- หน้าแรก
- ปริศนาเรือต้องสาป
- บทที่ 13 เดินทางถึงท่าเรือยามค่ำคืน
บทที่ 13 เดินทางถึงท่าเรือยามค่ำคืน
บทที่ 13 เดินทางถึงท่าเรือยามค่ำคืน
เงินสามหมื่นโกลด์ชิลด์เอาไปทำอะไรได้บ้าง?
เจิ้งหยางคิดคำนวณเงียบๆ ในใจ
อันดับแรก เรือวิญญาณสามารถตกแต่งเพิ่มได้แล้วบางส่วน เช่น เปลี่ยนไปใช้หน้าต่างกระจกใส ถึงแม้ว่าขนาดของเรือวิญญาณจะมาถึงขีดสุดเท่าที่วงเวทจะครอบคลุมถึงและไม่สามารถขยายให้ใหญ่ไปกว่านี้ได้แล้ว แต่การปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ภายในขนาดเท่าเดิมนี้ย่อมไม่มีปัญหาอะไร
ซื้อโทรศัพท์ดาวเทียมสักเครื่อง
แล้วก็ต้องติดตั้งอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สักชุด ไม่จำเป็นต้องจัดชุดใหญ่ไฟกระพริบในทีเดียว ขอแค่ผลิตไฟพอสำหรับแสงสว่างและทำอาหารในแต่ละวันก็พอแล้ว พอมีไฟฟ้าก็สามารถติดตั้งระบบปั๊มน้ำอัตโนมัติได้ จะได้ไม่ต้องเปิดแผ่นกระดานดาดฟ้าเรือแล้วก้มลงไปตักน้ำจืดด้วยกระบวยทุกครั้งที่ต้องการใช้น้ำ และถ้าเพิ่มระบบสูบน้ำทะเลเข้ามาด้วย เวลาจะกดชักโครกในห้องน้ำก็จะยิ่งสะดวกสบายเข้าไปใหญ่ นอกจากนี้ก็สามารถติดตั้งเตียงพับ โต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่ง...
ต้องไปดำเนินการจดทะเบียนเรือใบและสอบใบอนุญาตขับขี่เรือใบด้วย
ส่วนเครื่องยนต์... ด้วยขนาดของเรือวิญญาณในตอนนี้ เครื่องยนต์แบบแขวนท้ายเรือเครื่องเดียวคงเอาไม่อยู่แน่ การใช้เครื่องยนต์แบบแขวนท้ายต่อไปจะช่วยหลีกเลี่ยงการปรับโครงสร้างเรือครั้งใหญ่ได้ แต่เครื่องยนต์ที่รองรับขนาดเรือเท่านี้ได้ ราคาค่าตัวก็คงจะไม่เบาเลยทีเดียว
ของหลายๆ อย่าง เจิ้งหยางเองก็ไม่รู้ราคาตลาด จึงยังกะเกณฑ์ไม่ได้ว่าเงินสามหมื่นโกลด์ชิลด์ที่มีอยู่จะพอทำอะไรได้บ้าง
“บอกเลขบัญชีของคุณมาสิ ผมจะโอนเงินให้เดี๋ยวนี้เลย!”
เอนเดอร์สหยิบโทรศัพท์ดาวเทียมของตัวเองออกมาเตรียมจ่ายเงิน
เจิ้งหยางถึงกับอึ้ง ในโลกนี้เขายังไม่ได้เปิดบัญชีธนาคารเลยนี่นา
“รอไปถึงท่าเรือก่อน คุณพาผมไปซื้อโทรศัพท์ดาวเทียม แล้วค่อยเปิดบัญชี!”
