- หน้าแรก
- ปริศนาเรือต้องสาป
- บทที่ 15 ฆ่าสุนัขกินเนื้อ
บทที่ 15 ฆ่าสุนัขกินเนื้อ
บทที่ 15 ฆ่าสุนัขกินเนื้อ
เจิ้งหยางเพิ่งจะจัดการมื้อเย็นที่ซื้อมาจากถนนเสร็จสรรพ จากนั้นก็เริ่มวางแผนตกแต่งเรือโต้ตอบไปมากับเรือวิญญาณ
หลังจากการทดสอบและวิเคราะห์ เจิ้งหยางก็ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า:
การที่ขนาดของเรือวิญญาณถึงขีดจำกัดที่วงเวทจะครอบคลุมได้ ไม่ได้หมายความว่าจะเพิ่มความกว้าง ความยาว หรือความสูงไม่ได้อย่างที่เขาเข้าใจในตอนแรก แต่หมายความว่าความสามารถในการแผ่ขยายของวงเวทมาถึงขีดสุดแล้วต่างหาก
นั่นรวมถึงการที่เขาไม่สามารถใช้วงเวทครอบคลุมเฟอร์นิเจอร์บนเรือได้มากขึ้น และไม่สามารถใช้ไม้และเหล็กเพื่อปรับแต่งให้เกิดชิ้นส่วนใหม่โดยอัตโนมัติได้อีกต่อไป
ทว่าเจิ้งหยางสามารถปรับแต่งรายละเอียดปลีกย่อยภายใต้โครงสร้างเดิมได้ โดยยังคงรักษาพื้นที่ครอบคลุมของวงเวทไว้เท่าเดิม เพื่อเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสับเปลี่ยนชิ้นส่วนต่างๆ
นอกจากนี้ เขายังสามารถนำเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกสำเร็จรูปมาวางบนเรือ แล้วอาศัยฟังก์ชั่นปรับแต่งอัตโนมัติของเรือวิญญาณในการติดตั้งและยึดเข้ากับตำแหน่งที่กำหนดไว้ภายในพื้นที่ที่วงเวทครอบคลุมอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องให้วงเวทแผ่ขยายไปครอบคลุมสิ่งของเหล่านั้น
พูดง่ายๆ ก็คือ เรือวิญญาณจะช่วยแค่ติดตั้งและจัดเก็บสิ่งของเหล่านั้นเข้าที่เข้าทาง แต่จะไม่มีพลังของวงเวทแฝงอยู่ในสิ่งของเหล่านั้น
ดังนั้น ภายใต้ขนาดและโครงสร้างเดิมของเรือ เจิ้งหยางสามารถยกม้านั่งสำเร็จรูปขึ้นมาบนเรือสักสองสามตัว แล้วให้เรือวิญญาณติดตั้งเข้ากับตำแหน่งที่ต้องการโดยอัตโนมัติได้ แต่เขาจะไม่สามารถโยนไม้ท่อนลงไปแล้วสั่งให้เรือวิญญาณเสกม้านั่งขึ้นมาตรงจุดนั้นเหมือนตอนที่เขาสร้างห้องโดยสารเรือได้อีกแล้ว...
หลังจากทำความเข้าใจถึงหลักการเหล่านี้แล้ว เจิ้งหยางก็เริ่มลังเลว่าจะซื้อของมาตกแต่งเรือก่อน หรือว่าจะไปจดทะเบียนเรือและสอบใบอนุญาตขับขี่ก่อนดี ตามที่เฮนรี่บอก ค่าจดทะเบียนเรือใบของเขาก็ปาเข้าไปเกือบสองหมื่นโกลด์ชิลด์แล้ว ถ้ารวมกับค่าดำเนินการสอบใบอนุญาตขับขี่แบบเหมาจ่าย เงินเก็บในมือเขาก็เรียกได้ว่าแทบจะไม่เหลือหลอเลยทีเดียว
หลังจากคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาปวดหัวที่จะตามมา เจิ้งหยางก็ตัดสินใจว่าจะจัดการเรื่องเอกสารให้เรียบร้อยก่อน โดยจะมอบหมายให้เฮนรี่เป็นคนจัดการเรื่องจดทะเบียนเรือใบและใบอนุญาตขับขี่ ส่วนเรื่องใบรับรองความเหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ เขาแค่จะขับเรือของตัวเอง ไม่ได้จะไปรับจ้างขับเรือให้ใครที่ไหน ก็ปล่อยผ่านไปแล้วกัน
ทันทีที่เจิ้งหยางวางสายโทรศัพท์จากเฮนรี่ จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์อันตรายบางอย่าง เขาชะงักไปครู่หนึ่ง เพียงแค่สองอึดใจก็รู้ตัวว่ามีสิ่งชั่วร้ายมาเยือน เขาจึงรีบดึงแผ่นกระดานดาดฟ้าเรือขึ้นมา แล้วหยิบมีดหัวตัดที่ซ่อนอยู่ออกมาทันที
...
