- หน้าแรก
- อัครสาวกแห่งฝันร้าย
- บทที่ 18 วันที่เจ็ด
บทที่ 18 วันที่เจ็ด
บทที่ 18 วันที่เจ็ด
ทุกคนในที่นั้นต่างตกใจ "เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ"
"เรือที่คณะงิ้วใช้ตอนข้ามแม่น้ำพลิกคว่ำ ทุกคนอยู่ในเรือลำนั้นพอดี ที่ท่าเรืออ่าวเหล่าหนิวห่างจากที่นี่ไปสิบกว่าหลี่น่ะ"
"เกิดขึ้นเมื่อไหร่หรือ"
"ก็หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นจมน้ำตายไปได้ไม่นาน"
ก่อนหน้านี้ไม่นานนักแสดงชื่อดังของคณะงิ้วซึ่งเป็นลูกสาวของหัวหน้าคณะไป๋เพิ่งจมน้ำตาย คล้อยหลังมาคนทั้งคณะก็ต้องมาตายเพราะจมน้ำเหมือนกันอีก เรื่องนี้ต่อให้ไม่ใช่คนฉลาดก็ดูออกว่ามันไม่ชอบมาพากล
แต่ถึงจะดูออก ในสถานการณ์แบบนี้ก็คงไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรงๆ คนที่สามารถสร้างฐานะครอบครัวได้ใหญ่โตขนาดนี้ในยุคที่บ้านเมืองวุ่นวายได้ ครอบครัวนายท่านเฟิงก็คงไม่ใช่คนดีอะไรนักหรอก
ดูเหมือนว่าสุขภาพของนายท่านเฟิงจะไม่ค่อยดีนัก หลังจากคุยต่อได้อีกสองสามประโยค เขาก็เริ่มมีท่าทางเหนื่อยล้า พ่อบ้านหลิวเห็นดังนั้นจึงเรียกบ่าวไพร่และสาวใช้มาช่วยประคองนายท่านเฟิงเข้าไปพักผ่อนที่ห้องโถงด้านใน
"ทุกท่าน นายท่านต้องล้มหมอนนอนเสื่อเพราะเรื่องของคุณชายรอง หากมีเรื่องอะไร พวกท่านก็ถามข้าเถอะ" พ่อบ้านหลิวถอนหายใจเบาๆ "บอกตามตรง สุขภาพของนายท่านแย่ลงทุกวัน ก็เพราะเรื่องนั้นแหละทำเอากลางคืนก็นอนไม่หลับเลย"
หยางเซียว: "เหอะ"
"ทุกท่านโปรดตามข้ามาเถิด พวกท่านดูเอาก็จะรู้เอง" เมื่อพูดถึงนายท่านของตัวเอง พ่อบ้านหลิวที่มีใบหน้าเคร่งขรึมก็เผยให้เห็นความรู้สึกที่แท้จริงออกมาบ้าง เขาพาทุกคนไปที่อีกด้านของห้องโถง ซึ่งมองจากภายนอกดูเหมือนจะเป็นห้องนอน
เหนือกรอบประตูมีกระจกยันต์แปดทิศบานหนึ่งติดอยู่ ผิวกระจกสีทองแดงมีฝุ่นเกาะอยู่เล็กน้อย แต่รูปทรงโบราณคลาสสิก ขอบกระจกเรียบเนียน มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นของเก่าที่หาได้ยาก
เมื่อผลักประตูเข้าไป ข้างในก็เป็นห้องนอนจริงๆ มีเตียงไม้แกะสลักตั้งเยื้องกับประตู ผ้าม่านบนเตียงไม้ถูกปล่อยลงมา มองเห็นลางๆ ว่ามีคนนอนอยู่ข้างใน
เมื่อได้รับอนุญาตจากพ่อบ้านหลิวแล้ว พวกเขาถึงกล้าเดินเข้าไปและค่อยๆ เลิกผ้าม่านขึ้น ภาพที่เห็นทำเอาทุกคนตกตะลึง เพราะสิ่งที่นอนอยู่บนเตียงคือหุ่นกระดาษตัวหนึ่ง!
หุ่นกระดาษถูกห่มด้วยผ้าห่มปักลวดลายหนานุ่ม และยังหนุนหมอนไม้ด้วย ของใช้บนเตียงทั้งหมดเหมือนกับที่คนเป็นใช้ไม่มีผิด ที่สำคัญไปกว่านั้นคือรูปร่างหน้าตาของหุ่นกระดาษตัวนี้ถูกวาดเลียนแบบนายท่านเฟิงชัดๆ การทำหุ่นกระดาษให้คนเป็นถือเป็นข้อห้ามที่ร้ายแรงที่สุดในบรรดาข้อห้ามเลยเชียวล่ะ!
