- หน้าแรก
- ปริศนาเรือต้องสาป
- บทที่ 27 ปลาของผมอร่อยกว่า
บทที่ 27 ปลาของผมอร่อยกว่า
บทที่ 27 ปลาของผมอร่อยกว่า
“เอ๋~”
อีวาเบิกตากว้างมองเจิ้งหยาง เห็นได้ชัดว่าเธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้เจอเขาที่นี่
เจิ้งหยางมองเด็กสาวที่หน้าตาจิ้มลิ้มราวกับตุ๊กตาตรงหน้า รอยยิ้มอ่อนโยนผุดขึ้นบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว เขาเอ่ยทักทาย “สวัสดีตอนบ่าย อีวา!”
“สวัสดีตอนบ่าย ฉันจำนายได้ นายคือเจิ้งหยาง!” ใบหน้าเล็ก ๆ ของอีวาเผยรอยยิ้มหวานหยดย้อย
“ขอบใจสำหรับปลาที่เอามาฝากเมื่อวานนะ อร่อยมากเลย!”
เจิ้งหยางแอบคิดในใจว่ามันไม่สมเหตุสมผลเลย ที่นี่คือเมืองท่า ปกติเอลิม่าจะปล่อยให้เธออดกินปลาได้ยังไง?
จริงสิ วิย่าเองก็บอกว่าปลาอร่อยเหมือนกัน ในนี้มันมีความลับอะไรที่เขาไม่รู้ซ่อนอยู่หรือเปล่านะ?
ปลาพวกนี้เขาเป็นคนตกมาเอง ช่วงนี้เจิ้งหยางก็กินเข้าไปไม่ใช่น้อย ๆ ไม่เห็นจะรู้สึกว่ามันพิเศษตรงไหนเลย
แต่ในเมื่ออีวาชอบ เจิ้งหยางย่อมไม่ยอมทุบหม้อข้าวตัวเองในเวลานี้แน่ เขาคุยโวโอ้อวด “ผมตกมันขึ้นมาเองจากทะเลเลย บนเรือยังมีอีกเยอะแยะ เธอชอบแบบตากแห้งหรือแบบสด ๆ ล่ะ?”
อีวาเอียงคอครุ่นคิด เหมือนกำลังซึมซับรสชาติ ก่อนจะแลบลิ้นสีชมพูระเรื่อออกมาแล้วยิ้ม “ชอบทั้งสองแบบเลย แต่แบบสด ๆ จะอร่อยกว่านะ!”
เจิ้งหยางต้องยอมรับเลยว่ารอยยิ้มของอีวามีอิทธิพลอย่างรุนแรง ใครได้เห็นเธอยิ้มก็อดไม่ได้ที่จะต้องยิ้มตาม
“นายไปตกปลาบ่อยไหม?” อีวาขยับมานั่งฝั่งตรงข้ามเจิ้งหยางแล้วเริ่มบทสนทนา
“ใช่ เมื่อเช้านี้ผมก็เพิ่งออกทะเลไปตกปลาทูน่ายักษ์มาสองตัว น้ำหนักเกินร้อยชั่งทั้งสองตัวเลยนะ!”
เจิ้งหยางกระตือรือร้นขึ้นมาทันที เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดรูปที่ถ่ายไว้เมื่อเช้าให้อีวาดู ท่ามกลางเสียงร้องอุทานด้วยความตื่นเต้นของอีวา เจิ้งหยางก็เล่าฉากการต่อสู้กับปลาอย่างออกรสออกชาติ ราวกับว่ามันดุเดือดตื่นเต้นยิ่งกว่าภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เสียอีก
เผลอแป๊บเดียว ทั้งสองคนก็ขยับมานั่งข้าง ๆ กันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตอนที่เอลิม่าเดินออกมาจากห้องครัว ก็เห็นพวกเขาพิงไหล่กันดูรูปในโทรศัพท์และพูดคุยเรื่องปลาทูน่าทั้งสองตัวนั้นอย่างออกรส ทั้งสองคนดำดิ่งอยู่ในจินตนาการแห่งท้องทะเล เจิ้งหยางกำลังอธิบายเกร็ดความรู้ที่ว่าปลาทูน่าหายใจเองไม่ได้ และภาพความยิ่งใหญ่ตระการตาตอนที่ฝูงปลาทูน่าออกล่าฝูงปลาซาร์ดีน
เอลิม่าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยืนมองดูอย่างเงียบ ๆ ไม่ได้เข้าไปทำลายบรรยากาศอันอบอุ่นตรงหน้า เธอสัมผัสได้ว่าเจิ้งหยางแค่เอ็นดูอีวาจากใจจริง เป็นความรู้สึกแบบที่ผู้ใหญ่มีต่อเด็กเล็ก ไม่ได้มีความคิดสกปรกอะไรเคลือบแฝง
ประสาทสัมผัสของเจิ้งหยางไว้ว่องไวกว่าอีวา เขาจึงรู้ตัวก่อนว่าเอลิม่ายืนอยู่ข้าง ๆ และเพิ่งจะตระหนักได้ว่าตัวเองเผลอขยับมานั่งข้างอีวาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ จึงรีบลุกขึ้นและกลับไปนั่งที่เดิมของตัวเอง
อีวากลับไม่ได้มีปฏิกิริยาผิดปกติอะไร พอเห็นเอลิม่า เธอก็ออดอ้อน “เจิ้งหยาง นายพาฉันกับแม่ไปตกปลาในทะเลเมื่อไหร่ดีล่ะ?”
