- หน้าแรก
- ปริศนาเรือต้องสาป
- บทที่ 11 เอาเรือยอร์ชมาแลกเรือใบ?
บทที่ 11 เอาเรือยอร์ชมาแลกเรือใบ?
บทที่ 11 เอาเรือยอร์ชมาแลกเรือใบ?
"ผมอยู่นี่ ที่รัก วางใจเถอะ ทีมกู้ภัยทางทะเลออกเดินทางมาแล้ว อีกเดี๋ยวพวกเขาก็หาเราเจอแล้วล่ะ!"
ชายหนุ่มผิวขาวร่างสูงใหญ่ในกางเกงชายหาดตัวโคร่งลายดอก ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นปล่อยให้ลมทะเลพัดจนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ทั่วแผงอก ตอบกลับด้วยท่าทีสบายๆ
เขาถอดแว่นกันแดดออก ก่อนจะพูดกับเจิ้งหยางว่า "เฮ้ คู่หู นี่นายแอบขโมยเรือผู้ใหญ่มาขับหรือเปล่า? ฟังนะ ทำแบบนี้มันอันตรายมาก ระวังพ่อแม่ที่บ้านนายจะตีจนก้นลายล่ะ!!"
เจิ้งหยางยกหมัดขวาขึ้น ใช้ข้างนิ้วชี้ถูจมูกเบาๆ อย่างจนใจ "ผมเพิ่งจะได้ยินพวกคุณขอความช่วยเหลือ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ พวกคุณก็รู้นี่ ความเร็วของเรือใบมันไม่ค่อยเร็วเท่าไหร่ ผมต้องรีบไปให้ถึงท่าเรือ"
เด็กสาวในกางเกงขาสั้นรีบพูดแทรกขึ้นมาว่า "เดี๋ยวค่ะ รอเดี๋ยวก่อนค่ะ เรือยอร์ชของเราเครื่องยนต์มีปัญหา สตาร์ทไม่ติดแล้ว พวกเราต้องการความช่วยเหลือจากคุณค่ะ!"
พูดจบเธอก็หันไปแหวใส่ชายหนุ่มผิวขาวคนเมื่อครู่อย่างอารมณ์เสีย "เอนเดอร์ส ไอ้ทึ่มเอ๊ย กว่าเรือกู้ภัยจะมาถึงก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยชั่วโมงกว่า แล้วเราก็ยังลอยเตลิดไปเรื่อยๆ ใครจะไปรู้ว่าเดี๋ยวจะมีปัญหาอะไรโผล่มาอีก ตอนนี้เราควรจะให้เรือใบลำนั้นลากเรือยอร์ชของเรากลับไปก่อนต่างหาก!"
ชายหนุ่มคนสุดท้ายจมูกโด่งเป็นสัน เป็นคนผิวขาวเช่นกัน เขาสวมหมวกบักเก็ต ตอนนี้เขาแสดงความเห็นด้วยว่า "ฉันเห็นด้วยกับข้อเสนอของลิซ่า เอนเดอร์ส ในเมื่อเราเจอเรือแล้ว การขอความช่วยเหลือให้เขาลากเรือกลับเข้าฝั่งก่อนย่อมเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง เราจะมัวแต่รออยู่เฉยๆ ไม่ได้หรอกนะ"
"เห็นด้วย!"
"เห็นด้วยอีกเสียง!"
"เอนเดอร์ส ระยะห่างระหว่างเรากับเรือใบกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นายต้องตัดสินใจได้แล้ว เดี๋ยวนี้เลย!"
...
