- หน้าแรก
- ปริศนาเรือต้องสาป
- บทที่ 20 ตีให้ตายก็ไม่ยอมรับ
บทที่ 20 ตีให้ตายก็ไม่ยอมรับ
บทที่ 20 ตีให้ตายก็ไม่ยอมรับ
ริชชี่บอกเจิ้งหยางว่าเขาทำธุระเสร็จแล้ว และต้องการแวะไปหาเดี๋ยวนี้ เพื่อคุยเรื่องการแต่งตัวให้ดูเท่บาดใจ
ตอนกรอกประวัติที่คลินิก เจิ้งหยางทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ด้วย จึงไม่แปลกใจที่ริชชี่จะหาเบอร์เขาเจอ
ช่วงนี้เจิ้งหยางมีเวลาเหลือเฟือ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนสำรวจเมืองท่าแห่งนี้ให้จบภายในวันเดียว ในเมื่อริชชี่อยากจะมาหา เขาก็ตอบตกลงและรีบเดินกลับไปที่ท่าเรือทันที
เขาบอกพิกัดให้ริชชี่ไปรอที่ท่าเทียบเรือใบ และยังกำชับเป็นพิเศษว่าไม่ต้องซื้อของฝากติดมือมา
แต่ในความเป็นจริง ริชชี่ ลอฟนีย์ และแวร์เนอร์มายืนรอที่ท่าเทียบเรือใบได้สิบกว่านาทีแล้ว แถมยังยืนอยู่ข้างเรือใบของเจิ้งหยางเสียด้วย เมื่อลอฟนีย์ตระหนักว่าเจิ้งหยางไม่ได้เดินตรงกลับมาที่ท่าเรือหลังจากออกจากคลินิกของเอลิม่า เธอจึงสั่งให้ริชชี่กดโทรศัพท์ตาม
เมื่อวางสาย ริชชี่ก็หันไปถามด้วยสีหน้ามึนงง “เขาพูดแบบนี้ แปลว่าเขากำลังบอกใบ้ให้ฉันซื้อของขวัญไปฝากใช่ไหม?”
ลอฟนีย์เมินคำถามของไอ้ซื่อบื้อนี่ ส่วนแวร์เนอร์ก็แค่ตบไหล่ริชชี่เบาๆ โดยไม่พูดอะไรเช่นกัน
คุณคิดว่าของขวัญมันไม่ต้องใช้เงินซื้อหรือไง!
ในเมื่อนายอ้างว่าจะมาเยี่ยมเขา นายก็ต้องเป็นคนจัดการเรื่องของขวัญเองสิ
ทั้งสามคนยืนรอต่อไปอีกยี่สิบกว่านาที จนความอดทนของลอฟนีย์ใกล้จะหมดลง ในที่สุดเจิ้งหยางก็เดินกลับมาถึงท่าเรือ
ทันทีที่เห็นทั้งสามคนยืนรออยู่บนฝั่ง เจิ้งหยางก็รู้ทันทีว่าการมาเยือนของริชชี่ในครั้งนี้ คงไม่ได้แค่มาคุยเรื่องแฟชั่นกับเขาแน่ๆ
ก็เห็นอยู่ทนโท่ว่าหมอนี่เป็นแค่ลูกน้อง มีลูกน้องที่ไหนพาลูกพี่มาหาเด็กกะโปโลเพื่อคุยเรื่องการแต่งตัวกันบ้าง?
