบร้อยแล้ว เอลิม่าดีใจมากและชวนให้เจิ้งหยางรออยู่ที่นี่ก่อน เพื่อจะได้ทานมื้อค่ำด้วยกันในภายหลัง
เจิ้งหยางตอบตกลงอย่างยินดี ดีกว่ากลับไปนั่งกินข้าวคนเดียวตั้งเยอะ
“เมื่อวานหลังจากฉีดยาไปแล้ว รู้สึกยังไงบ้าง?” เอลิม่าพาเจิ้งหยางเข้าไปในห้องตรวจ ตรวจดูม่านตา เส้นขน และฟันของเขาแล้วเอ่ยถาม
แทบจะปวดร้าวเจียนตาย นี่นับไหมนะ?
เจิ้งหยางส่ายหน้า “ไม่เลยครับ ผมรู้สึกดีมาก เอลิม่า ยีนของผมไม่ต้องตรวจแล้วก็ได้มั้ง คุณก็รู้ว่าบางคนเขาไม่ชอบให้ข้อมูลพันธุกรรมของตัวเองรั่วไหลออกไปน่ะ!”
ในเมื่อเป็นการตรวจความเสถียรของยีน ถ้ายีนสายเลือดพ่อมดโบราณตื่นขึ้นมาจริง ๆ มันก็ต้องแสดงลักษณะบางอย่างที่แตกต่างไปจากยีนปกติแน่นอน เจิ้งหยางไม่อยากจะเปิดเผยข้อมูลยีนของตัวเองแบบนี้ ถึงแม้จะพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนปรึกษา แต่ความจริงเขาตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะไม่ให้ความร่วมมือ
เอลิม่าตอนแรกก็ดูไม่ได้ผิดปกติอะไร แต่พอได้ยินประโยคสุดท้ายของเขา เธอก็ชะงักไปเล็กน้อย ค่อย ๆ หันมาจ้องมองเจิ้งหยางอยู่สิบกว่าวินาที ก่อนจะเอ่ยขึ้น “สายเลือดของเธอมีปัญหาเหรอ? ดูท่าเธอจะเป็นผู้เหนือปุถุชนจริง ๆ สินะ!”
เจิ้งหยางชะงัก นี่คุณด่วนสรุปขนาดนี้เลยเหรอ? แค่ไม่อยากโดนเจาะเลือดตรวจยีน ก็กลายเป็นผู้เหนือปุถุชนไปซะแล้ว?
“เอลิม่า คุณก็รู้จักโลกเบื้องหลังกับผู้เหนือปุถุชนด้วยเหรอ?”
เจิ้งหยางนึกถึงตอนที่มาฉีดยาครั้งแรกแล้วเจอลอฟนีย์กับพวก ก็เริ่มจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาบ้างแล้ว
เอลิม่าผ่อนคลายสีหน้าลง ส่งยิ้มบาง ๆ “ฉันเองก็เป็นคนของโลกเบื้องหลังเหมือนกัน อยู่ในสายวิชาโอสถลี้ลับของวิชาแปรธาตุโบราณน่ะ!”
จู่ ๆ เจิ้งหยางก็รู้สึกว่า... ทำไมคนในโลกเบื้องหลังถึงได้เดินเพ่นพ่านกันเต็มไปหมดแบบนี้นะ
“ลอฟนีย์เล่าเรื่องของเธอให้ฉันฟังแล้วล่ะ สัญชาตญาณของหล่อนแม่นยำเสมอ หล่อนเชื่อมาตลอดว่าเธอเป็นผู้เหนือปุถุชน เพียงแต่ยังไม่มีหลักฐานเท่านั้น”
แววตาของเอลิม่าเปล่งประกายความเจ้าเล่ห์วูบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ
“ลอฟนีย์กับฉันเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์คนเดียวกัน หล่อนถนัดเรื่องการประจุอาคม เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ฉันได้บอกข้อมูลของพวกเราให้เธอรู้หมดแล้ว เธอเองก็ควรจะเปิดอกคุยกันอย่างตรงไปตรงมาบ้างไม่ใช่เหรอ?”