เพียงแค่พูดกันไม่กี่ประโยค เรือใบกับเรือยอร์ชก็ลอยห่างออกจากกันไปอีกสิบกว่าเมตร ทำเอาสาวๆ บนเรือยอร์ชร้อนใจกันใหญ่
เจิ้งหยางฟังออกแล้วว่า เรือยอร์ชลำนี้เป็นของเอนเดอร์ส ดังนั้นเขาจึงเป็นคนเดียวที่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะขอให้เจิ้งหยางช่วยลากเรือยอร์ชกลับไปหรือไม่
แต่ดูเหมือนว่าเอนเดอร์สจะไม่ได้ร้อนใจอะไรเลย เขาเชื่อมั่นว่าเรือกู้ภัยจะหาพวกเขากันเจอในไม่ช้า เพราะทั้งเรือยอร์ชและโทรศัพท์ดาวเทียมในมือเขาสามารถส่งพิกัดระบุตำแหน่งได้
แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะใจเย็นได้เหมือนเขา เมื่อถูกคนอื่นกดดัน เอนเดอร์สก็รีบตัดสินใจขอให้เจิ้งหยางช่วยเหลือทันที
"คู่หู บนเรือนายมีเชือกไหม?" เอนเดอร์สตะโกนถามเรือใบ
ช่วยไม่ได้ ตอนนี้พวกเขาห่างกันตั้งสามสี่สิบเมตรแล้ว พูดเบาๆ กลัวว่าทางนู้นจะไม่ได้ยิน
เจิ้งหยางโบกมือตอบกลับไป "แน่นอนว่าไม่มี!"
"โอเค งั้นเดี๋ยวฉันเตรียมไว้เอง!" เอนเดอร์สยักไหล่ กระโดดขึ้นไปบนหัวเรือพร้อมกับชายหนุ่มผิวดำ แล้วดึงเชือกที่ปกติใช้ผูกเรือกับท่าเรือออกมา
เจิ้งหยางกางใบเรือสามเหลี่ยม บังคับเรือวิญญาณแล่นวนกลับไปที่ท้ายเรือยอร์ช แล้วค่อยๆ แล่นเข้าไปใกล้เรือยอร์ชอีกครั้ง คราวนี้การเข้าประชิดเรือเป็นไปอย่างราบรื่น เรือใบแล่นเฉียดผ่านด้านขวาของเรือยอร์ชไปอย่างช้าๆ ในระยะห่างไม่ถึงสามฟุต ชายหนุ่มผิวดำยื่นมือออกไปก็แทบจะแตะเรือใบได้แล้ว
ในจังหวะที่เรือใบกำลังจะแล่นแซงเรือยอร์ชไปอีกครั้ง ชายหนุ่มผิวดำก็คล้องเชือกเข้ากับตะขอสมอที่ด้านซ้ายของท้ายเรือใบได้สำเร็จ ทันใดนั้น สาวๆ บนเรือยอร์ชก็ส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี ชายหนุ่มผิวดำเองก็ชูหมัดขึ้นฟ้าแสดงท่าทางดีใจสุดๆ
เมื่อเทียบกับคนอื่น เอนเดอร์สกลับเบิกตากว้างจ้องมองเรือใบในระยะประชิดด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเอ่ยปากขึ้นว่า "นี่มันใช้ไม้ท่อนสร้างขึ้นมาจริงๆ เหรอเนี่ย? ตอนแรกฉันนึกว่ามันเป็นแค่ของประดับ... โอ้ มันใช้ไม้ท่อนจำนวนมากสร้างขึ้นมาจริงๆ ด้วย ขอโทษที นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นเรือใบที่ดูดิบเถื่อนขนาดนี้ มันช่างดุดันเสียจริง ดิบเถื่อนและให้กลิ่นอายความเก่าแก่! อืม ใช่เลย มีกลิ่นอายของประวัติศาสตร์!"
"เฮ้ คู่หู ขอฉันขึ้นไปชมเรือของนายหน่อยได้ไหม? ฉันสัญญาว่าจะไม่จับอะไรมั่วซั่ว! อ้อ สำหรับความช่วยเหลือครั้งนี้ ฉันจะจ่ายค่าตอบแทนให้ด้วยนะ!"