และก็เป็นไปตามคาด ริชชี่ส่งสายตาขอโทษมาให้เจิ้งหยาง พร้อมกับชูสมุดพกปกดำเพื่อยืนยันตัวตน ก่อนจะถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อมอบเวทีให้กับลอฟนีย์
“คุณเจิ้งหยาง ฉันลอฟนีย์ค่ะ”
“อย่างที่คุณเห็น เหตุการณ์ประหลาดๆ อย่างเรื่องเดซีไมแปลงร่างเมื่อคืน พวกเราเรียกมันว่าเหตุการณ์ทางฝั่งโลกเบื้องหลัง ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของพวกเรา เกี่ยวกับเรื่องหมาตัวนั้นเมื่อคืน ฉันอยากจะขอให้คุณเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังอีกรอบได้ไหมคะ”
ลอฟนีย์ก้าวเข้าไปใกล้เจิ้งหยางพลางเอ่ยถาม
“และอีกอย่าง ฉันอยากจะขอเข้าไปดูในเรือของคุณ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีศพหมาซ่อนอยู่บนเรือ”
เจิ้งหยางรับฟังคำพูดของลอฟนีย์อย่างตั้งใจ ไม่เพียงแต่จะไม่แสดงอาการไม่พอใจ เขายังส่งยิ้มซื่อๆ และเชื้อเชิญให้พวกเขาขึ้นเรืออย่างกระตือรือร้น แถมยังชิงอธิบายเรื่องที่เขาเพิ่งไปดำเนินการขอป้ายทะเบียนเรือมาหมาดๆ ในวันนี้อีกด้วย
นี่มันเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานทางการของโลกเบื้องหลังเชียวนะ! ถึงพวกเขาจะไม่ได้เป็นผู้เหนือปุถุชน แต่ก็ต้องมีข้อมูลหรือความรู้เกี่ยวกับเรื่องลี้ลับในโลกนั้นอยู่บ้างแน่ๆ
เพื่อนแบบนี้ เจิ้งหยางต้องผูกมิตรไว้แน่นอน
เขาเล่าเหตุการณ์ซ้ำตามบันทึกปากคำที่ให้ไว้เมื่อคืน แล้วอาสาเปิดช่องลับใต้ดาดฟ้าเรือทีละช่องให้พวกเขาตรวจดู เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจว่าหมาอสูรตัวนั้น “บาดเจ็บแล้วหนีไป” จริงๆ
“ถ้าอย่างนั้น ฉันมีคำถามอีกข้อ!” ลอฟนีย์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเจิ้งหยาง “ตามข้อมูลที่พวกเรามี หมาบ้าตัวนั้นแท้จริงแล้วคือหมาอสูร เขาใช้วิธีอัญเชิญวิญญาณอสูรจากต่างมิติมาสิงสู่ในร่างหมาบ้าน”
“หมาอสูรแบบนี้ ต่อให้มันเพิ่งจะเกิดใหม่ ก็ไม่ใช่สิ่งที่เด็กหนุ่มธรรมดา ๆ จะฟันให้บาดเจ็บได้ง่ายๆ หรอกนะ แถมคุณยังไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลยด้วยซ้ำ”
“คุณจะอธิบายเรื่องนี้ยังไงคะ?”
เจิ้งหยางเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจัง “มีดผมคมครับ!”
"อย่ามาตลกหน่อยเลย มีดเล่มนี้ไม่ได้มีความคมเลยสักนิด!" ลอฟนีย์กลอกตาบน พลางดึงเปิดช่องลับช่องหนึ่งแล้วหยิบมีดหัวตัดที่อยู่ด้านในออกมา
ตอนที่เจิ้งหยางเปิดช่องลับต่างๆ ให้ตรวจดูเมื่อครู่ เธอก็สังเกตเห็นมันเข้าพอดีและพบว่ามันเป็นแค่มีดหัวตัดธรรมดาๆ เป็นมีดเล่มหนาและทื่อที่ชาวบ้านทั่วไปใช้สับฟืนเท่านั้นเอง
มันเทียบไม่ได้เลยกับมีดเดินป่าอันคมกริบของพวกนักเดินป่ามืออาชีพ
“ผมแรงเยอะครับ เคยเรียนการต่อสู้มาบ้าง!” เจิ้งหยางเปลี่ยนข้ออ้างใหม่
ลอฟนีย์พยักหน้ายอมรับคำอธิบายนี้ ก่อนจะโพล่งถามขึ้นมาดื้อๆ “ถ้าอย่างนั้น คุณเป็นผู้เหนือปุถุชนใช่ไหม?”
