- หน้าแรก
- องค์ชายสิบสี่ทะลุมิติสยบใต้หล้า
- บทที่ 5 - พิธีปลุกพลัง
บทที่ 5 - พิธีปลุกพลัง
บทที่ 5 - พิธีปลุกพลัง
บทที่ 5 - พิธีปลุกพลัง
เจียงรั่วเฉินเดินมาถึงเขตพื้นที่เฉพาะ บริเวณนี้ไม่ได้มีเพียงผู้ที่มารอการปลุกพลังเท่านั้น แต่ยังมีองค์ชาย องค์หญิง และบรรดาบุตรหลานของเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่เคยปลุกวิญญาณยุทธ์สำเร็จไปแล้ว ได้รับอภิสิทธิ์ให้มายืนอยู่ในบริเวณนี้ด้วยเช่นกัน
ที่นี่คือทำเลทองที่เหมาะแก่การรับชมพิธีที่สุด
เจียงรั่วเฉินปรายตามองพวกเขากลุ่มนั้นแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้เดินเข้าไปร่วมวงด้วย เขาเลือกที่จะหามุมสงบๆ ยืนรอเวลาเริ่มพิธีเพียงลำพัง
แต่ถึงกระนั้น บรรดาองค์ชายและองค์หญิงเหล่านั้นก็ยังคงสังเกตเห็นเขาอยู่ดี
"เจ้าขยะนี่ ล้มเหลวมาเก้าครั้งแล้วยังไม่ตัดใจอีกหรือ? อายุสิบหกปีแล้ว หากปลุกพลังได้ก็คงทำสำเร็จไปตั้งนานแล้ว ยังจะกล้าโผล่หัวมาให้ขายหน้าอีก แบบนี้มันจงใจทำให้ราชวงศ์ของเราเสื่อมเสียชัดๆ!" องค์ชายสิบเอ็ด เจียงลี่ จ้องมองเจียงรั่วเฉินด้วยสายตาดุดัน
องค์ชายเก้าแค่นเสียงเย็นชาสนับสนุน "เมื่อไม่กี่วันก่อนมันยังกล้าไปหาเรื่องที่จวนตระกูลฉิน จนโดนฉินฉีซ้อมปางตาย ต้องให้คนหามกลับราชวัง! ขยะแบบนี้ ทำไมมันถึงไม่ตายๆ ไปซะ? มีชีวิตอยู่ก็รังแต่จะทำให้เสด็จพ่อต้องอับอายขายขี้หน้า!"
องค์หญิงหกปรายตามองเจียงรั่วเฉินอย่างเหยียดหยาม พร้อมกับกล่าวอย่างไม่ยี่หระ "ช่างเถอะ อย่างไรเสียนี่ก็เป็นครั้งสุดท้ายของมันแล้ว ตามกฎของสำนักจงเหริน องค์ชายที่อายุครบสิบหกปีแล้วยังไม่สามารถปลุกวิญญาณยุทธ์ได้ จะถูกปลดเป็นสามัญชน และเนรเทศไปยังภูเขาเยี่ยนซาน พ้นจากวันนี้ไป รอยด่างพร้อยของราชวงศ์เราก็จะถูกลบเลือนเสียที"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์เจียงรั่วเฉินของคนเหล่านี้ ไม่ได้มีความเกรงใจเลยแม้แต่น้อย จนผู้คนรอบข้างมากมายต่างก็ได้ยินกันถ้วนหน้า
พระสนมหว่านที่ยืนอยู่บนแท่นชมพิธีด้านบน เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ ก็รู้สึกโกรธและปวดใจอย่างสุดซึ้ง แต่ในสถานที่เช่นนี้ พระสนมอย่างนางไม่สามารถทำอะไรได้เลย ทำได้เพียงแค่ส่งกำลังใจให้เจียงรั่วเฉินเงียบๆ อยู่ในใจเท่านั้น
แน่นอนว่าเจียงรั่วเฉินย่อมได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นเช่นกัน เพียงแต่เขาเลือกที่จะเมินเฉย
พ้นจากวันนี้ไป เขาจะเป็นดั่งมังกรที่ผงาดขึ้นจากสระน้ำ ทะยานขึ้นสู่ผืนนภา!
ใบหน้าที่คอยเยาะเย้ยถากถางเขาวันนี้ วันหน้าเขาจะค่อยๆ ตบสั่งสอนให้ครบทุกคน!
