- หน้าแรก
- ปริศนาเรือต้องสาป
- บทที่ 24 ตกปลาทะเล
บทที่ 24 ตกปลาทะเล
บทที่ 24 ตกปลาทะเล
“พวกนายได้ยินเสียงยุงบิน หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้เลยงั้นเหรอ?” ลอฟนีย์สอบสวนพวกยามด้วยใบหน้ามืดครึ้ม ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้เธอหงุดหงิดถึงขีดสุด
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นฝีมือของผู้เหนือปุถุชนจากโลกเบื้องหลังแน่ๆ
ไอ้หมาอสูรบ้าบอนั่นก็ยังหาไม่เจอ ตอนนี้เดซีไมดันมาถูกชิงตัวไปอีก พวกมันต้องการอะไรกันแน่?
“กำลังของพวกเราตอนนี้คงรับมือไม่ไหวแล้วล่ะครับ ผมเสนอให้ขอความช่วยเหลือจากสำนักงานใหญ่!” แวร์เนอร์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ลอฟนีย์เดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวาย “ในเมื่อยังหาเบาะแสไม่ได้ และยังไม่รู้แน่ชัดว่าภัยคุกคามคืออะไร ขืนส่งเรื่องไปขอความช่วยเหลือจากสำนักงานใหญ่ พวกเขาก็คงไม่สนใจหรอก แต่ยังไงคราวนี้ก็ต้องเขียนรายงานเหตุการณ์อย่างละเอียดส่งไป หวังว่าพวกเขาจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้บ้างนะ”
“อีกเรื่อง แวร์เนอร์ นายไปติดต่อสมาคมสัจจะลี้ลับ ขอแลกเปลี่ยนข้อมูลกับพวกนั้น ฉันอยากรู้ตัวตนของยุงตัวนั้น! แล้วมอสลีย์เป็นยังไงบ้าง?”
ริชชี่รีบตอบทันที “ยีนของเขาคงที่มากครับ ไม่มีทีท่าว่าจะกลายพันธุ์เลย”
“แล้วไซยูลาลี่ล่ะ? ไปบอกเธอว่าวันหยุดจบลงแล้ว ให้รีบกลับมาเดี๋ยวนี้! แล้วก็ซาเลวาด้วย...”
...
ฟ้ายังไม่ทันสาง เจิ้งหยางก็ขับเรือใบออกจากท่า มุ่งหน้าไปยังแหล่งตกปลาชื่อดังที่อยู่ห่างออกไปยี่สิบไมล์ทะเล
มีคนเคยตั้งกระทู้อ้างว่าเคยตกปลาทูน่าครีบน้ำเงินยักษ์ได้ที่นั่น เจิ้งหยางเลยอยากจะไปลองเสี่ยงดวงดูบ้าง
ลมตะวันออกเฉียงใต้ความเร็วระดับสาม เรือแล่นไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ทิศทางลมถือว่ากำลังดีเลยทีเดียว เมื่อดวงอาทิตย์ยามเช้าโผล่พ้นขอบฟ้า เรือก็แล่นมาได้ครึ่งทางแล้ว
เจิ้งหยางยังคงนั่งดูวิดีโอตกปลาทูน่าและคลิปสอนเทคนิคต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต เขาไม่มีทั้งอุปกรณ์โซนาร์สำรวจใต้น้ำหรือเครื่องกว้าน ไม่มีห้องแช่แข็งหรือห้องเก็บปลาที่ใหญ่พอจะยัดปลาตัวเบ้อเริ่มเข้าไปได้ และไม่ได้เตรียมเหยื่อตกปลามาเยอะแยะ สิ่งที่เขามีก็แค่คันเบ็ดตกปลาทะเลมือสองกับสวิงตักปลาขนาดสิบกว่าเมตรเท่านั้น