เอ๊ะ? ควรจะตอบว่าใช่ดีไหมนะ?
ถ้าบอกว่าไม่ใช่ พวกเขาจะยังยอมเป็นเพื่อนด้วยไหม?
แต่ถ้าบอกว่าใช่ จะพิสูจน์พลังพิเศษของตัวเองยังไงโดยไม่ต้องเปิดเผยเรื่องเรือวิญญาณ? ลำพังแค่สมรรถภาพร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปนิดหน่อย คงนับว่าเป็นผู้เหนือปุถุชนไม่ได้หรอก
เจิ้งหยางเงียบไปนานพอสมควร ก่อนจะตัดสินใจปฏิเสธ “ไม่ใช่ครับ!”
“เพื่อนเอ๋ย ความจริงการเป็นผู้เหนือปุถุชนมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยนะ แค่ไปขึ้นทะเบียนรายงานตัวกับพวกเรา แล้วอย่าทำผิดกฎหมายก็พอแล้ว!”
ริชชี่ช่วยพูดเกลี้ยกล่อม
“อันที่จริงผมก็พอจะรู้เรื่องโลกเบื้องหลังมาบ้างเหมือนกัน ถ้าพวกคุณยินดีพาผมเข้าไปในวงการนั้น ผมจะยินดีเป็นอย่างยิ่งเลยล่ะครับ!” เจิ้งหยางเกิดไอเดียปิ๊งขึ้นมา จึงเอ่ยตอบไปแบบนั้น
ลอฟนีย์ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเล่าเรื่องที่เดซีไมคลุ้มคลั่งและกัดเพื่อนร่วมงานของเธอ รวมถึงความเป็นไปได้ที่ไวรัสพิษสุนัขบ้ากลายพันธุ์อาจจะแพร่ระบาดให้เจิ้งหยางฟัง ไหนๆ เจิ้งหยางก็เห็นเดซีไมกลายร่างกับตาตัวเองแล้ว ต่อให้เขาจะเป็นแค่คนธรรมดา แต่ในเมื่อเขารู้ว่าโลกเบื้องหลังมีอยู่จริง การจะบอกข้อมูลให้เขารับรู้เพิ่มอีกหน่อยก็คงไม่เป็นไร
แถมสัญชาตญาณยังบอกเธออีกว่า ต่อให้เจิ้งหยางจะไม่ใช่ผู้เหนือปุถุชน เขาก็ต้องมีความเกี่ยวข้องกับโลกเบื้องหลังอย่างแน่นอน
และในตอนนี้ เธอก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจิ้งหยางจะเป็นผู้เหนือปุถุชน
“ถ้าหมาอสูรตัวนั้นถูกคุณฆ่าตายและจัดการทำลายศพไปแล้ว พวกเราก็จะได้ไม่ต้องปวดหัวหาทางรับมือกับเรื่องวุ่นวายพวกนี้!”
ลอฟนีย์เอ่ยขึ้นด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ
“ต่อไปพวกเราจะไปตรวจค้นบ้านของเดซีไม ถ้าคุณเป็นผู้เหนือปุถุชน คุณก็มีสิทธิ์รับคำเชิญและร่วมเดินทางไปกับพวกเราได้นะ”
เจิ้งหยางรู้สึกลังเลใจ นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ก้าวเท้าเข้าสู่โลกเบื้องหลัง เขาอยากจะตามทั้งสามคนไปค้นบ้านของเดซีไมใจจะขาด
แต่เจิ้งหยางก็กลัวว่าผู้หญิงคนนี้กำลังหลอกถามเขา เรื่องเรือวิญญาณคือความลับสุดยอดของเขา สัญชาตญาณสั่งให้เขาห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้เด็ดขาด
“ขอโทษด้วยครับ ผมเคยได้ยินเรื่องโลกเบื้องหลังมาบ้าง และก็ใฝ่ฝันอยากจะเข้าไปสัมผัสโลกใบนั้นเหมือนกัน แต่ผมยังหาโอกาสไม่ได้เลยครับ!”
