- หน้าแรก
- ปั้นเธอจนเป็นดาวแต่ดันโดนเท พรุ่งนี้เตรียมดูผมเป็นคนดังได้เลย
- บทที่ 17 - ไม่มีใครเข้าใจเพลงได้ดีไปกว่าผม
บทที่ 17 - ไม่มีใครเข้าใจเพลงได้ดีไปกว่าผม
บทที่ 17 - ไม่มีใครเข้าใจเพลงได้ดีไปกว่าผม
"คุณ ... ฝันไปเถอะ!" หานเจียงเสวี่ยหลบสายตา ท่าทางลุกลี้ลุกลน
เมื่อได้ยินคำพูดของซูเฉิน เธอก็รีบหนีกลับเข้าห้องแล้วปิดประตูทันที
ปัง!
ซูเฉินมองดูประตูห้องนอนที่ปิดสนิทพลางลูบจมูกแก้เกี้ยว
เขาเองก็รู้สึกว่าตัวเองทำตัวงี่เง่าเหมือนกัน อายุรวมกันสองชาติภพก็ผ่านโลกมาไม่น้อย
แต่ตอนนี้กลับมาตกม้าตาย พูดผิดพูดถูกลุกลี้ลุกลนเพียงเพราะผู้หญิงคนเดียว ...
ดูเหมือนว่าตบะจะยังไม่แก่กล้าพอสินะ!
" ... เดี๋ยวถ้าหิวก็ออกมาหาอะไรกินเองนะ! อย่าปล่อยไว้นานล่ะ เดี๋ยวเส้นอืดแล้วจะไม่อร่อย!" ซูเฉินตะโกนบอกผ่านบานประตู
"ผมจะออกไปเอาเพลงที่ห้องอัดก่อนนะ ถ้าคุณอยากกินอย่างอื่นก็ส่งข้อความมาบอกได้เลย เดี๋ยวผมซื้อเข้ามาให้"
พูดจบ ซูเฉินก็ไม่รอช้า รีบเปิดประตูเดินออกไปจากห้องทันที
หลังจากเสียงปิดประตูดังขึ้นไม่ถึงสิบวินาที ประตูห้องนอนของหานเจียงเสวี่ยก็ค่อยๆ แง้มออก
หานเจียงเสวี่ยชะโงกหน้าออกมาจากช่องประตู มองซ้ายมองขวา เมื่อแน่ใจว่าซูเฉินออกไปแล้วจริงๆ เธอถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วเดินออกมาจากห้อง
"หานเจียงเสวี่ยเอ๊ย หานเจียงเสวี่ย เธอกำลังทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย!"
"เขาอุตส่าห์ดูแลเธอมาทั้งคืน คำขอบคุณสักคำก็ไม่มี แถมยังไปว่าเขาอีก ... "
"แถมตอนนี้มันศตวรรษที่ 22 แล้วนะ แค่โดนผู้ชายเห็นเท้า มันจะไปเป็นอะไรนักหนา!"
ยิ่งคิด หานเจียงเสวี่ยก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองทำเกินไปหน่อย เธอจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมจะส่งข้อความไปขอโทษซูเฉิน
แต่ตอนนั้นเอง ท้องของเธอกลับส่งเสียงร้องประท้วงขึ้นมาอย่างไม่รู้จักเวล่ำเวลา
ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ หานเจียงเสวี่ยไม่ได้กินอะไรตกถึงท้องมาเกินสิบสองชั่วโมงแล้ว
"เอ๊ะ ... กลิ่นอะไรหอมจัง ... " หานเจียงเสวี่ยจมูกฟุดฟิด ได้กลิ่นหอมคุ้นๆ ลอยมา
เธอหรี่ตาเดินตามกลิ่นนั้นไปจนถึงห้องอาหาร ก็พบกับบะหมี่ที่ซูเฉินห่อมาให้
คราวนี้ ความรู้สึกผิดในใจของหานเจียงเสวี่ยยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก ...
" ... ช่างเถอะ! กินก่อนค่อยว่ากัน!"
"เดี๋ยวรอเขากลับมา ค่อยขอโทษต่อหน้าเลยก็แล้วกัน!"