ถ้าเกิดมีปลายักษ์มากินเบ็ดจริงๆ เจิ้งหยางก็ทำได้แค่ใช้แรงฮึดกับทักษะลากปลากลับมาตรงๆ เท่านั้นแหละ
สองวันก่อนฝนตกติดต่อกัน วันเมื่อวานกับวันนี้อากาศปลอดโปร่ง ลมสงบ จึงมีคนแห่มาตกปลาที่แหล่งตกปลาแห่งนี้เยอะแยะมากมายเหมือนกับเจิ้งหยาง
ก็แหงล่ะ พื้นที่ตรงนี้มันขึ้นชื่อจะตาย
เพียงแต่พวกเขาต่างก็กระจายตัวกันไปทั่วท้องทะเลอันกว้างใหญ่ เลยไม่ได้เห็นกันบ่อยนักหรอก
ตอนที่เจิ้งหยางใกล้จะถึงจุดหมาย เขาก็บังเอิญเจอเรือตกปลาขนาดกลางลำหนึ่งที่กำลังแล่นหาฝูงปลาอยู่ บนเรือมีนักตกปลาอยู่แค่หกคน พวกเขาโบกมือทักทายเจิ้งหยางมาแต่ไกล แม้จะแปลกใจที่เจิ้งหยางขับเรือใบแบบนี้มาตกปลา ช่างดูมีคลาสจริงๆ แต่เพื่อไม่ให้พลาดฝูงปลา พวกเขาก็รีบเร่งเครื่องจากไปอย่างรวดเร็ว
เจิ้งหยางไม่ไปไหนต่อ เขาเก็บใบเรือแล้วหย่อนเบ็ดลงน้ำตรงนั้นเลย
เขาหยิบปลาแฮร์ริงตัวยาวประมาณสามสิบเซนติเมตรออกมาจากห้องเก็บปลาเพื่อใช้เป็นเหยื่อสด ในใจก็คิดว่าเหยื่อตัวเบ้อเริ่มขนาดนี้ คงมีแต่ปลายักษ์เท่านั้นแหละที่จะมางับ
ยืนโง่ๆ อยู่ตรงหัวเรือเป็นชั่วโมงก็ยังไม่มีวี่แววอะไร เจิ้งหยางเริ่มจะหมดความอดทน อยากจะดึงสายเบ็ดขึ้นมาดูว่าเหยื่อยังอยู่หรือเปล่า
แหล่งตกปลาชื่อดังอะไรกัน ดีแต่ชื่อล่ะสิไม่ว่า?
นั่งแกร่วต่อไปอีกครึ่งชั่วโมง เจิ้งหยางก็หยิบปลาทะเลนิรนามขึ้นมาจากห้องเก็บปลา นิ้วมือขวาทั้งสี่ข้างกลายสภาพเป็นใบมีดกระดูกรูปเคียว เขาตวัดนิ้วฉับๆ ไม่กี่ที ปลาทะเลตัวนั้นก็ถูกหั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยร่วงหล่นลงไปในทะเลอย่างง่ายดาย
“หวังว่าจะไม่เรียกฉลามมานะ!”
เจิ้งหยางคิดพลางหยิบปลาขึ้นมาอีกตัว แล้วจัดการหั่นเป็นชิ้นโยนลงทะเลเหมือนเดิม
ยังไงซะ การจะตกปลาทะเลน้ำหนักตัวละสิบกว่ากิโลกรัมพวกนี้มันก็ง่ายดายอยู่แล้ว ยิ่งมีระบบสัมผัสรับรู้ของเรือวิญญาณคอยช่วยด้วย เจิ้งหยางยังคิดเผื่อไว้เลยว่าตอนขากลับ จะใช้สวิงลากปลาพวกนี้กลับไปขายด้วย อย่างน้อยๆ ก็คงได้ค่าขนมสักหลายร้อยโกลด์ชิลด์
แถมไม่ต้องเสียค่าน้ำมันด้วย ต่อให้หาเงินได้แค่วันละสามสี่ร้อย เดือนนึงก็มีเงินเก็บหลายพันแล้วนะ
พอคิดได้แบบนี้ เจิ้งหยางก็รู้สึกว่าต่อให้ตกปลายักษ์ไม่ได้ เขาก็ยังหาเงินได้อยู่ดี
เอนเดอร์สไอ้เวรนั่นพูดไว้ไม่มีผิดเลยจริงๆ แม่นราวกับตาเห็น!