“งั้นก็เอาเถอะ ถ้าคราวหน้าเจอเหตุการณ์แบบนี้อีก โทรหาริชชี่ได้เลยนะ!”
...
ลอฟนีย์จากไปแล้ว ริชชี่เองก็ยังไม่มีโอกาสได้คุยเรื่องแฟชั่นกับเจิ้งหยางเลย ทั้งสามคนต้องรีบมุ่งหน้าไปยังบ้านของเดซีไม
เจิ้งหยางนั่งขบคิดอยู่บนเรือพักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะเก็บความลับเรื่องเรือวิญญาณไว้กับตัว
เพราะในบันทึกอนุทินลี้ลับ เขียนไว้ชัดเจนว่าม้วนคัมภีร์ที่ใช้สร้างเรือวิญญาณนั้นหายากมาก แถมอัตราความสำเร็จในการสร้างก็ยิ่งต่ำเตี้ยเรี่ยดิน จึงไม่มีทางที่จะมีเรือวิญญาณโผล่มาเป็นโหลๆ แน่นอน
และบันทึกเล่มนั้นก็เก่าแก่เอามากๆ ไม่รู้ว่าเขียนขึ้นในยุคสมัยไหน มาถึงตอนนี้ เรือวิญญาณก็คงจะยิ่งกลายเป็นของหายากระดับแรร์ไอเทม เจิ้งหยางไม่อยากชักศึกเข้าบ้าน หรือดึงดูดความสนใจจากพวกที่มีแผนการร้ายมาสู่ตัวเอง
เมื่อตัดสินใจได้ เจิ้งหยางก็เลิกคิดมาก ในเมื่อเขารู้แล้วว่าพวกริชชี่และลอฟนีย์เป็นเจ้าหน้าที่จากโลกเบื้องหลัง ยังไงวันหน้าก็ต้องมีโอกาสได้สานสัมพันธ์กันอีกแน่
ระหว่างนั้นเอง ริชชี่ก็ส่งข้อความมาหาเจิ้งหยาง เป็นลิงก์เว็บไซต์ช้อปปิ้งที่สามารถหาซื้อเสื้อผ้าแบบที่เขาอยากได้
ด้วยประสบการณ์จากการใช้แอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิง บวกกับความรู้จากชีวิตในชาติก่อน เจิ้งหยางก็เริ่มคลำหาและเรียนรู้การใช้งานอินเทอร์เน็ตในโลกนี้ได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งซื้อขายสินค้า ช้อปปิ้งออนไลน์ ประมูล อ่านข่าวสาร ค้นหาข้อมูล และเล่นโซเชียล... ฟังก์ชันต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตทำเอาเจิ้งหยางเพลิดเพลินจนลืมวันลืมคืน และจมดิ่งอยู่ในโลกไซเบอร์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ตลอดสามวันนี้ มีฝนตกอยู่สองวัน นอกจากเวลาที่ต้องเดินไปชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์ที่ป้อมยามแล้ว เจิ้งหยางก็ขลุกอยู่แต่บนเรือเพื่อนั่งเล่นเน็ต โดยไม่มีใครมารบกวนเลยสักคน
เจิ้งหยางสมัครและเปิดใช้งานบัญชีโซเชียลมีเดียของตัวเอง เขาช้อปปิ้งออนไลน์สั่งซื้อเตาแก๊สพกพา กับแก๊สกระป๋องบิวเทน หนึ่งลังจำนวนยี่สิบสี่กระป๋อง คันเบ็ดตกปลาทะเลมือสองหนึ่งคัน และสวิงตักปลาขนาดใหญ่อีกหนึ่งอัน ผลาญเงินเก็บหลักร้อยโกลด์ชิลด์ ที่เหลือติดตัวไปจนเกลี้ยง
..........