เอลิม่าคิ้วกระตุก เอ่ยขึ้น “อีวา ลูกเสียมารยาทเกินไปแล้วนะ!”
เจิ้งหยางรีบตอบกลับ “ไม่เป็นไรครับ ผมชอบความไร้เดียงสาของอีวา! ถ้าวันอาทิตย์นี้อากาศดี และพวกคุณมีเวลา ผมจะพาพวกคุณออกไปเที่ยวในทะเลก็ได้นะครับ”
อีวารีบหันไปมองเอลิม่าด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง กลัวว่าแม่จะไม่ตกลง
ในตอนนั้นเอง วิย่าก็เดินขึ้นมาบอกเอลิม่าว่าเธอเลิกงานแล้ว พร้อมกับปฏิเสธคำชวนอยู่ทานมื้อค่ำที่คลินิกอย่างมีมารยาท ก่อนจะบอกลาทุกคนแล้วเดินจากไป
“แม่คะ?” อีวามองตามวิย่าจนลับสายตา แล้วก็หันกลับมามองเอลิม่าเพื่อรอคำตอบ
เอลิม่าสายตาอ่อนโยนลง รับปาก “ก็ได้จ้ะ มะรืนนี้ ถ้าสภาพอากาศเป็นใจ พวกเราจะไปเล่นบนเรือของเจิ้งหยางกัน”
เธอไม่ได้พูดว่าจะออกทะเล กะว่าถึงตอนนั้นค่อยรอดูสถานการณ์อีกที
ผ่านไปอีกประมาณสิบกว่านาที เอลิม่าก็เรียกให้อีวาไปช่วยยกอาหาร และอาหารมื้อค่ำก็เริ่มต้นขึ้น
จนป่านนี้ เจิ้งหยางก็ยังไม่เห็นวี่แววของเจ้าของบ้านฝ่ายชายเลย
ท่าทางเป็นธรรมชาติของสองแม่ลูกตรงหน้า ทำให้เจิ้งหยางตระหนักได้ว่า การทานข้าวกันแค่สองคนแม่ลูกคงจะเป็นเรื่องปกติของพวกเธอ
ปลาแซลมอนถูกเอลิม่านำไปหั่นเป็นชิ้น ๆ แล้วทอดจนหอมฉุย เจิ้งหยางกินเข้าไปหลายชิ้น ก็ยังไม่รู้สึกถึงความแตกต่างอยู่ดี
ในขณะที่อีวายังคงเจื้อยแจ้วเล่าเรื่องเจิ้งหยางตกปลาทูน่าสองตัวได้เมื่อเช้า พร้อมกับเอ่ยชมเนื้อปลาในปากไม่ขาดปากว่าอร่อยเหลือเกิน
พอเห็นเอลิม่ามีท่าทางพึงพอใจ เจิ้งหยางก็เริ่มสงสัยว่าต่อมรับรสของตัวเองมันพังไปแล้วหรือเปล่า
กินไปได้ครึ่งทาง เจิ้งหยางก็อดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาถามด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย “เอลิม่า ปลาพวกนี้มันต่างจากปลาที่พวกคุณซื้อตามปกติตรงไหนเหรอครับ? ทำไมผมถึงกินแล้วไม่รู้สึกอะไรเลยล่ะ?”
สองแม่ลูกหยุดกินพร้อมกัน และมองเจิ้งหยางด้วยความสงสัยพอกัน
“เธอไม่คิดว่าปลาของเธอมันสดและอร่อยกว่าเหรอ?”
เอลิม่าถาม
อีวาเองก็พยักหน้าหงึก ๆ เป็นไก่จิกข้าวสาร
งั้นเหรอ?
เจิ้งหยางกินเข้าไปอีกชิ้น มันก็ยังคงเป็นรสชาติปลาทะเลธรรมดา ๆ แถมเขายังอดนึกถึงกลิ่นเหม็นเน่าอันตราตรึงใจของสัตว์ประหลาดปลาในความฝันบนเรือต้องสาปไม่ได้...
ใช่แล้ว!
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางหัวเจิ้งหยาง จู่ ๆ เขาก็นึกถึงต้นตอของปัญหาขึ้นมาได้
เขาได้รับผลกระทบจากความฝันนั้น ทำให้มีปมในใจเกี่ยวกับการกินปลา แต่เขาก็ยังฝืนบังคับตัวเองให้กินปลาอยู่ตลอดเวลา นั่นทำให้เส้นประสาทรับรสของเขาสะท้อนแต่รสชาติของการกินปลาในความทรงจำ หรือพูดให้ถูกก็คือ เส้นประสาทของเขาตีความรสชาติออกมาจากความทรงจำ ซึ่งมันคือกลไกการป้องกันตัวเองแบบปิดกั้นอย่างหนึ่ง
นี่มันโรคจิตชัด ๆ!