เจิ้งหยางบอกไปตามตรง
สำหรับเอนเดอร์สที่ดูเหมือนจะมีเงินล้นฟ้าจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เจิ้งหยางก็ย่อมไม่เกรงใจเขาอยู่แล้ว
จังหวะนั้นเอง จอร์แดนก็ตะโกนมาจากด้านหน้าว่าเห็นเรือลำอื่นแล้ว
ตามการคาดคะเน บริเวณนี้น่าจะอยู่ห่างจากท่าเรือประมาณยี่สิบไมล์ทะเล ถือเป็นประตูเข้าออกท่าเรือ ตามหลักแล้วก็น่าจะเริ่มเห็นเรือหนาตาขึ้นเรื่อยๆ
เจิ้งหยางเดินออกจากห้องโดยสาร หยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมากวาดตามองไปรอบๆ ในลานสายตาของเขาเห็นเพียงเรือขนส่งขนาดกลางลำหนึ่งทางด้านหน้าเฉียงออกไปกำลังแล่นไกลออกไปทุกที อีกฝ่ายน่าจะแค่แล่นผ่านบริเวณนี้เพื่อไปยังเกาะขนาดใหญ่สักแห่ง ซึ่งตัดกับเส้นทางเดินเรือของเจิ้งหยางพอดี
แต่ในความเป็นจริง ตลอดหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น พวกเขาเห็นเรือเพียงแค่ลำเดียว ซึ่งก็คือเรือค้นหาที่ทีมกู้ภัยทางทะเลส่งมานั่นเอง
ไอ้ทึ่มเอนเดอร์สดันไม่ได้ยกเลิกคำร้องขอความช่วยเหลือ ไม่รู้ว่าหมอนี่สมองมีปัญหาจริงๆ หรือแค่อยากจะหาหลักประกันความปลอดภัยซ้อนสองชั้นกันแน่ แต่พอมาถึงตรงนี้ ด้วยระบบนำทางดาวเทียมที่แม่นยำและสภาพอากาศที่ไร้พายุหมุน ก็แทบจะการันตีได้แล้วว่าพวกเขาสามารถกลับเข้าท่าเรือได้อย่างปลอดภัย เอนเดอร์สจึงสั่งให้เรือกู้ภัยถอนกำลังกลับไป พร้อมกับเจรจาขอคืนค่าธรรมเนียมลากจูงจำนวนเก้าพันโกลด์ชิลด์มาได้สำเร็จ
ตอนนั้นเป็นเวลาหกโมงเย็นกว่าๆ พระอาทิตย์คล้อยต่ำ ลมทะเลเริ่มพัดแรงขึ้นอีกเล็กน้อย ความเร็วของเรือใบพุ่งเข้าใกล้ระดับ 10 นอตแล้ว
ผ่านไปอีกเกือบครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็เริ่มเห็นเรือลำอื่นๆ แล่นผ่านไปมาอย่างต่อเนื่อง
นี่สิถึงจะเรียกว่าใกล้ถึงท่าเรือจริงๆ
จิตใจของเจิ้งหยางเริ่มเต้นรัว ในที่สุดเขาก็สามารถออกจากหมู่บ้านผู้เล่นใหม่และกำลังจะก้าวเข้าสู่แผนที่โลกกว้างได้สำเร็จ
ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับแผนผังพิธีกรรมและบันทึกการเดินทางเก่าแก่ที่พ่อแม่ของเขาทิ้งไว้ให้ ประกอบกับความรู้เรื่องวัสดุที่ต้องใช้ในการต่อเรือวิญญาณซึ่งเขาได้รับการสั่งสอนจากพ่อมาตั้งแต่เด็ก ทำให้หลังจากที่เจิ้งหยางระลึกชาติได้ เขาก็สามารถปลดปล่อยความอยากรู้อยากเห็นและตัดสินใจลองลงมือทำดู หากปราศจากสิ่งเหล่านี้ เขาคงต้องทนอยู่บนเกาะต่อไปอีกสักพัก แล้วค่อยหาโอกาสติดเรือประมงของลุงฮันส์ออกมา
“เจิ้ง พอจดทะเบียนเสร็จแล้วนายมีแผนจะทำอะไรต่อล่ะ จะกลับไปหรือว่าจะเริ่มออกเดินทางรอบโลก หรือว่ามีแผนอย่างอื่น?”