ห่างจากเจิ้งหยางออกไปประมาณห้าสิบเมตร สุนัขตัวใหญ่กระโจนขึ้นไปตะกุยกำแพงสองสามที ก็สามารถกระโดดข้ามรั้วเหล็กแหลมสูงกว่าสองเมตรไปได้อย่างง่ายดาย ชายหนุ่มที่วิ่งไล่ตามมาติดๆ ได้แต่มองสุนัขตัวใหญ่พุ่งตรงไปยังเรือใบที่อยู่ด้านล่างอย่างหมดหวัง เขาจับซี่กรงเหล็กสูงตระหง่านไว้แน่นพลางหอบหายใจอย่างเอาเป็นเอาตาย
เจิ้งหยางกำมีดหัวตัดไว้แน่น ยืนจังก้าอยู่บนดาดฟ้าหัวเรือ เขารีดเค้นพลังวิญญาณเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ อาวุธของเขามีจำกัดมาก นอกจากมีดหัวตัดที่เคยอาบปัสสาวะเด็กผู้ชายกับเพลงดาบแค่สองกระบวนท่าแล้ว เขาก็ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งพาได้อีกเลย
ภายใต้การสนับสนุนของพลังวิญญาณ ประสาทสัมผัสของเจิ้งหยางเฉียบคมขึ้นมาก เขาเงยหน้าขึ้นมองสุนัขตัวใหญ่ที่กำลังพุ่งทะยานลงมาจากฝั่ง ย่อตัวลงต่ำเพื่อสะสมพลัง มือขวากำมีดไว้แน่นแนบกับลำตัวด้านซ้าย มือซ้ายทาบประคองข้อมือขวาไว้
กระบวนท่าเพลงดาบนี้เขาได้มาจากการฟาดฟันกับปีศาจลูกเรือในความฝันครั้งก่อน โดยการตั้งมีดไว้ทางซ้าย ใช้แรงบิดจากเอวและแขนทั้งสองข้างส่งแรงฟันเฉียงจากซ้ายล่างขึ้นขวาบน ซึ่งจะสร้างทั้งพลังทำลายล้างและความเร็วได้อย่างน่าทึ่ง
ฟุ่บ...
ดวงตาสีแดงก่ำของสุนัขตัวใหญ่ฉายแววคลุ้มคลั่งและป่าเถื่อน มันสูญเสียสัญชาตญาณระวังภัยและสติปัญญาที่เคยมีไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบที่สั่งให้มันฉีกกระชากทุกอย่างที่ขวางหน้า ดังนั้นมันจึงกระโจนลงมาจากฝั่งพุ่งตรงเข้าใส่เจิ้งหยาง
มันอ้าปากกว้างจนแทบจะฉีกขาดโดยไม่รู้ตัว เขี้ยวที่เผยให้เห็นขยายใหญ่และยาวขึ้นใต้แสงจันทร์ สะท้อนประกายเย็นเยียบ พุ่งตรงเข้าหมายจะขย้ำหัวเจิ้งหยาง
ลมคาวพัดปะทะใบหน้า เจิ้งหยางกลืนน้ำลายลงคอ รีดเร้นพละกำลังทุกส่วนในร่างกายจนถึงขีดสุด
ภาพตรงหน้าดูเหมือนจะช้าลง เจิ้งหยางตวัดมีดออกไปโดยสัญชาตญาณ ราวกับว่ากล้ามเนื้อทุกมัดในร่างกายกำลังสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกับการฟันครั้งนี้ เส้นเอ็นและพังผืดแต่ละเส้นส่งผ่านพลังงานมหาศาลไปรวมกันที่มีดหัวตัดในมือทั้งสองข้าง
ฉัวะ...
