- หน้าแรก
- ปั้นเธอจนเป็นดาวแต่ดันโดนเท พรุ่งนี้เตรียมดูผมเป็นคนดังได้เลย
- บทที่ 16 - ผมจะรับผิดชอบเอง
บทที่ 16 - ผมจะรับผิดชอบเอง
บทที่ 16 - ผมจะรับผิดชอบเอง
เซี่ยงไฮ้ สำนักงานใหญ่บริษัทฟิงซ่างมีเดีย
ลู่ฮว๋านั่งตัวตรงอยู่ในห้องทำงาน ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มประจบประแจงขณะพูดสาย
ถ้าดูแค่สีหน้าของเขา คงไม่มีใครคิดว่าเขากำลังคุยกับคนธรรมดาที่ยังไม่ได้ก้าวเท้าเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยซ้ำ
"ฮ่าๆๆ คุณซูเฉิน ผมไม่ได้พูดเล่นจริงๆ ครับ"
"ใช่ครับ ปีละห้าล้านหยวนจริงๆ ส่วนรายได้หลังจากนี้ คุณกับบริษัทก็แบ่งกันคนละครึ่ง"
"แถมทางเรายังรับประกันด้วยนะครับว่า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ฟิงซ่างมีเดียจะดันคุณให้ขึ้นไปอยู่ระดับศิลปินแถวสามได้ภายในสามปีเป็นอย่างน้อย"
ลู่ฮว๋ายิ้มแย้มแจ่มใส แต่ในใจกลับสบถด่าไม่หยุด
จริงๆ แล้วเขาไม่ได้อยากจะทำแบบนี้หรอก เขาเป็นถึงผู้จัดการแผนกของบริษัทฟิงซ่างมีเดียนะเว้ย ดาราระดับแถวสองหลายคนยังต้องมาประจบประแจงเขาเลย
แต่ลู่ฮว๋าก็ไม่มีทางเลือก เมื่อคืนเขาได้รับคำสั่งจากบอร์ดบริหาร ให้ไปเจรจาเซ็นสัญญากับคนๆ หนึ่งด้วยมาตรฐานระดับดาราแถวสองหรือแถวสาม ต่อให้อีกฝ่ายจะไม่ยอมเซ็นสัญญา ก็ต้องอำนวยความสะดวกให้อย่างเต็มที่ และพยายามช่วยเหลือเขาในวงการให้มากที่สุด
การที่ลู่ฮว๋าก้าวขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ก่อนอายุสามสิบ ย่อมไม่ใช่คนโง่ เขาประเมินสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วว่าผู้ชายที่ชื่อซูเฉินคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ
อย่างน้อยที่สุด ก็ต้องมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับใครสักคนในบอร์ดบริหาร
และคนแบบนี้ ลู่ฮว๋าก็ล่วงเกินไม่ได้เด็ดขาด
ซูเฉินที่อยู่ปลายสายถึงกับอึ้งไปเลยเมื่อได้ยินเงื่อนไขอันหอมหวานเหล่านี้
แต่โชคดีที่ซูเฉินยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน เขารู้ดีว่าบนโลกนี้ไม่มีของฟรี ถ้าไม่ใช่หลุมพรางก็ต้องเป็นหนี้บุญคุณ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ซูเฉินไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวเลย
โดยเฉพาะอย่างหลัง
ดังนั้น ซูเฉินจึงปฏิเสธอย่างนุ่มนวล "ขอโทษด้วยนะครับ ถึงแม้เงื่อนไขที่บริษัทคุณเสนอมาจะดีมากๆ แต่ผมยังไม่มีความคิดที่จะเซ็นสัญญากับบริษัทไหนเลยในตอนนี้ครับ"
เมื่อได้ยินคำตอบของซูเฉิน แม้จะประหลาดใจ แต่ลู่ฮว๋าก็ยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเองมากขึ้นไปอีก
ถ้าซูเฉินเป็นแค่คนธรรมดาจริงๆ มีหรือจะไม่หวั่นไหวกับเงินห้าล้านต่อปี