ลิซ่ากะพริบตากลมโตสีฟ้าใสมองเจิ้งหยางพลางเอ่ยถาม
เจิ้งหยางคิดอย่างจริงจัง ก่อนจะตอบว่า “ผมต้องหาทางหาเงินมาตกแต่งเรือให้เสร็จ อย่างที่เอนเดอร์สบอกนั่นแหละ แล้วหลังจากนั้นผมค่อยคิดเรื่องเดินทางรอบโลก”
“อย่างนี้นี่เอง!”
ลิซ่าทำท่าครุ่นคิด “นี่เป็นบททดสอบที่ผู้ใหญ่ในบ้านนายตั้งไว้ให้ใช่ไหม? เมื่อปีก่อนพ่อของพวกเราก็เคยให้เอนเดอร์สลองหาเงินเองเพื่อเป็นการทดสอบความสามารถของเขาเหมือนกัน ผลคือเขาขาดทุนย่อยยับไปตั้งไม่รู้เท่าไหร่!”
เอนเดอร์สชักจะเริ่มไม่สบอารมณ์ จึงรีบแก้ตัวว่า “นั่นมันก็แค่ช่วงแรกเท่านั้นแหละ ลิซ่า กิจการพวกนั้นของฉันต่อไปจะต้องทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำอย่างแน่นอน!”
“เหอะ... ฉันได้ยินประโยคนี้มาหลายปีแล้วยะ!”
ลิซ่าไม่ไว้หน้าพี่ชายตัวเองเลยแม้แต่น้อย ขยันดับฝันซะไม่มี
นับเป็นฉากที่ชวนหัวเราะเสียจริง เจิ้งหยางจึงเงียบปากไว้ ทำตัวเป็นผู้ชมนั่งดูละครฉากเด็ดอย่างเพลิดเพลิน
ใครจะไปคิดว่าเอนเดอร์สจะเมินลิซ่า แล้วหันมาพูดกับเจิ้งหยางแทนว่า “พูดถึงเรื่องหาเงิน ฉันว่าฉันพอจะให้คำปรึกษานายได้นะ”
ลิซ่า: “เหอะ...”
เอนเดอร์สเมินเสียงค่อนขอด แล้วพูดกับเจิ้งหยางต่อ “อันดับแรก เราต้องมาสำรวจดูก่อนว่าในมือนายมีทรัพยากรอะไรบ้าง ทั้งทรัพย์สินที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม อย่างเช่น เส้นสายเครือข่ายความสัมพันธ์ จากนั้นก็มาดูที่ทักษะความสามารถของนาย ทางที่ดีที่สุดคือให้สอดคล้องกับความสนใจของตัวนายเอง ตอนนี้เรารู้แล้วว่านายมีเรือใบขนาดประมาณ 18 ฟุตหนึ่งลำ สามารถบังคับเรือใบได้ และมีทักษะการเดินเรือพื้นฐาน แล้วมีอะไรอีกไหม?”
เจิ้งหยางคิดทบทวนอย่างละเอียด “ไม่มีแล้ว!”
“?”
หมายความว่าไง ไม่มีแล้วเนี่ยนะ?
“โอเค คู่หู ดูเหมือนว่านายจะต้องเริ่มจากศูนย์จริงๆ แต่อย่างน้อยนายก็ยังมีเรืออยู่ลำหนึ่งไม่ใช่หรือไง!”