ที่แท้ปืนพกประจุอาคมกับกระสุนของริชชี่ก็เป็นฝีมือของลอฟนีย์นี่เอง!
เจิ้งหยางเริ่มใจสั่น รู้สึกว่าตัวเองก็มีโอกาสจะได้ปืนพกประจุอาคมมาเล่นสักกระบอกเหมือนกัน
อีกอย่าง ตอนนี้จะปฏิเสธต่อไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว ดูจากท่าทางของคนพวกนี้ก็ไม่น่าจะมาร้ายอะไร สู้ใช้โอกาสนี้ตีสนิท แทรกซึมเข้าไปในกลุ่มของพวกเธอ เพื่อรวบรวมความรู้เกี่ยวกับโลกเบื้องหลังจะดีกว่า
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เจิ้งหยางก็หัวเราะเบา ๆ พลางเอ่ย “ก็ได้ครับ ผมยอมรับ!”
จากนั้น เจิ้งหยางก็ยื่นมือขวาออกไป ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ดีดเข้าหากันเบา ๆ จุดเปลวไฟดวงเล็ก ๆ ให้ลุกโชนขึ้นที่ปลายนิ้ว
เขาคิดว่ามันดูเท่ดี ไม่รู้ว่าไอ้ซื่อบื้อริชชี่นั่นจะทำแบบนี้ได้หรือเปล่า?
“คาถาเวทเหรอ?” แววตาของเอลิม่าเป็นประกายวาบ รีบถามรัวเร็ว “ใช้ได้ถึงระดับไหนแล้ว?”
“สร้างกองไฟได้ประมาณนี้ครับ!” เจิ้งหยางทำมือเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างประมาณหนึ่งเมตร เขาตั้งใจปกปิดพลังที่แท้จริง บอกไปแค่สามส่วนเท่านั้น
“แล้วมีอะไรอีกไหม?”
“ไม่มีแล้วครับ!”
เอลิม่าพยักหน้ายิ้มอย่างพอใจ “เธอครอบครองพลังพื้นฐานของคาถาเวทได้แล้ว แถมทักษะการต่อสู้ระยะประชิดก็ค่อนข้างโดดเด่น ดูท่าจะได้รับการสืบทอดมาจากนักล่าอสูรสินะ ฉันเดาถูกไหม?”
เจิ้งหยางทำหน้าซื่อตาใส “เอลิม่า คุณมองออกได้ยังไงเนี่ย!”
เอลิม่าหลุดขำ ไอ้เด็กนี่มันเจ้าเล่ห์จริง ๆ!
ด้วยนิสัยชอบซ่อนคมของเจิ้งหยางที่ผ่านมา จะเป็นคนซื่อบื้ออย่างที่แสดงออกได้ยังไง?
เอลิม่ารู้ดีว่าเจิ้งหยางจะต้องกั๊กอะไรไว้อีกแน่ ๆ
แต่เธอรู้ว่าควรหยุดแค่ไหน จึงไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ
แค่ยืนยันสถานะผู้เหนือปุถุชนของเจิ้งหยางได้ และล้วงความลับเรื่องความสามารถออกมาได้หนึ่งอย่าง ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายเกินคาดแล้ว ส่วนเจิ้งหยางจะมีความสามารถอื่นซ่อนไว้อีกหรือไม่ พอสร้างความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น ค่อย ๆ ตะล่อมถามเอาทีหลังก็ยังไม่สาย ไม่มีใครเขาเปิดเผยไพ่ตายทั้งหมดตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันหรอก มันต้องเก็บไพ่เด็ดไว้บ้างสิ
“ดูท่าสุนัขอสูรตัวนั้นคงจะหนีไปไม่ได้จริง ๆ! แต่ว่า เดซีไมถูกคนของโลกเบื้องหลังชิงตัวไปเมื่อตอนรุ่งสางของวันนี้ ถ้าไวรัสในตัวเขาถูกผู้ไม่หวังดีนำไปใช้ประโยชน์ ภัยพิบัติของอิงลิช คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่!”