ดังนั้นความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
ถ้าซูเฉินไม่ใช่ลูกเมียน้อยของบอร์ดบริหาร ก็ต้องเป็นเด็กเสี่ยแน่ๆ
แต่โอกาสที่จะเป็นลูกเมียน้อยนั้นมีน้อยมาก ความเป็นไปได้มากที่สุดก็คือเป็นเด็กเสี่ยนี่แหละ
แต่เดี๋ยวนะ ... บอร์ดบริหารพวกนั้น แก่จนรุ่นราวคราวเดียวกับแม่ฉันได้เลยมั้ง
จุ๊ๆ ... พ่อหนุ่มคนนี้ช่างใจเด็ดจริงๆ ยอมพลีชีพเพื่อเปิดทางสว่างให้ตัวเองเลยนะเนี่ย
ลู่ฮว๋าถอนหายใจในใจ ก่อนจะรีบพูดขึ้น "น่าเสียดายจริงๆ นะครับเนี่ย การที่ไม่ได้เซ็นสัญญากับคุณซูเฉิน ถือเป็นความสูญเสียของฟิงซ่างมีเดียเลยล่ะครับ"
"แต่ข้อเสนอที่ผมบอกไปเมื่อกี้ ยังมีผลอยู่นะครับ ตราบใดที่คุณซูเฉินต้องการ คุณสามารถมาร่วมงานกับฟิงซ่างมีเดียได้ตลอดเวลาเลยครับ"
ซูเฉินถูกคำพูดของลู่ฮว๋าทำให้ประหลาดใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนตอนนี้เริ่มชินชาไปเสียแล้ว
"ขอบคุณมากครับ ถ้าผมคิดจะเซ็นสัญญากับบริษัทเมื่อไหร่ ผมจะพิจารณาฟิงซ่างมีเดียเป็นที่แรกเลยครับ" ซูเฉินพูดจากใจจริง
เขาพูดออกมาจากใจจริงๆ บริษัทใหญ่อย่างฟิงซ่างมีเดีย ผู้จัดการแผนกคนนึงกลับมี "มารยาท" กับคนธรรมดาอย่างเขาขนาดนี้ นี่เป็นสิ่งที่ซูเฉินไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย
บริษัทใหญ่ก็มีเหตุผลของบริษัทใหญ่สินะ
พูดจบ ซูเฉินก็เตรียมจะวางสาย
แต่วินาทีต่อมา ลู่ฮว๋าก็พูดขึ้นมาอีกว่า "อ้อ ถึงแม้การเจรจาเซ็นสัญญาครั้งนี้จะไม่สำเร็จ แต่ผมก็ยังชื่นชมในความสามารถของคุณซูเฉินนะครับ เดือนหน้าทางสถานีโทรทัศน์มณฑลเซียงจะมีการบันทึกเทปรายการวาไรตี้ประกวดร้องเพลงที่ชื่อว่า 'Mingri Zhi Xing' (ดาราแห่งวันพรุ่งนี้) ตอนแรกก็กำหนดตัวผู้เข้าแข่งขันไว้หมดแล้ว แต่จู่ๆ ก็มีผู้เข้าแข่งขันคนนึงขอถอนตัวกะทันหันน่ะครับ"
ซูเฉินได้ยินดังนั้น ก็ถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจว่า "ผู้จัดการลู่ หมายความว่า ... "
ลู่ฮว๋ายิ้มแล้วตอบ "คุณก็รู้ความสัมพันธ์ระหว่างฟิงซ่างมีเดียกับสถานีโทรทัศน์มณฑลเซียงดีนี่ครับ ผมก็เลยเสนอชื่อคุณให้ทางทีมงานรายการไปแล้ว คิดว่าอีกเดี๋ยวคงมีคนติดต่อไปหาคุณแน่นอนครับ"
พอได้ยินประโยคนี้ ต่อให้ซูเฉินจะเตรียมใจไว้บ้างแล้ว เขาก็ยังถึงกับยืนอึ้งอยู่กับที่
ตอนนี้ในหัวเขามีเพียงความคิดเดียว
หรือว่า ... ฉันจะเป็นลูกเมียน้อยของประธานบริษัทฟิงซ่างมีเดียจริงๆ วะเนี่ย
ต้องรู้ก่อนนะว่า รายการวาไรตี้พวกนี้ ตำแหน่งแต่ละตำแหน่งมีคนจองไว้หมดแล้ว อย่าว่าแต่มีคนถอนตัวกะทันหันเลย ต่อให้ไม่มีคนถอนตัว ก็ยังมีคนแย่งกันแทบตาย
เบื้องหลังรายการพวกนี้ล้วนเต็มไปด้วยการขับเคี่ยวของกลุ่มทุนทั้งนั้น
แต่กับตำแหน่งที่มีค่าแบบนี้ ลู่ฮว๋ากลับบอกเขาว่า "ว่าง" และเสนอชื่อเขาเข้าไปในรายการแล้วเนี่ยนะ ...