เอนเดอร์สตะโกนบอกเจิ้งหยางที่อยู่บนดาดฟ้าหัวเรือใบ
จังหวะนี้ความเร็วจากแรงเฉื่อยของเรือใบก็หมดลงพอดี ทำให้เรือทั้งสองลำลอยนิ่งขนานกัน ท้ายเรือใบกับหัวเรือยอร์ชอยู่ห่างกันเพียงแค่ก้าวเดียว เจิ้งหยางเดินผ่านห้องโดยสารกลับมาที่ท้ายเรืออีกครั้ง แล้วกวาดสายตาสำรวจทุกคนบนเรือยอร์ชอีกรอบ
นอกจากชายหนุ่มสวมหมวกบักเก็ตที่ดูค่อนข้างเคร่งขรึมแล้ว คนอื่นๆ ล้วนแสดงท่าทีเป็นมิตรและกระตือรือร้น ต่างพากันกล่าวขอบคุณเจิ้งหยาง ลิซ่า เด็กสาวในกางเกงขาสั้นก็ร้องโวยวายอยู่ที่ท้ายเรือยอร์ชว่าอยากจะขึ้นมาชมเรือใบด้วย
เจิ้งหยางฉีกยิ้มสดใส แล้วพูดว่า "ยินดีต้อนรับครับ แต่ขอออกตัวก่อนนะว่าทางนี้ไม่มีอะไรรับแขกเลย แล้วพวกคุณก็ต้องทิ้งคนที่ขับเรือยอร์ชเป็นไว้อย่างน้อยหนึ่งคน เพื่อคอยบังคับทิศทางไม่ให้มันพุ่งมาชนเรือผม"
"ได้เลยๆ ไบรอนช่วยบังคับเรือให้ฉันได้! สาวๆ เอาของอร่อยๆ เบียร์ แล้วก็ขนมพวกนั้นมาด้วย เราได้รับคำเชิญจากเจ้าของบ้านแล้ว!"
เอนเดอร์สดึงตะขอเรือใบที่คล้องเชือกไว้แน่นด้วยตัวเอง เพื่อไม่ให้เรือทั้งสองลำแยกจากกัน พลางตะโกนบอกให้ชายหนุ่มผิวดำไปช่วยสาวๆ ด้านหลังยกของขึ้นมาบนเรือใบ ทำท่าเหมือนจะมาจัดปาร์ตี้กันซะงั้น เรือยอร์ชลำไม่ใหญ่ เรือใบก็ยังไม่ได้กางใบเรือ พอเรือทั้งสองลำหยุดนิ่ง ออกแรงดึงไว้เบาๆ ก็ป้องกันไม่ให้คลื่นซัดเรือทั้งสองลำแยกออกจากกันได้แล้ว
ไบรอน ชายหนุ่มสวมหมวกบักเก็ตส่ายหัว ไม่ได้คัดค้านการตัดสินใจของเอนเดอร์ส เขาปีนขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับบนชั้นสองของเรือยอร์ช
ภายในเวลาไม่ถึงสามถึงห้านาที ชายสองคนและหญิงสี่คนก็กระโดดจากหัวเรือยอร์ชขึ้นมาบนเรือใบจนครบทุกคน ท้ายเรือใบของเจิ้งหยางมีลักษณะคล้ายกระบะท้ายรถ มีไม้ท่อนสองท่อนตั้งตระหง่านอยู่ที่ปลายสุดเพื่อค้ำยันหลังคากันแดด ด้านข้างเป็นกราบเรือ ซึ่งก็คือขอบที่ทำจากไม้ท่อนเรียงต่อกัน แผงกั้นท้ายเรือก็ประกอบขึ้นจากไม้ท่อนเช่นกัน โดยรวมแล้วมีความสูงจากพื้นดาดฟ้าประมาณห้าสิบเซนติเมตร
เมื่อทุกคนกระโดดขึ้นมาบนเรือใบ ก็พากันเดินสำรวจห้องโดยสารและดาดฟ้าหัวเรือไปมา น่าเสียดายที่บนเรือใบนั้นโล่งโจ้งไม่มีอะไรเลย ข้าวของที่มีอยู่น้อยนิดก็ถูกเก็บไว้ในช่องลับใต้ดาดฟ้าหมดแล้ว มองทะลุปรุโปร่งจากหัวเรือจรดท้ายเรือเลยทีเดียว
ทุกคนไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร ก่อนหน้านี้ก็เห็นอยู่แล้วว่าบนเรือใบนั้นโล่งโจ้งทะลุปรุโปร่ง ไม่มีแม้แต่โต๊ะหรือเก้าอี้สักตัว หลังจากวางของไว้ที่มุมหนึ่งของห้องโดยสาร พวกเขาก็ยังคงเดินสำรวจไปมาด้วยความตื่นเต้น ลูบคลำกราบเรือที่ทำจากไม้ท่อนทีละท่อนและห้องโดยสารที่ทำจากไม้ล้วนๆ พร้อมกับเอ่ยปากชมไม่ขาดปาก
"นี่เป็นเรือที่สะอาดที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาเลย!" เด็กสาวหุ่นแซ่บในชุดเดรสสั้นสุดเซ็กซี่หัวเราะคิกคัก