เอลิม่าวางกับดักด้วยคำพูดอีกครั้ง
แต่คราวนี้เจิ้งหยางไม่หลงกล เขาเบิกตาโพลงจ้องมองด้วยความจริงใจ “เอลิม่า สุนัขอสูรตัวนั้นมันวิ่งหนีไปเองจริง ๆ นะครับ!”
เอลิม่าจ้องหน้าเขาเขม็ง พอเห็นเจิ้งหยางยังคงยืนกรานอย่างหนักแน่น ในใจก็เริ่มลังเล
หรือว่ามันจะหนีไปจริง ๆ?
ยุ่งยากล่ะสิทีนี้!
เจิ้งหยางกลอกตาไปมา ก่อนจะเอ่ยถาม “เอลิม่า ผมขอปืนพกประจุอาคมแบบเดียวกับที่ริชชี่ใช้บ้างได้ไหมครับ?”
เอลิม่าทำมือเป็นเชิงบอกให้ตามมา แล้วเดินนำออกจากห้องตรวจไปพลางพูดไปพลาง “นั่นก็ต้องดูความประพฤติของเธอ เธอต้องพิสูจน์ตัวเองให้ลอฟนีย์เห็นว่า เธอคู่ควรที่จะได้รับปืนพกประจุอาคมจากหล่อนสักกระบอก!”
“ต้องพิสูจน์ยังไงครับ?”
“อย่างเช่น ตามหาสุนัขอสูรตัวนั้นให้เจอ แล้วฆ่ามันซะ!”
“การกลายร่างของเดซีไม เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าสุนัขอสูรตัวนั้นเป็นพาหะนำไวรัสกลายพันธุ์ มันจะแพร่เชื้อใส่ทุกคนที่มันสัมผัสโดน แน่นอนว่าเธอฉีดโอสถลับไปแล้ว ร่างกายมีภูมิต้านทาน ตราบใดที่ไม่โดนมันกัด ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะติดเชื้อ และคาถาเวทประเภทไฟก็เป็นพลังที่สะกดข่มพลังแห่งความมืดโดยธรรมชาติ สามารถใช้ชำระล้างต้นกำเนิดของมันได้อย่างชะงัด”
“หรือไม่ก็ไปสืบหาเบาะแสเกี่ยวกับคนที่พาตัวเดซีไมไป ทั้งตัวตน จุดประสงค์ และข้อมูลอื่น ๆ ลอฟนีย์กับพวกเคยไปถามสมาคมสัจจะลี้ลับมาแล้ว แต่สมาคมสัจจะลี้ลับปฏิเสธว่าเรื่องนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเขา”
เจิ้งหยางเดินตามเอลิม่ากลับขึ้นมาถึงห้องทำงานบนชั้นสอง พอได้ยินดังนั้นก็อดสงสัยไม่ได้ “สมาคมสัจจะลี้ลับ มันคือองค์กรแบบไหนกันครับ? มีสมาชิกเยอะไหม?”
“นี่เธอไม่รู้จักสมาคมสัจจะลี้ลับงั้นเหรอ อาจารย์ของเธอไม่เคยเล่าให้ฟังเลยหรือไง?”
เอลิม่าหันขวับมามองเจิ้งหยาง
เจิ้งหยางยิ้มเจื่อน “ไม่เคยครับ!”