ความหิวกลบความคิดทุกอย่าง หานเจียงเสวี่ยเลิกคิดฟุ้งซ่าน แกะห่อบะหมี่แล้วลงมือจัดการอย่างเอร็ดอร่อย
อีกด้านหนึ่ง ซูเฉินกำลังนั่งรถแท็กซี่แบบเหมาจ่ายมุ่งหน้าไปยังห้องอัดเสียง 442
ซูเฉินรู้ดีว่าถ้าขืนเขายังอยู่ต่อ สถานการณ์เมื่อกี้คงยิ่งน่าอึดอัดเข้าไปใหญ่
เขาจึงหาข้ออ้างปลีกตัวออกมา
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ซูเฉินบอกว่าจะออกมาเอาเพลงก็ไม่ใช่แค่ข้ออ้างส่งๆ เพราะเมื่อเช้าเขาได้รับข้อความจากเจ้าของห้องอัดว่าเพลงสองเพลงครึ่งนั้นทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ใช้เวลาเดินทางเกือบครึ่งชั่วโมง ซูเฉินก็บอกให้คนขับรถแท็กซี่จอดตรงสี่แยกที่ใกล้ห้องอัดเสียง 442 ที่สุด เพื่อที่คนขับจะได้ไม่ต้องไปกลับรถ เดินต่ออีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว ถือว่าสะดวกทั้งสองฝ่าย
ซูเฉินผลักประตูเข้าไป เจ้าของร้านที่นั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งพนักงานต้อนรับและคนดูแลร้านก็รีบลุกขึ้นยืนต้อนรับด้วยรอยยิ้ม
"พี่เฉินมาเร็วจังเลยนะครับเนี่ย ตอนแรกกะว่าถ้าพี่ไม่รีบ เดี๋ยวปิดร้านแล้วผมจะเอาไปส่งให้ที่บ้านเลย!" เจ้าของร้านพูดกลั้วหัวเราะ
ซูเฉินสัมผัสได้ถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของเจ้าของร้านเมื่อเทียบกับครั้งก่อน
แต่เขารู้ดีว่านิสัยของเจ้าของร้าน ไม่ได้เปลี่ยนไปเพราะรู้ว่าซูเฉินโด่งดัง แต่เป็นเพราะเพลงสองเพลงครึ่งนั่นต่างหาก
คนทำดนตรีตัวจริง มักจะไม่สนใจชื่อเสียงเรียงนามของอีกฝ่ายจนต้องเปลี่ยนท่าทีหรอก
สิ่งเดียวที่จะทำให้พวกเขายอมรับนับถือได้ ก็คือผลงานเท่านั้น
ซูเฉินยิ้มแล้วตอบ "เดินมาแค่นี้เอง จะรบกวนคุณได้ยังไงล่ะครับ"
ทั้งสองคนไม่ได้ทักทายอะไรกันมากนัก คุยกันแค่สองสามประโยค เจ้าของร้านก็หยิบแฟลชไดรฟ์ที่บันทึกเพลงทั้งสองเพลงครึ่งนั้นส่งให้ซูเฉิน
"เอ่อ คือผมมีเรื่องอยากจะถามหน่อยน่ะครับ ... เพลงพวกนี้พี่แต่งเองหมดเลยเหรอครับ" เจ้าของร้านถาม
"ก็ประมาณนั้นครับ" ซูเฉินพยักหน้า
"สองเพลงนี้แต่งมาได้สุดยอดมากเลยครับ! เอาไปแข่งบนชาร์ตเพลงใหม่เดือนหน้าได้สบายๆ เลย!" เจ้าของร้านพูดอย่างตื่นเต้น
"เชื่อผมเถอะ! ด้วยเพลงสองเพลงนี้ พี่ดังระเบิดแน่นอน!"
"ฮ่าๆ งั้นก็ขอให้สมพรปากนะครับเถ้าแก่!"
ซูเฉินเดินออกจากห้องอัดเสียง 442 แล้วไม่ได้ตรงกลับบ้านทันที แต่แวะเข้าไปในอินเทอร์เน็ตคาเฟ่แทน
เนื่องจากการอัปโหลดเพลงลงเว็บไซต์ต้องใช้คอมพิวเตอร์ เขาไม่อยากจะไปรบกวนคนอื่นบ่อยๆ
ซูเฉินเอาบัตรประชาชนไปเปิดเครื่องที่เคาน์เตอร์ เติมเงินไป 50 หยวน แล้วหาที่นั่งตรงโซนรวม
แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ ค่าคอมพิวเตอร์โซนรวมที่นี่ปาเข้าไปเกือบสิบหยวนต่อชั่วโมง!