เอนเดอร์สเดินวนไปวนมาอยู่สองสามรอบ ในที่สุดก็ให้คำแนะนำอย่างจริงจังว่า
“เจิ้ง ฉันว่านายลองตกปลามาขายทุกวันดูสิ... อ้อ แน่นอนว่าถ้านายสามารถตกแต่งเรือใบให้เสร็จตามแผนที่ฉันบอกไปก่อนหน้านี้ได้ ในวันที่อากาศแจ่มใส นายก็สามารถรับลูกค้ากลุ่มที่ชื่นชอบการตกปลาทะเลมาร่วมทริปเล็กๆ ได้เหมือนกัน แต่มันก็ดันไปขัดกับแผนที่นายจะหาเงินมาตกแต่งเรือด้วยตัวเองนี่สิ นายมีเงินไม่พอค่าตกแต่งใช่ไหมล่ะ? อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เงินตั้งหนึ่งแสนห้าหมื่นโกลด์ชิลด์เชียวนะ!”
หนึ่งแสนห้าหมื่น?
เจิ้งหยางถึงกับเบิกตากว้าง
จอร์แดนหันขวับกลับมาพูดแทรกทันทีว่า “เฮ้ คู่หู นั่นมันมาตรฐานของเอนเดอร์ส หมอนี่ชอบของแพงๆ น่ะสิ ถ้าเป็นฉันนะ แค่ห้าหมื่นก็ทำออกมาใช้งานได้พอๆ กันแล้ว หรือจะแค่สี่หมื่นก็ยังไหวเลย แน่นอนว่ามันอาจจะดูไม่หรูหราไฮโซเท่าของเขาหรอกนะ”
ที่พูดมาก็มีเหตุผล เจิ้งหยางเองก็คิดว่าไม่เกินสองหมื่นก็น่าจะอยู่แล้ว เขาแค่ต้องซื้อวัสดุดีๆ มา แล้วพึ่งพาฟังก์ชั่นปรับแต่งอัตโนมัติของเรือวิญญาณในการตกแต่ง ก็จะช่วยประหยัดค่าแรงไปได้มหาศาลเลยทีเดียว
“เอนเดอร์ส ที่จริงผมยืมเงินคุณมาตกแต่งเรือก่อน แล้วค่อยหาเงินมาคืนทีหลังก็ได้นะ!”
เจิ้งหยางพูดเป็นนัยๆ
น่าเสียดายที่เอนเดอร์สดันอาการสมองกลับกำเริบขึ้นมาอีก “แต่นี่มันเป็นบททดสอบจากครอบครัวของนายนะ ถ้าทำแบบนั้น มันก็หมดความหมายของการทดสอบน่ะสิ?”
เจิ้งหยางถึงกับใบ้กิน ถ้าเขาดึงดันขอยืมเงินจากเอนเดอร์ส อีกฝ่ายก็อาจจะยอมให้ยืมแหละ แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนิทสนมกันขนาดนั้น ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา เจิ้งหยางเองก็คงไม่กล้าให้คนที่เพิ่งรู้จักกันแค่ครึ่งค่อนวันยืมเงินหรอก
เอาตามนี้ไปก่อนก็แล้วกัน ถ้าไม่ไหวจริงๆ จะลองออกทะเลไปตกปลาตัวใหญ่ๆ มาขายก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร
ก่อนที่แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า ในที่สุดเจิ้งหยางก็มองเห็นแนวชายฝั่งอยู่ไกลๆ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ท้องฟ้าก็มืดสนิท แสงไฟจากเมืองท่าอิงลิชสว่างไสวบดบังแสงจันทร์จนหมองหม่น เผยให้เห็นภาพความเจริญรุ่งเรืองอย่างเต็มตา
ณ เวลานี้ เรือใบของเจิ้งหยางก็ลากจูงเรือยอร์ชค่อยๆ ไถลเข้าสู่เขตท่าเรือ เขาหุบใบเรือบอลลูนเพื่อลดความเร็ว แบ่งหน้าที่กับจอร์แดน คนหนึ่งคอยบังคับใบเรือ อีกคนคุมหางเสือ หลบหลีกเรือลำอื่นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะแล่นเข้าไปจอดยังท่าเทียบเรือสำหรับเรือใบโดยเฉพาะภายใต้การชี้แนะของเอนเดอร์ส
...........