“สมาคมสัจจะลี้ลับเป็นองค์กรเอกชนที่รวมตัวกันอย่างหลวม ๆ ของคนในโลกเบื้องหลัง พวกเขากระจายอยู่ทั่วทวีปยุโรป หรือแม้แต่ในแอฟริกาและอเมริกาเองก็มีสาขาของพวกเขาอยู่ ส่วนจำนวนสมาชิกนั้น ไม่มีใครรู้ตัวเลขที่แน่ชัด ว่ากันว่าในท่าเรืออิงลิชเองก็มีสมาชิกอย่างน้อยหลายสิบคน ในนั้นมีทั้งนักล่าอสูร พ่อมด แม่มด ผู้สืบทอดอัศวิน แล้วก็ยังมีพวกที่ว่ากันว่าฝึกฝนเวทมนตร์ดำโบราณด้วย เอาล่ะ เธอไปนั่งรอที่ห้องนั่งเล่นก่อนนะ อีวาใกล้จะกลับมาแล้ว ฉันจะไปทำกับข้าวแล้วล่ะ”
...
ที่แท้ชั้นสองก็เป็นบ้านของเอลิม่านี่เอง!
เจิ้งหยางเดินออกจากห้องทำงาน ไปนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น พลางครุ่นคิดถึงแผนการขั้นต่อไป
ในเมื่อยืนยันสถานะคนของโลกเบื้องหลังไปแล้ว แถมยังไม่ต้องให้ความร่วมมือในการตรวจยีนด้วย ช่วงสองสามวันหลังจากนี้ เจิ้งหยางก็ไม่จำเป็นต้องมาที่คลินิกอีกแล้ว
เฟอร์นิเจอร์ที่สั่งทำไปก็มีแต่ของเรียบง่าย พรุ่งนี้ก็น่าจะนำมาส่งพร้อมกับอุปกรณ์และวัสดุต่าง ๆ ที่ท่าเรือได้เลย การตกแต่งเรือใบเป็นเรื่องที่จัดการเสร็จได้ภายในเวลาไม่กี่นาที
หรือว่าพอตกแต่งเรือเสร็จแล้ว จะไปหาเอนเดอร์สเพื่อเปิดหูเปิดตาในงานเลี้ยงใหญ่ของพวกขุนนางดี?
แต่เจิ้งหยางก็อยากจะทำความรู้จักกับเอลิม่าและลอฟนีย์ให้มากขึ้น เพื่อเรียนรู้ความรู้เกี่ยวกับโลกเบื้องหลังเพิ่มเติม และในเมื่อได้ครอบครองเรือวิญญาณแล้ว เจิ้งหยางย่อมไม่พอใจกับเรือลำเล็ก ๆ ระดับหนึ่งในตอนนี้อย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น การวิวัฒนาการของเรือวิญญาณยังส่งผลถึงการยกระดับพลังสายเลือดและความสามารถในการรับมือกับสิ่งชั่วร้ายด้วย
ทว่าการวิวัฒนาการของเรือวิญญาณยังมีอีกหลายอย่างที่ไม่ชัดเจน อย่างเช่น ม้วนคัมภีร์เลื่อนระดับวงเวทขั้นสอง แกนพลังงานวิญญาณขั้นสอง ฯลฯ ล้วนต้องสืบหาข้อมูลทั้งนั้น แถมเรื่องที่เกี่ยวกับเรือวิญญาณ เจิ้งหยางก็ไม่สามารถไปเที่ยวถามคนอื่นโต้ง ๆ ได้ ทำได้แค่พยายามสืบหาข้อมูลทางอ้อม และรวบรวมด้วยตัวเองเท่านั้น
เมื่อคิดสรตะดูแล้ว เจิ้งหยางก็ตัดสินใจจะปักหลักอยู่ที่ท่าเรืออิงลิชชั่วคราว เพื่อขุดคุ้ยหาข้อมูลจากที่นี่ให้พรุนเสียก่อน
ประมาณสิบกว่านาทีต่อมา เสียงใสแจ๋วราวกับนกไนติงเกลก็ดังขึ้นมาจากชั้นล่าง อีวาที่ดูราวกับภูติพรายน้อยวิ่งเตาะแตะขึ้นบันไดมาอย่างร่าเริง
.........