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฝีมือการอ่อยเหยื่อของเจิ้งหยางเมื่อกี้ได้ผลหรือเปล่า ไม่กี่นาทีต่อมา คันเบ็ดก็โค้งงอวูบ รอกหมุนเสียงดังแกรกๆ สายเบ็ดพุ่งปรู๊ดออกไปอย่างรวดเร็ว
มาแล้ว!
เจิ้งหยางดีใจเนื้อเต้น จากแรงดึงที่สัมผัสได้ น้ำหนักของปลาตัวนี้ต้องเกินร้อยชั่ง แน่นอน
แม้จะเคยจำลองสถานการณ์สู้กับปลาในหัวมานับครั้งไม่ถ้วน แต่พอปลากินเบ็ดจริงๆ เจิ้งหยางก็ยังแอบลุกลี้ลุกลนอยู่บ้าง ถ้าไม่ใช่เพราะสายเบ็ดเหนียวพอ คงขาดผึงไปตั้งแต่ยกแรกแล้ว แต่หลังจากงัดข้อกันอยู่พักหนึ่ง ประกอบกับเทคนิคที่ได้ศึกษามาจากอินเทอร์เน็ตในช่วงสองวันนี้ เจิ้งหยางก็เริ่มจับทางได้ รู้จังหวะผ่อนหนักผ่อนเบา
ด้วยพละกำลังที่เหนือกว่าคนทั่วไปถึงสองเท่า เจิ้งหยางก็ยังต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการสู้กับมัน จนเรือใบถูกลากออกไปไกลลิบ ในที่สุดเจิ้งหยางก็สามารถลากปลาตัวโตที่หมดแรงข้าวต้มเข้ามาใกล้ผิวน้ำได้สำเร็จ
เจิ้งหยางอาศัยระบบสัมผัสรับรู้ของเรือวิญญาณมองปราดเดียวก็รู้เลยว่าเขาตกได้ปลาทูน่าจริงๆ แต่ไม่ใช่ปลาทูน่าครีบน้ำเงินราคาแพงหูฉี่หรอกนะ มันคือปลาทูน่าครีบเหลืองต่างหาก
กะจากขนาดตัวแล้ว น่าจะหนักราวๆ ร้อยห้าสิบชั่งได้
มูลค่าของปลาทูน่าครีบเหลืองในโลกนี้เทียบไม่ได้กับโลกก่อนของเจิ้งหยาง ปลาตัวนี้น่าจะขายได้ไม่เกินสองหมื่นโกลด์ชิลด์
เจิ้งหยางไม่บ้าจี้ลากปลาขึ้นมาบนเรือใบหรอก เขาคลี่สวิงตักปลาออกแล้วหย่อนลงไปช้อนตัวปลาทูน่าเอาไว้ จากนั้นก็ดึงเชือกรวบปากสวิงให้กลายเป็นถุงตาข่าย เสร็จแล้วก็เอาเชือกไปผูกไว้กับสมอเรือที่ข้างหัวเรือ แล้วปล่อยให้มันลากไปแบบนั้นแหละ
เขาว่ากันว่าถ้ามีปลาทูน่าโผล่มาหนึ่งตัว ก็มักจะมีตัวที่สองตามมา เจิ้งหยางเห็นว่าเวลายังเช้าอยู่ เลยหย่อนเบ็ดลงไปอีกรอบ
ในตอนนั้นเอง ห่างออกไปไม่กี่สิบเมตร ผิวน้ำทะเลก็เกิดเสียงดังแตกตื่น เจิ้งหยางเพ่งมอง ก็เห็นฝูงปลาตัวเล็กตัวน้อยกำลังกระโดดหนีตายกันจ้าละหวั่น เขาถึงกับใจเต้นตึกตัก
ปรากฏการณ์แบบนี้ หมายความว่าน่าจะมีฝูงปลาทูน่ากำลังไล่ล่าเหยื่ออยู่ข้างใต้นั่นแน่ๆ
ไกลออกไปมีเรือตกปลาสามลำกำลังขับไล่ตามฝูงปลามา เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มแว่วมาแต่ไกล