"คิดถึงสมัยก่อนตอนเลิกเรียนแล้วแอบไปเล่นเกมที่ร้านเน็ตเถื่อนชะมัด ชั่วโมงละแค่สองสามหยวนเอง"
"เดี๋ยวนี้พอเปลี่ยนชื่อเป็นอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ แค่เปลี่ยนคำเดียว ราคาพุ่งขึ้นไปตั้งสามเท่ากว่า" ซูเฉินบ่นพึมพำ
อาจจะเพราะราคาแพงด้วย ซูเฉินก็เลยทำอะไรอย่างรวดเร็ว
เขาเข้าไปสมัครบัญชีผู้ใช้ในระบบหลังบ้านของคิวคิวมิวสิก เสียบแฟลชไดรฟ์เข้ากับคอมพิวเตอร์ แล้วดึงไฟล์เพลงทั้งสองเพลงครึ่งลงเครื่อง
จากนั้นเขาก็เข้าไปในโปรแกรมคิวคิวมิวสิก ค้นหาเพลงสองเพลงที่เซฟไว้ในเครื่อง แล้วกดอัปโหลด ตั้งชื่อเพลงว่า 'เทียนโฮ่ว' และ 'นักแสดง' ตามลำดับ
เท่านี้ขั้นตอนการปล่อยเพลงก็เสร็จสมบูรณ์ ที่เหลือก็แค่รอให้ทางคิวคิวตรวจสอบและอนุมัติ พอเขาคลิกเผยแพร่ ชาวเน็ตก็จะสามารถค้นหาเพลงทั้งสองเพลงนี้เจอได้แล้ว
หลังจากอัปโหลดเพลงเสร็จ ซูเฉินก็ยังไม่ได้ออกจากระบบ เขาเปิดวีแชตบนคอมพิวเตอร์ แล้วส่งไฟล์เพลงเดโมไปให้จางฝูอวี่ พร้อมกับพิมพ์ข้อความไปว่า
ซูเฉิน: พี่ฝูอวี่ ผมแต่งเพลงเสร็จแล้วนะ พี่ลองฟังดู ถ้าไม่ชอบผมยังมีเพลงอื่นอีก
ผ่านไปไม่ถึงนาที จางฝูอวี่ก็ส่งสติกเกอร์หน้าตกใจกลับมา
อวี่ลั่วฝูฉวี: แต่งเสร็จแล้วจริงๆ เหรอ รอเดี๋ยวนะ ตอนนี้ฉันว่างพอดี เดี๋ยวลองฟังดูเลย!
ซูเฉิน: โอเคครับ
ซูเฉินดูเวลา ตอนนี้เพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง คอมพิวเตอร์ที่ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ถ้าเล่นไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็คิดราคาเต็มหนึ่งชั่วโมง ถ้าออกตอนนี้ก็ขาดทุนย่อยยับ
ซูเฉินก็เลยไม่รีบร้อน เปิดเบราว์เซอร์ไถเวยป๋อฆ่าเวลา
วันนี้เป็นวันที่สามแล้วนับตั้งแต่คอนเสิร์ตของจางฝูอวี่ ตามหลักแล้วแฮชแท็กของซูเฉินน่าจะหลุดจากสิบอันดับแรกไปแล้ว
แต่พอซูเฉินกดเข้าไปดู ก็พบว่าแฮชแท็กของเขายังคงเกาะชาร์ตอยู่อย่างเหนียวแน่น แถมยังมีแฮชแท็กใหม่เพิ่มเข้ามาอีกสองอัน แค่เปลี่ยนคำโปรยเฉยๆ
"นักวิจารณ์ดนตรีมือทองโจวเฉียงวิจารณ์เพลงเทียนโฮ่ว ... เพลงใหม่ของหวังฉีขยี้เพลงเทียนโฮ่ว ... " ซูเฉินอ่านชื่อแฮชแท็กสองอันนั้นเบาๆ