เด็กสาวผมบลอนด์ในชุดบิกินี่สวมเสื้อเชิ้ตกันแดดสีขาวยาวคลุมทับจนถึงต้นขาเรียบร้อยแล้ว เธอหยิบเบียร์กระป๋องที่มุมห้องมาแจกจ่ายให้ทุกคนคนละกระป๋อง พร้อมกับยิ้มและพูดว่า "ฉลองให้กับการเดินทางกลับของเรา และดื่มด่ำให้กับเรือใบแสนสวยลำนี้ ชนแก้ว!"
ทุกคน: "ชนแก้ว..."
มัวแต่โอ้เอ้อยู่อย่างนี้ เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว เจิ้งหยางวางกระป๋องเบียร์ลงบนพื้นดาดฟ้าเรือ แล้วพูดว่า "ผมต้องไปขับเรือแล้ว ไม่งั้นคงไม่ถึงท่าเรือก่อนเที่ยงคืนแน่ๆ"
หลายคนตาเป็นประกาย เดินตามเจิ้งหยางไปที่หัวเรือ เพื่อดูเขาดึงทั้งใบเรือสามเหลี่ยมและใบเรือบอลลูนขึ้นไปทีละผืน เมื่อใบเรือบอลลูนถูกลมทะเลพัดจนพองโตตึงเปรี๊ยะไปข้างหน้า ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความเร็วของเรือใบที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ท่ามกลางเสียงลมพัดหวิว มันเริ่มลากเรือยอร์ชที่อยู่ด้านหลังพุ่งไปข้างหน้า
เจิ้งหยางเทียบเข็มทิศกับแผนที่เดินเรือ กะตำแหน่งปัจจุบันจากเส้นรุ้งเส้นแวงบนแผนที่ ปรับทิศทางให้เรียบร้อย แล้วหันไปพูดกับกลุ่มคนที่ดูยังไงก็เป็นลูกคุณหนูว่า "หลังจากนี้ยิ่งเข้าใกล้ท่าเรือ ก็จะยิ่งมีเรือเยอะขึ้น ผมต้องคอยจับตาดูข้างหน้าไว้ตลอด"
"คู่หู ให้ช่วยขับเรือไหม? ฉันว่ามันน่าจะง่ายนะ ฉันเรียนรู้มาแล้ว!" จู่ๆ ชายหนุ่มผิวดำก็รู้สึกคันไม้คันมือ อยากจะลองขับดูบ้าง หลังจากที่เห็นเจิ้งหยางบังคับเรือเมื่อครู่นี้
"งั้นนายช่วยผมจับตาดูเรือลำอื่นในทะเลให้ที แล้วก็ดูธงบอกทิศทางลมข้างบนด้วย ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นแล้วต้องปรับเปลี่ยน เดี๋ยวผมจะบอกนายเองว่าต้องทำยังไง!" เจิ้งหยางดีใจที่มีคนช่วยดูทางให้ จึงเอ่ยปากบอกไปแบบนั้น
"ขอโทษที ฉันชื่อลิซ่า ส่วนตานี่คือพี่ชายสุดทึ่มของฉัน เอนเดอร์ส" ลิซ่า เด็กสาวในกางเกงขาสั้นนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้แนะนำตัวกันเลย จึงรับหน้าที่เป็นคนเปิดบทสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติ
"แล้วก็นี่ ฟีเลีย, จอร์แดน, เวียนนา แล้วก็แดนนี่!" เธอชี้ไปที่เด็กสาวในชุดกระโปรงยาว ชายหนุ่มผิวดำ เด็กสาวในชุดบิกินี่ และเด็กสาวในชุดกระโปรงสั้น เพื่อแนะนำทีละคน เด็กสาวทั้งสี่คนนี้ล้วนหน้าตาสะสวยและมีเสน่ห์ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนัก ถ้าเป็นเจิ้งหยาง เขาก็คงไม่ชวนผู้หญิงขี้เหร่มานั่งเรือยอร์ชออกทะเลด้วยหรอก
เจิ้งหยางบอกชื่อตัวเองไปเช่นกัน แล้วพูดว่า "ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เราน่าจะใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงถึงท่าเรือ พวกคุณเตรียมตัวไว้ได้เลย!"