ประกายมีดสะท้อนแสงจันทร์ แปรเปลี่ยนเป็นคมดาบรูปจันทร์เสี้ยวตวัดผ่านลำคอของสุนัขตัวใหญ่ ตัดผ่านผิวหนัง กล้ามเนื้อ หลอดเลือด หลอดอาหาร หลอดลม แม้กระทั่งกระดูกก็ยังถูกฟันจนขาดสะบั้น เหลือเพียงกล้ามเนื้อหลังคอแค่หนึ่งในสามที่รอดมาได้เพราะความยาวของมีดไม่พอ ทำให้หัวของมันยังคงติดอยู่กับลำตัว
เกือบจะตัดหัวขาดกระเด็นในดาบเดียวแล้วเชียว
เลือดหมาสาดกระเซ็นเต็มหน้า!
เจิ้งหยางถูกเลือดสาดใส่จนเปียกโชกไปทั้งหัวและหน้า และเนื่องจากแรงปะทะจากดาบนั้น สุนัขตัวใหญ่จึงเบี่ยงออกไปทางขวาของเจิ้งหยางประมาณสองฟุต ก่อนจะร่วงลงกระแทกพื้นแทบเท้าเขา
แต่เจิ้งหยางในตอนนี้กลับก้าวขาไม่ออกแม้แต่ก้าวเดียว เขารู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรงไปทั้งตัว แม้แต่ปลายนิ้วก็ยังขยับไม่ได้ มีดหัวตัดร่วงหล่นกระแทกดาดฟ้าเรือดังเคร้ง
สภาวะเมื่อครู่นี้ช่างน่าประหลาดนัก หลังจากดึงพลังวิญญาณมาเสริมพลังอย่างเต็มที่ การปลดปล่อยพลังอย่างบ้าคลั่งในเสี้ยววินาทีนั้น ไม่เพียงแต่จะผลาญพลังวิญญาณไปกว่ายี่สิบหน่วย แต่มันยังสูบพละกำลังทั้งหมดของเจิ้งหยางไปจนเกลี้ยง สติของเขาเริ่มพร่าเลือน ที่เขายังไม่ล้มพับไปกองกับพื้นก็เพราะกล้ามเนื้อยังคงแข็งเกร็งอยู่เท่านั้นเอง
สุนัขตัวใหญ่ตายสนิท ศพของมันนอนทอดร่างอยู่แทบเท้าเจิ้งหยาง เลือดยังคงไหลทะลักออกมาไม่หยุด แต่เจิ้งหยางสัมผัสได้ว่าเลือดหมาเหล่านั้นกำลังถูกเรือวิญญาณดูดซับเข้าไป แถมยังส่งสัญญาณบอกว่าอยากจะกลืนกินศพหมาตัวนี้เข้าไปด้วย
เจิ้งหยางพลันนึกถึงตอนที่เขาติดตั้งกระดูกงูเรือวิญญาณเป็นครั้งแรก หลังจากที่เรือวิญญาณสูบพลังวิญญาณจนหมดเกลี้ยง มันก็ส่งผ่านความรู้สึกหิวโหยมาให้เขา ตอนนั้นเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเรือวิญญาณอยากจะกินอะไรบางอย่าง
ในจังหวะนั้นเอง ควันสีดำจางๆ ก็ลอยออกมาจากหัวของสุนัขที่ตายสนิทไปแล้ว ควันดำเหล่านั้นลอยไปรวมตัวกันเหนือหัวของมันจนมีขนาดเท่าหัวแม่มือ มันเปลี่ยนรูปร่างไปมาพยายามจะประกอบร่างเป็นสิ่งมีชีวิตบางอย่าง แต่ก็ไม่สำเร็จ
จากนั้น กลุ่มควันดำขนาดเท่าหัวแม่มือก็แปรเปลี่ยนเป็นลูกศรขนาดเล็ก พุ่งตรงเข้าใส่หัวของเจิ้งหยางอย่างรวดเร็ว
เจิ้งหยางรู้สึกใจหายวาบ คิดในใจว่านี่แหละคือสิ่งชั่วร้ายตัวจริง ส่วนสุนัขตัวใหญ่ก็เป็นแค่ภาชนะของมันเท่านั้น แต่ตอนนี้เขาขยับตัวไม่ได้เลย ไม่มีแรงจะป้องกันการโจมตีจากควันดำได้เลยแม้แต่น้อย ได้แต่ร้อนใจอยู่ข้างใน
จบเห่แล้ว งานนี้ "เกมโอเวอร์" แหงๆ!