ในขณะนั้นเอง เจียงรั่วเฉินก็คล้ายกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขาหันหน้าไปมองยังแท่นประทับชมพิธีของราชวงศ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่สูงสุด
เขาเห็นสตรีผู้สูงศักดิ์วัยราวสามสิบปี สวมชุดคลุมหรูหราอลังการและสวมมงกุฎหงส์ นั่งอยู่บนแท่นประทับอันสูงสุด กำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นชา
ผู้ที่สวมมงกุฎหงส์ และสามารถนั่งอยู่เคียงข้างแท่นประทับของกษัตริย์ได้ หากไม่ใช่พระมเหสีแห่งกษัตริย์เจิ้นหนานแล้ว จะเป็นผู้ใดได้อีก?
เมื่อเหลือบไปเห็นเสี่ยวชุ่ยที่กำลังกุมใบหน้าเปื้อนน้ำตานั่งอยู่ข้างกายนาง เจียงรั่วเฉินก็เข้าใจได้ทันทีว่าเหตุใดนางจึงจ้องมองเขาด้วยสายตาเช่นนั้น
ความร้ายกาจของพระมเหสีเป็นที่เลื่องลือไปทั่วราชวัง วันนี้เขาลงมือตบเสี่ยวชุ่ย เมื่อนางรู้เรื่องเข้า มีหรือจะไม่ผูกใจเจ็บ?
ทว่าเจียงรั่วเฉินก็ไม่ได้ใส่ใจ ตราบใดที่เขาไม่ปล่อยให้พระมเหสีจับจุดอ่อนได้! ด้วยฐานะความเป็นองค์ชายของเขา พระมเหสีย่อมไม่กล้ากระทำการอันใดบุ่มบ่ามเป็นแน่
"ช่วงนี้ฝ่าบาททรงเก็บตัวบำเพ็ญเพียร ปีนี้ข้าจึงรับหน้าที่เป็นประธานในพิธีปลุกวิญญาณยุทธ์แทน" ภายใต้สายตาที่จ้องมองของเจียงรั่วเฉิน จู่ๆ พระมเหสีก็ลุกขึ้นยืน จากนั้นก็ประกาศก้องต่อหน้าทุกคน "พิธีปลุกวิญญาณยุทธ์ เริ่มต้นได้"
อู้...
สิ้นเสียงคำสั่งของพระมเหสี พิธีปลุกวิญญาณยุทธ์ก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ เสียงแตรเขาสัตว์ดังกังวานไปทั่วเมืองหลวง เพชฌฆาตตวัดดาบในมือ สังหารสัตว์อสูรและสัตว์สังเวย
ใช้โลหิตสดๆ เป็นปฐมฤกษ์สำหรับก้าวแรกของการปลุกวิญญาณยุทธ์ นั่นคือการเซ่นไหว้แท่นบูชาฟ้า
แท่นบูชาวิญญาณยุทธ์แห่งนี้เป็นแท่นบูชาขนาดมหึมารูปทรงสี่เหลี่ยม ตรงกลางแท่นบูชามีระฆังสำริดโบราณแขวนอยู่ใบหนึ่ง บนระฆังแกะสลักลวดลายสัตว์อสูรหายาก ภูเขาแม่น้ำ ตลอดจนดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว
สิ่งนั้นคือสื่อกลางที่ช่วยให้คนธรรมดาสามารถปลุกวิญญาณยุทธ์ได้ ผู้ฝึกตนทุกคน ล้วนต้องอาศัยระฆังสำริดใบนี้ ในการปลุกวิญญาณยุทธ์ของตนเอง
เมื่อดาบของเพชฌฆาตตวัดลงมาอย่างต่อเนื่อง โลหิตสีแดงฉานก็สาดกระเซ็น พุ่งตรงเข้าไปในระฆังสำริดโบราณที่อยู่ตรงกลางแท่นบูชาวิญญาณยุทธ์จนหมดสิ้น
วิ้ง...