"เจิ้ง นายใช้เข็มทิศกับแผนที่เดินเรือเป็นด้วย เก่งจังเลย แต่ทำไมไม่ใช้ระบบนำทางดาวเทียมล่ะ? ทั้งง่ายแถมยังแม่นยำกว่าด้วย" ลิซ่าหยิบโทรศัพท์ดาวเทียมของตัวเองออกมา เปิดระบบนำทางให้เจิ้งหยางดู แต่กลับพบว่าทิศทางที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปนั้นเบี่ยงเบนไปสิบองศา
หน้าของเจิ้งหยางเจื่อนไปเล็กน้อย เขาแก้ตัวว่า "สงสัยตอนที่จอดเมื่อกี้คงโดนคลื่นซัดจนเปลี่ยนทิศไปแน่ๆ เลยทำให้ผมกะพลาด"
จากนั้นก็สอนให้ชายหนุ่มผิวดำช่วยแก้ไขทิศทาง พร้อมกับอธิบายว่า "โทรศัพท์ดาวเทียมของผมตกทะเลไปแล้วน่ะ!"
"โอ้ ฮ่าๆ... ขอโทษที ช่างเป็นเรื่องเศร้าจริงๆ!"
ความจริงแล้วอย่าว่าแต่โทรศัพท์ดาวเทียมเลย เจิ้งหยางไม่มีแม้แต่โทรศัพท์มือถือธรรมดาด้วยซ้ำ เกาะเล็กๆ ห่างไกลแบบนั้น เมื่อก่อนมีคนอยู่ห้าสิบกว่าหลังคาเรือน แต่ตอนนี้เหลือแค่ยี่สิบสามสิบหลังคาเรือนเท่านั้น อะไรก็ไม่สะดวกสบาย เสาสัญญาณโทรศัพท์ก็ยังไม่มี โทรศัพท์มือถือไม่มีสัญญาณเลยด้วยซ้ำ ส่วนโทรศัพท์ดาวเทียมก็มีแค่ชาวประมงที่ต้องออกเรือเท่านั้นแหละที่จะซื้อ ชาวบ้านคนอื่นใครจะไปซื้อกันล่ะ จะเอาไว้โทรหากันข้ามกำแพงบ้านหรือไง?
หลังจากที่เห็นเจิ้งหยางบังคับเรือ เอนเดอร์สก็ทำท่าเหมือนคนคันปากอยากจะพูดอะไรแต่ก็เกรงใจ จนในที่สุดเขาก็พูดขึ้นมาว่า "เจิ้ง ฉันขอโทษนะ บอกฉันหน่อยได้ไหมว่าเรือลำนี้เป็นของใคร?"
"ของผมเอง!"
"นายแน่ใจนะ?"
"แน่ใจสิ!"
"เยี่ยมไปเลย เจิ้ง นายขายเรือใบลำนี้ให้ฉันได้ไหม?"
"...?"
"หรือจะเอาเรือยอร์ชลำข้างหลังมาแลกกับฉันก็ได้นะ!"
"..."
...........