ในวินาทีเป็นวินาทีตาย แมลงปีกแข็งสีดำขนาดเท่าหัวแม่มือตัวหนึ่งก็พุ่งพรวดขึ้นมาจากดาดฟ้าเรือราวกับสายฟ้าแลบ มันพุ่งเข้ามาขวางหน้าเจิ้งหยางเอาไว้ อ้าปากที่กว้างพอๆ กับหัวของมัน แล้วงับลูกศรสีดำกลืนลงท้องไปในคำเดียว
วิญญาณเรือ?
ที่แท้เวลาอยู่บนเรือ ต่อให้ไม่เรียก มันก็ออกมาเองได้สินะ!
เจิ้งหยางรู้สึกทึ่งมาก นี่เขาลืมไปได้ยังไงว่าสามารถเรียกเจ้าแมลงตัวนี้ออกมาช่วยสู้ได้ ช่างไม่น่าให้อภัยตัวเองเอาเสียเลย แม้ว่ามันจะดูอ่อนแอจนใช้นิ้วบี้ทีเดียวก็ตาย แต่ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายแบบนี้ ย่อมต้องงัดพลังทั้งหมดที่มีออกมาใช้สิ
“มันดูอ่อนแอซะจนทำให้ฉันเผลอมองข้ามไปโดยสัญชาตญาณ จิตใต้สำนึกไม่เคยมองว่ามันเป็นพลังรบเลยด้วยซ้ำ ต่อไปต้องระวังให้ดี เวลาเผชิญหน้ากับศัตรู ต่อให้เป็นพลังที่ดูไร้ค่าแค่ไหนก็ต้องงัดออกมาใช้ให้หมด เพราะมันอาจจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทับหลังอูฐจนหักก็เป็นได้!”
ในที่สุดเจิ้งหยางก็ทรุดตัวลงนั่งบนดาดฟ้าเรือ เขากวาดตามองกล้องวงจรปิดรอบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็นเขาในมุมนี้ ก่อนจะส่งคำสั่งอนุญาตให้เรือวิญญาณกลืนกินเนื้อหมาได้ พร้อมกับทบทวนการต่อสู้เมื่อครู่นี้ไปด้วย
สำหรับดาบเมื่อครู่ เขาพอใจกับมันมาก ภายใต้การเสริมพลังจากพลังวิญญาณ พลังงานและสติสัมปชัญญะทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ในการฟันเพียงครั้งเดียว พลังทำลายล้างก็รุนแรงมากจริงๆ ถ้าฟันออกไปแล้วไม่ทำให้เขาหมดสภาพขนาดนี้ มันก็คงจะน่าพอใจยิ่งกว่านี้อีก
ตรงจุดที่ศพสุนัขตัวใหญ่สัมผัสกับดาดฟ้าเรือ แสงสีเงินของวงเวทเรืองรองขึ้นอย่างเงียบเชียบ ทำการละลายและดูดซับเนื้อสุนัขอย่างแนบเนียน มันฉลาดพอที่จะซ่อนตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการดึงดูดความสนใจ
ความเร็วในการละลายนั้นรวดเร็วมาก ศพของสุนัขตัวใหญ่ค่อยๆ จมหายเข้าไปในดาดฟ้าเรือด้วยตาเปล่า ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ
ดาดฟ้าเรือกลับมาสะอาดสะอ้าน ราวกับถูกหมาเลียจนเกลี้ยงเกลา
เจิ้งหยางนั่งพักอยู่หลายนาที เรี่ยวแรงเริ่มกลับมานิดหน่อย พอให้เขาฝืนลุกขึ้นยืนได้ จากนั้นเขาก็มองเห็นคนเดินแกมวิ่งตรงเข้ามาจากบนฝั่ง
..........