ครั้งนี้ ซูเฉินคิดยังไงก็คิดไม่ออกจริงๆ
ในที่สุดซูเฉินก็ทนไม่ไหว ถามลู่ฮว๋าไปตรงๆ ว่า "ผู้จัดการลู่ ผมขอถามหน่อยได้ไหมครับว่า ทำไมฟิงซ่างมีเดียถึงให้ความสำคัญกับผมขนาดนี้ มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ"
เหตุผลอะไรน่ะเหรอ เหตุผลอะไรแกก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจไม่ใช่หรือไงไอ้หนุ่ม
ลู่ฮว๋ากลอกตาบน แต่น้ำเสียงยังคงนุ่มนวล
"ก็เพราะฟิงซ่างมีเดียเล็งเห็นถึงศักยภาพในอนาคตของคุณไงครับ ก็เลยอยากจะสร้างความสัมพันธ์อันดีไว้ล่วงหน้า ฮ่าๆๆ"
มุมปากของซูเฉินกระตุก
นี่คุณคิดว่าชีวิตจริงคือนิยายหรือไง คำพูดแบบนี้คงมีแต่พระเอกนิยายแนวแมรี่ซูเท่านั้นแหละที่เชื่อ
แต่ซูเฉินก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าตัวเองไปรู้จักผู้บริหารระดับสูงของฟิงซ่างมีเดียตอนไหน
เมื่อคิดไม่ออก ซูเฉินก็เลยเลิกคิดไปก่อน
" ... อ้า ฮ่าๆๆ งั้นก็ต้องขอบคุณผู้จัดการลู่ที่ให้ความเมตตาแล้วล่ะครับ"
"ก็เพราะคุณซูเฉินมีความสามารถที่โดดเด่นยังไงล่ะครับ เอาล่ะ ผมมีธุระต้องไปจัดการต่อ ไว้คราวหน้าถ้ามีเวลาผมขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงเหล้าคุณซูเฉินสักมื้อนะครับ"
"ฮ่าๆ ได้เลยครับ ไว้เจอกันครับ เดี๋ยวผมเป็นเจ้ามือเอง"
ทั้งสองคนพูดคุยทักทายกันอีกสองสามประโยคก่อนจะวางสายไป ประจวบเหมาะกับที่รถแท็กซี่ขับมาจอดที่หน้าหมู่บ้านพอดี
ซูเฉินหิ้วบะหมี่ที่ห่อมา เดินกลับไปที่ห้องพัก วางบะหมี่ลงบนโต๊ะอาหาร แล้วเดินไปที่ห้องนอนของหานเจียงเสวี่ย เตรียมจะเคาะประตู
แต่ยังไม่ทันได้ยกมือขึ้น ประตูก็เปิดออกเอง หานเจียงเสวี่ยในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงเดินออกมาจากห้องนอน
ชั่วขณะนั้น สายตาสองคู่ประสานกัน ทั้งสองคนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ ใบหน้าของหานเจียงเสวี่ยแดงซ่านขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ...
"เอ่อ ... ผมซื้อบะหมี่มาฝาก วางอยู่บนโต๊ะกินข้าวนะ คุณไปล้างหน้าล้างตาก่อนแล้วมากินสิ" ซูเฉินบอก
ริมฝีปากของหานเจียงเสวี่ยขยับเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีเสียงใดหลุดรอดออกมา
ผ่านไปหลายวินาที หานเจียงเสวี่ยถึงรวบรวมความกล้าเอ่ยถาม "เมื่อ ... เมื่อวานคุณเป็นคนพาฉันกลับมาเหรอ"
"ใช่สิ"
หานเจียงเสวี่ยกำชายเสื้อแน่น ก้มหน้าลงแล้วถามต่อ "งั้น ... เสื้อผ้าของฉัน คุณ ... คุณเป็นคนถอดให้เหรอ"
" ... ใช่" ซูเฉินที่ตอนแรกยังงงๆ อยู่ พอเห็นท่าทางของหานเจียงเสวี่ย เขาก็รู้ทันทีว่าเธอต้องกำลังคิดมากแน่ๆ
"นี่คุณกำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย ผมก็แค่ช่วยถอดเสื้อโค้ตกับถุงเท้าให้คุณ จะได้นอนสบายขึ้นไง ... ผมไม่ได้ทำอะไรล่วงเกินคุณเลยนะ" ซูเฉินรีบอธิบาย
"คุณ ... คุณถอดถุงเท้าให้ฉัน งั้น ... งั้นเท้าของฉันคุณก็ ... ก็เห็นหมดแล้วสิ ... " หานเจียงเสวี่ยหน้าแดงก่ำ ยิ่งพูดยิ่งเสียงเบาลง
ถึงแม้ปกติหานเจียงเสวี่ยจะดูเป็นคนเปิดเผย แต่ลึกๆ แล้วเธอเป็นผู้หญิงที่หัวโบราณมาก และถูกพ่อแม่ทะนุถนอมมาอย่างดี
เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน สำหรับเธอแล้วถือว่าเกินขอบเขตไปมาก
ตั้งแต่เกิดมา เธอยังไม่เคยให้ผู้ชายคนไหนเห็นเท้าของเธอเลยนะ ...
ซูเฉินทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะรับมือกับสถานการณ์นี้ยังไง จึงโพล่งออกไปโดยไม่ทันคิด
"คุณไม่ต้องห่วงนะ ผมจะรับผิดชอบเอง"