เจิ้งหยางนึกคิด พลังวิญญาณก็ถูกดึงไปใช้ กว้านสมอเรือหมุนติ้วอย่างรวดเร็ว ดึงใบเรือสามเหลี่ยมขึ้นเสา พังงาเรือก็หมุนเองหลายตลบ บังคับหัวเรือให้หันไปดักหน้าฝูงปลา
เคลื่อนที่ไปได้แค่สิบกว่าเมตร เจิ้งหยางก็รับรู้ได้ถึงฝูงปลาจำนวนมหาศาลที่รวมตัวกันแน่นขนัดราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก ว่ายผ่านใต้ผิวน้ำไปอย่างรวดเร็ว วินาทีต่อมา พวกมันก็แตกฮือกันไปคนละทิศคนละทาง แล้วก็กลับมารวมตัวกันใหม่อย่างรวดเร็ว
ปลาทูน่าครีบเหลืองที่ถูกจับขังอยู่ในสวิงตาข่ายข้างหัวเรือ พอเห็นอาหารอันโอชะว่ายผ่านไปต่อหน้าต่อตา ก็ฮึดสู้ดิ้นรนขึ้นมาอีกเฮือก
สายเบ็ดของเจิ้งหยางยังแช่อยู่ในน้ำ ระยะแค่นี้ไม่มีทางพลาดเป้า ไม่นานคันเบ็ดก็โค้งงอวูบอีกครั้ง สายเบ็ดวิ่งปรู๊ดออกไปอย่างรวดเร็ว
“แรงดึงน้อยกว่าตัวเมื่อกี้หน่อยนึง น่าจะหนักราวๆ ร้อยยี่สิบชั่ง!” เจิ้งหยางประเมินด้วยความดีใจ ปากก็สั่งการให้ลดใบเรือลงพลาง มือก็เย่อกับปลาตัวยักษ์ไปพลาง
คราวนี้เจิ้งหยางมีประสบการณ์แล้ว เลยรับมือได้สบายกว่าเดิม ไม่ถึงชั่วโมงเขาก็ปราบปลายักษ์จนสิ้นฤทธิ์ แล้วค่อย ๆ ลากมันกลับมาได้สำเร็จ
ในขณะเดียวกัน ฝูงปลาก็ว่ายหนีไปไกลแล้ว ไม่รู้ว่าเรือตกปลาสามลำนั้นได้ปลาไปบ้างหรือเปล่า แต่ตอนนี้มองไม่เห็นเงาของพวกมันแล้ว
เจิ้งหยางเดาว่าพวกเขาน่าจะยังไม่ได้ลงมือตก เพราะตอนนั้นเรือทั้งสามลำกำลังขับอ้อมไปดักหน้าฝูงปลาเพื่อเตรียมหย่อนเบ็ดอยู่เลย
เมื่อปลายักษ์ถูกลากเข้ามาในระยะรับรู้ เจิ้งหยางก็แอบผิดหวังเล็กน้อย เพราะมันก็ยังเป็นปลาทูน่าครีบเหลืองอยู่ดี
แต่พอลองคิดดูอีกที ออกทะเลตกปลาครั้งเดียวได้ปลาทูน่าครีบเหลืองยักษ์น้ำหนักเกินร้อยชั่งมาถึงสองตัว เขาก็น่าจะพอใจได้แล้ว งานนี้โชคช่วยล้วนๆ ไม่ใช่ว่าใครมายืนบื้ออยู่ตรงนี้แล้วจะได้เจอฝูงปลาเสมอไปหรอกนะ บางคนตั้งใจมาล่าปลายักษ์โดยเฉพาะ แล่นเรือวนหาอยู่หลายวันก็ยังไม่ได้อะไรกลับไปเลย มีให้เห็นออกจะบ่อย
ดังนั้น เจิ้งหยางจึงสั่งให้เรือใบมุ่งหน้ากลับท่าเรือ ส่วนตัวเองก็นั่งอยู่บนดาดฟ้าหัวเรือ มือจับคันเบ็ดลากปลาทูน่าตัวที่สองกลับเข้าฝั่งหน้าตาเฉย
“วันหลังต้องซื้อสวิงตักปลามาสำรองไว้เยอะๆ หน่อยแล้ว!” เจิ้งหยางคิดพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปผลงานชิ้นโบแดงอัปโหลดลงโซเชียลมีเดียรัว ๆ ก่อนจะต่อสายโทรศัพท์ดาวเทียมหาเอนเดอร์ส
..........