ถ้าอย่างนั้น ปลาที่เขาเอามามันอร่อยกว่าจริง ๆ สินะ?
ตามหลักแล้ว ปลาที่หากินได้ตามท่าเรือแห่งนี้ก็ล้วนมาจากทะเลแถบเดียวกัน รสชาติมันก็ไม่น่าจะต่างกันมาก ทำไมปลาที่เขาตกได้กับปลาในตลาดถึงได้ต่างกันขนาดนี้?
ความเป็นไปได้อย่างเดียวก็คือ ปลาที่เขาตกมาถูกขังไว้ในห้องเก็บปลาของเรือวิญญาณมาหลายวัน เรือวิญญาณสามารถเปลี่ยนแปลงเนื้อสัมผัสของปลา ทำให้พวกมันสดและอร่อยขึ้นได้
ยิ่งคิด เจิ้งหยางก็ยิ่งรู้สึกว่านี่แหละคือความจริง
น่าเสียดายที่เขาดันป่วยเป็นโรคทางจิต ก่อนที่จะรักษาหาย เขาก็คงหมดบุญจะได้ลิ้มรสความอร่อยนี้ไปอีกนาน!
“สงสัยผมคงจะชินแล้วมั้งครับ เลยไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง!” เจิ้งหยางหัวเราะแหย ๆ แก้เขิน
ทานข้าวเสร็จ เจิ้งหยางก็นั่งฟังอีวาเล่าเรื่องราวและประสบการณ์ที่โรงเรียนอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะบอกลาออกจากคลินิกไป
กลับมาถึงเรือ เจิ้งหยางก็ใช้โทรศัพท์มือถือค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสมาคมสัจจะลี้ลับบนอินเทอร์เน็ต แล้วก็ดันไปเจอฟอรัมส่วนตัวของสมาคมสัจจะลี้ลับเข้าจริง ๆ
เพียงแต่ข้อมูลที่สมาคมสัจจะลี้ลับเปิดเผยสู่สาธารณะนั้น เป็นเพียงสมาคมของผู้ที่ชื่นชอบเรื่องลี้ลับเท่านั้น เนื้อหาในฟอรัมก็เป็นพวกเรื่องการออกไปสำรวจสถานที่แปลก ๆ การทดลองพิธีกรรมลี้ลับ และข่าวลือแปลกประหลาดบางอย่าง มองปราดเดียวก็รู้เลยว่าเป็นการจับแพะชนแกะและการหาเรื่องเสี่ยงตายของพวกคนธรรมดา
สมาคมสัจจะลี้ลับนี่ใช่สมาคมเดียวกับที่เอลิม่าพูดถึงหรือเปล่านะ?
เจิ้งหยางลองคิดดู ก็รู้สึกว่าความเป็นไปได้มากที่สุดคือทั้งสองอย่างนี้เกี่ยวข้องกัน สิ่งที่เปิดเผยบนอินเทอร์เน็ตนี้ เป็นเพียงหน้าฉากของสมาคมสัจจะลี้ลับตัวจริง คนที่รู้ก็ย่อมรู้ ส่วนคนที่ไม่รู้ก็คงคิดว่ามันเป็นแค่แวดวงของพวกมือสมัครเล่นที่ชอบรนหาที่ตาย
ในฐานะนักเลงคีย์บอร์ดตัวยง เจิ้งหยางรีบสมัครแอคเคาน์ทันที ตั้งชื่อเล่นลวก ๆ ว่า “ริชชี่จอมเก๊ก” ส่วนรูปโปรไฟล์ก็หารูปลิงบาบูนสวมแว่นกันแดดมาตั้ง
ตราบใดที่ทิ้งร่องรอยไว้บนอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ อย่าว่าแต่สมัครแอคเคาน์เลย ต่อให้แค่เข้าไปดูเฉย ๆ หากทางการจะสืบก็จับได้ตัวเป็น ๆ อยู่ดี เจิ้งหยางจึงไม่ได้คาดหวังว่าแอคเคาน์ของตัวเองจะเป็นความลับอะไรนักหนา เขาหยิบเอาชื่อของริชชี่มาใช้หน้าตาเฉย
ตราบใดที่เขาไม่ได้ทำอะไรล้ำเส้น เขาก็เชื่อว่าคงไม่มีใครตามมาหาเรื่องถึงที่หรอก
แต่สิ่งที่เจิ้งหยางคาดไม่ถึงก็คือ ทันทีที่สมัครแอคเคาน์สำเร็จ ฟอรัมก็เด้งคำถามวัดใจขึ้นมาสามข้อ:
“คุณรู้จักโลกเบื้องหลังไหม?”
“คุณเคยสัมผัสกับปรากฏการณ์ในโลกเบื้องหลังไหม?”
“คุณอยากรู้จักโลกเบื้องหลังที่แท้จริงไหม?”
..........