เช่นเดียวกับทุกๆ ปี เมื่อโลหิตถูกฉีดเข้าไปในระฆังสำริด แท่นบูชาทั้งแท่นก็เริ่มทำงาน ไม่เพียงแต่จะแผ่กลิ่นอายอันน่าเกรงขามออกมาเท่านั้น แต่ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าก็คือ ลวดลายที่สลักอยู่บนระฆังสำริด กลับราวกับมีชีวิตขึ้นมา
พวกมันกลายเป็นลวดลายแสงสีเลือด ล่องลอยไปทั่วทั้งแท่นบูชา
ในเวลานั้นเอง เด็กหญิงตัวน้อยอายุราวๆ เจ็ดถึงแปดขวบ คล้ายกับถูกแท่นบูชาดึงดูด นางเดินเหม่อลอยตรงไปยังแท่นบูชาโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นภาพนี้ ทุกคนต่างก็มีสีหน้าประหลาดใจ
"นั่นบุตรสาวของใต้เท้าหวังซื่อหลางมิใช่หรือ? นางเพิ่งจะหกขวบเองนะ จะกลายเป็นคนแรกที่ปลุกวิญญาณยุทธ์สำเร็จในวันนี้เชียวหรือ?" ฝูงชนที่ชมพิธีต่างส่งเสียงฮือฮา
ชายวัยกลางคนในชุดขุนนางซื่อหลางที่ยืนอยู่บนแท่นสูง เมื่อเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะลั่นออกมาอย่างห้ามใจไม่อยู่ "ฮ่าฮ่า ตระกูลหวังของข้าช่างมีวาสนายิ่งนัก"
"แหม ใต้เท้าหวังซื่อหลาง ยินดีด้วยจริงๆ ที่ถูกแท่นบูชาดึงดูดเป็นคนแรก คุณหนูสูงศักดิ์จะต้องมีพรสวรรค์เหนือชั้นอย่างแน่นอน"
"ใต้เท้าหวังซื่อหลาง บุตรชายของข้าเพิ่งปลุกวิญญาณยุทธ์สำเร็จเมื่อปีที่แล้ว พรสวรรค์ก็ถือว่าไม่เลวเลย ไม่สู้พวกเรามาเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกันเถิด..."
ขุนนางรอบข้างเมื่อเห็นเหตุการณ์ต่างก็พากันมาแสดงความยินดีกับใต้เท้าหวังซื่อหลาง แถมยังมีขุนนางระดับสูงอีกหลายคน เสนอตัวอยากจะเกี่ยวดองด้วย แม้จะยังไม่รู้แน่ชัดว่านางปลุกวิญญาณยุทธ์ชนิดใด และอยู่ในระดับใด แต่การที่สามารถปลุกพลังได้เป็นคนแรก แถมยังมีอายุเพียงแค่หกขวบ ก็เป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงพรสวรรค์อันโดดเด่นแล้ว
ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของฝูงชน เด็กหญิงตัวน้อยเดินขึ้นไปบนแท่นบูชา และวางมือทาบลงบนระฆังสำริด
ตึง ตึง ตึง...
จากนั้นก็ได้ยินเสียงระฆังสำริดดังกังวานขึ้นมาอย่างต่อเนื่องถึงหกครั้ง บริเวณกลางหน้าผากของเด็กหญิงตัวน้อยก็มีภาพเงาของวิหคหลวนเพลิงสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นมา
"ระฆังเทพระฆังวิญญาณยุทธ์ดังกังวานหกครั้ง แถมยังเป็นวิหคหลวนสีแดงเพลิงอีก หรือว่าจะเป็นวิญญาณยุทธ์ระดับหกดาว วิหคหลวนเพลิง?" ผู้คนในงานต่างตกตะลึงกันอีกครั้ง
การปลุกวิญญาณยุทธ์ก็มีการแบ่งระดับชั้นเช่นกัน โดยแบ่งออกเป็นระดับหนึ่งถึงเก้าดาว
หนึ่งถึงสองดาวถือเป็นวิญญาณยุทธ์ระดับทั่วไป สามถึงห้าดาวเป็นวิญญาณยุทธ์ระดับกลาง หกถึงแปดดาวถือเป็นวิญญาณยุทธ์ระดับสูง ส่วนเก้าดาวนั้นคือวิญญาณยุทธ์ระดับบรรพชน ไม่ต้องพูดถึงในราชอาณาจักรเจิ้นหนานเลย
ต่อให้เป็นในราชวงศ์ที่แข็งแกร่งกว่า หรือกระทั่งจักรวรรดิ ผู้ฝึกตนที่มีพรสวรรค์ระดับวิญญาณยุทธ์เก้าดาว ก็ล้วนหาได้ยากยิ่งราวกับขนหงส์เขากิเลน
เด็กหญิงตัวน้อยเป็นคนแรกที่ปลุกพลัง และสามารถปลุกวิญญาณยุทธ์ระดับหกดาวได้สำเร็จ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะสร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้คน
"ใต้เท้าหวังซื่อหลาง ยินดีด้วย ตระกูลหวังของท่านให้กำเนิดธิดาสวรรค์แล้ว"
"ช่างมีวาสนาจริงๆ ราชอาณาจักรเจิ้นหนานของเรา ไม่ได้ปรากฏผู้มีพรสวรรค์ระดับหกดาวมานานแค่ไหนแล้วนะ?"