ซูเฉินเลิกคิ้วขึ้น พึมพำกับตัวเอง "โจวเฉียงกับหวังฉีก็อยู่บริษัทฝานซิงเอนเตอร์เทนเมนต์ไม่ใช่เหรอ จุ๊ๆ ... ดูท่าสวีฟางหยวนกับหลินเยียนหรานจะนั่งไม่ติดแล้วสินะ"
ด้วยความอยากรู้ ซูเฉินจึงกดเข้าไปดูแฮชแท็กที่ชื่อ "นักวิจารณ์ดนตรีมือทองโจวเฉียงวิจารณ์เพลงเทียนโฮ่ว"
[นักวิจารณ์ดนตรีมือทองโจวเฉียง: ช่วงนี้เห็นทุกคนกำลังตามหาเพลงที่ชื่อว่า 'เทียนโฮ่ว' ผมก็เลยเกิดความอยากรู้ ลองไปฟังคลิปสั้นๆ ที่แชร์กันว่อนเน็ตดูบ้าง แต่พอฟังจบกลับรู้สึกผิดหวังอย่างแรง! เนื้อเพลงก็ตรงทื่อไร้ศิลปะ ทำนองก็ซ้ำซากจำเจ ภาพรวมของเพลงถือว่าอยู่ระดับค่อนไปทางแย่! ตัวเพลงอาจจะไม่ได้แย่ขนาดนั้น แต่คนที่ชื่อซูเฉินคนนี้นำเสนอออกมาได้แย่มาก! พูดสั้นๆ ก็คือ ห่วยแตก! ทั้งการออกเสียง อารมณ์เพลง ท่าทาง ผมรับไม่ได้จริงๆ! เป็นการแสดงสดที่ชวนอ้วกที่สุดในรอบหลายปีมานี้เลยก็ว่าได้! เขาร้องซะสุดเสียง แต่ผมฟังแล้วไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด!]
คอมเมนต์ของโจวเฉียงสร้างแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงบนโลกออนไลน์ มีคอมเมนต์ตอบกลับมากมายที่บอกว่า "ฉันฟังแล้วก็เพราะดีนี่นา", "ฉันว่าเพราะดีออก", "ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นมั้ง"
แต่สำหรับคอมเมนต์พวกนี้ โจวเฉียงตอบกลับแค่ประโยคเดียว
[นักวิจารณ์ดนตรีมือทองโจวเฉียง: ผมคือนักวิจารณ์ดนตรีระดับมือทอง ไม่มีใครเข้าใจเพลงได้ดีไปกว่าผม! ถ้าอยากฟังเพลงเพราะๆ ก็ไปฟังเพลงใหม่ที่ผมแต่งสิ เพลง 'Midnight Whiskey' ที่หวังฉีเป็นคนร้อง!]
ด้านล่างยังมีพวกหน้าม้ามาคอมเมนต์ผสมโรงว่า "อาจารย์โจวพูดถูกใจฉันมาก", "วิจารณ์แรงแต่ตรงประเด็น", "เพลงเทียนโฮ่วสู้เพลง Midnight Whiskey ไม่ได้จริงๆ" ...
แน่นอนว่านอกจากพวกหน้าม้าแล้ว ก็ยังมีแฟนคลับของหวังฉี กลุ่มแฟนคลับที่เรียกตัวเองว่า "ผู้หญิงของราชา"
"ผู้หญิงของราชาไม่มีวันยอมแพ้!", "เพลงขยะอย่างเทียนโฮ่วคู่ควรจะเอามาเทียบกับเพลงใหม่ของพี่ฉีฉีงั้นเหรอ", "เทียนโฮ่วเหรอ? แหวะ!" ...
ด้วยการปั่นกระแสอย่างจงใจของพวกเขา กระแสตอบรับของเพลงเทียนโฮ่วบนเวยป๋อก็เริ่มดิ่งลงเหวอย่างรวดเร็ว
ยิ่งไปกว่านั้น กระแสความนิยมที่เคยเป็นของเพลงเทียนโฮ่ว ก็เริ่มถูกโอนถ่ายไปให้เพลง Midnight Whiskey อย่างช้าๆ!
[จบแล้ว]