"วิญญาณยุทธ์ระดับสูงที่ปรากฏขึ้นครั้งล่าสุด ก็คือตอนที่องค์ชายสาม พระโอรสสายตรงของพระมเหสีปลุกวิญญาณยุทธ์ระดับเจ็ดดาวสำเร็จ ลองนึกดูสิ นั่นมันผ่านมาเกือบสิบปีแล้วกระมัง?"
การปรากฏตัวของวิญญาณยุทธ์ระดับสูง ทำให้บรรยากาศภายในงานคึกคักขึ้นมาทันที ผู้คนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างออกรส
พระมเหสีที่ประทับอยู่บนจุดสูงสุดเองก็มีแววตาเป็นประกาย นางเกิดความสนใจในตัวเด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้อย่างมาก จึงเอ่ยด้วยความเบิกบานใจว่า "ใต้เท้าหวังซื่อหลาง ท่านช่างให้กำเนิดบุตรสาวที่ดีจริงๆ พรสวรรค์เช่นนี้ สมควรได้รับการบำรุงอย่างดี ถ่ายทอดคำสั่งของข้าลงไป มอบทรัพยากรสำหรับวิญญาณยุทธ์ระดับหกดาวให้แก่ใต้เท้าหวังซื่อหลางเป็นสองเท่า"
"ขอบพระทัยพระมเหสี!" ใต้เท้าหวังซื่อหลางคุกเข่าลงขอบพระทัย สีหน้าปลาบปลื้มยินดีอย่างปิดไม่มิด
ส่วนคนอื่นๆ ได้แต่รู้สึกอิจฉาอยู่ในใจลึกๆ เท่านั้น
หลังจากเด็กหญิงตัวน้อยปลุกพลังสำเร็จ ก็ทยอยมีคนเดินขึ้นไปบนแท่นบูชา และปลุกตราประทับวิญญาณยุทธ์ได้สำเร็จเช่นกัน ทว่าส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นเพียงวิญญาณยุทธ์ระดับทั่วไปที่อยู่ราวๆ หนึ่งถึงสองดาวเท่านั้น
มีเพียงไม่กี่คนที่มีพรสวรรค์ค่อนข้างดี สามารถปลุกวิญญาณยุทธ์ระดับกลางได้
ตามหลักแล้ว การที่สามารถปลุกวิญญาณยุทธ์ระดับกลางได้ ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว แต่เมื่อเริ่มพิธีก็มีวิญญาณยุทธ์ระดับหกดาวปรากฏขึ้นมา เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันเช่นนี้ จึงดูไม่น่าตื่นตาตื่นใจเท่าใดนัก
เมื่อเห็นว่าคนส่วนใหญ่ขึ้นไปบนแท่นบูชากันหมดแล้ว เจียงรั่วเฉินก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วก้าวเท้าขึ้นไปอย่างสงบเยือกเย็นเช่นกัน!
ชุดคลุมลายงูเหลือมสีทองคำสะดุดตาโดดเด่นท่ามกลางฝูงชน อีกทั้งชื่อเสียงของการ "ไม่สามารถปลุกพลังได้" ตลอดเก้าครั้งที่ผ่านมาของเจียงรั่วเฉินก็โด่งดังไม่น้อย ดังนั้นเมื่อเขาก้าวออกมา จึงดึงดูดสายตาของคนส่วนใหญ่ได้ในทันที
ทว่าส่วนใหญ่เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยการเยาะเย้ย ถากถาง พวกเขาคิดว่าเจียงรั่วเฉินผู้นี้เกิดมาเป็นขยะ ต่อให้ยืนหยัดพยายามต่อไป ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงชะตากรรมที่ไม่สามารถปลุกวิญญาณยุทธ์ได้อย่างแน่นอน!
ส่วนบรรดาองค์ชายและองค์หญิงคนอื่นๆ เมื่อเห็นเจียงรั่วเฉินเดินขึ้นไปบนแท่นบูชา แววตาของพวกเขาก็ยิ่งทวีความเคียดแค้น
พวกเขาแทบจะภาวนาให้เจียงรั่วเฉินตายไปซะเดี๋ยวนี้เลย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาสร้างความอับอายให้กับราชวงศ์ของพวกเขาอีก
"พ้นจากวันนี้ไป ไอ้ขยะเจียงรั่วเฉินนั่น ก็ถือว่าตายไปแล้วอย่างสมบูรณ์"
เจียงรั่วเฉินไม่สนใจเสียงนินทาว่าร้ายและสายตาดูแคลน เขาเดินเข้าไปหาระฆังสำริดทีละก้าวอย่างสง่างาม กางฝ่ามือที่กำแน่นออก และค่อยๆ วางมันลงบนระฆังสำริดโบราณอันเก่าแก่ใบนั้น!
(จบแล้ว)