"แกล้งตายงั้นหรือ" หยางเซียวมองดูหน้าตาของหุ่นกระดาษ แล้วก็พอมองออกถึงจุดประสงค์บางอย่าง
เมื่อได้ยินดังนั้นพ่อบ้านหลิวก็หันกลับมา พยักหน้าให้หยางเซียวทีหนึ่ง "ท่านพูดถูก ผู้หญิงคนนั้นดุร้ายเกินไป ในจวนเชิญทั้งนักพรตและปรมาจารย์มามากมายแล้ว แต่ก็ไม่มีใครมีวิธีรับมือ เลยจำต้องใช้วิธีนี้"
สือต้าลี่จ้องมองพ่อบ้านหลิว แล้วถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "แต่พวกท่านไม่รู้หรือว่าการใช้วิธีนี้จะทำให้ดวงชะตาของคนเป็นเสียหายได้"
"ตอนนี้สนใจเรื่องพวกนั้นไม่ได้แล้ว ชีวิตของนายท่านสำคัญที่สุด" พ่อบ้านหลิวประสานมือคำนับทุกคน สีหน้าจริงจัง "ทุกท่าน ในเมื่อรับเงินของตระกูลเฟิงไปแล้ว ก็ขอให้ทุกท่านทุ่มเทสุดกำลัง รีบจัดการผู้หญิงคนนั้นให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว หากงานสำเร็จ ตระกูลเฟิงจะตอบแทนอย่างงามแน่นอน และนี่ก็ถือเป็นบุญกุศลอย่างหนึ่งสำหรับทุกท่านด้วย"
คำพูดพวกนี้ทุกคนฟังจนชินแล้ว ไม่มีใครสนใจหรอกว่าเป็นบุญกุศลหรือไม่ ทุกคนแค่หวังอยากจะมีชีวิตรอดก็เท่านั้น
"พ่อบ้านหลิว แล้วหุ่นกระดาษตัวแทนนี้จะปิดบังไปได้อีกนานแค่ไหนหรือ" ควั่งหงอี้ถามถึงจุดสำคัญ
พ่อบ้านหลิวชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว "อย่างมากก็สามวัน"
การตกแต่งภายในห้องนอนดูแปลกประหลาดมาก ด้านซ้ายของเตียงไม้แขวนถุงหอมลายผีร้ายไว้ ส่วนด้านขวาแขวนกรรไกรเก่าที่บิ่นแล้วหนึ่งเล่ม ข้างเตียงมีรองเท้าปักผ้าซาตินสีแดงสดวางอยู่คู่หนึ่ง แต่ปลายรองเท้ากลับถูกของมีคมตัดขาดจนหายไป
เมื่อถอยหลังมาหนึ่งก้าว ที่โต๊ะสี่เหลี่ยมตรงกลางห้อง มีการใช้เหรียญทองแดงร่วมกับธูปเทียนจัดวางเป็นรูปทรงประหลาด ดูเหมือนว่าจะเป็นค่ายกลขับไล่สิ่งชั่วร้ายบางอย่าง
บนขื่อบ้านมีด้ายเงินห้อยลงมา ข้างล่างผูกกระดิ่งไว้หนึ่งลูก ด้านนอกกระดิ่งถูกหุ้มด้วยชั้นสนิมทองแดง รูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมซึ่งหาได้ยาก ตั้งแต่พวกหยางเซียวเข้ามา กระดิ่งทองแดงก็แกว่งไปมาเบาๆ เป็นระยะ แต่กลับไม่ได้ยินเสียงใดๆ ดังออกมาเลย
หยางเซียวจ้องมองกระดิ่งลูกนั้นพลางรวบรวมสมาธิเล็กน้อย เขาเคยเห็นของคล้ายๆ กันนี้ในหนังสือเก่าที่ไปคุ้ยมาจากแผงขายหนังสือเก่า
กระดิ่งชนิดนี้เรียกว่ากระดิ่งเสียงโลงศพ หาดูได้ยากมาก ปกติจะใช้ด้ายเงินร้อยแล้วนำไปแขวนไว้ที่มุมโลงศพ เล่าลือกันว่าหากพวกโจรขุดสุสานเปิดสุสานแล้วเจอโลงศพแบบนี้ ก็มักจะไม่เข้าไปยุ่งด้วย เพราะคนปกติที่ตายไปคงไม่ใช้ของแบบนี้หรอก ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ตายด้วยความอาฆาตแค้น หรือไม่ก็ตายโหงจนศพไม่สมบูรณ์
เขาว่ากันว่าของสิ่งนี้เฮี้ยนมาก ภายในใช้เคล็ดวิชาลับสะกดวิญญาณของเด็กทารกที่ยังไม่ครบกำหนดคลอดเอาไว้ จากนั้นก็ใช้น้ำตาเทียนปิดผนึกปากกระดิ่งไว้
กระดิ่งแบบนี้ปกติจะไม่ส่งเสียง จะส่งเสียงก็ต่อเมื่อสัมผัสได้ถึงไอสังหารของวิญญาณอาฆาตแค้นหรือผีร้ายเท่านั้น และเสียงที่ดังออกมาจากข้างในก็จะเป็นเสียงเด็กร้องไห้ที่โหยหวนจนน่าขนลุก
หลังจากอยู่ต่ออีกสักพัก ทุกคนก็เดินออกมา ยืนอยู่ที่ลานบ้านด้านนอก สัมผัสแสงแดดที่สาดส่องลงบนร่างกาย ให้ความรู้สึกราวกับได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง ห้องนอนจอมปลอมที่ถูกจัดฉากไว้นั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศที่น่าขนลุก ภายในห้องกับภายนอกห้องต่างกันราวกับอยู่คนละโลก
หลังจากกำชับอีกสองสามประโยค พ่อบ้านหลิวก็อนุญาตให้พวกเขาสามารถเดินไปไหนมาไหนในจวนได้ตามสบาย หากต้องการจะออกไปนอกจวนก็ไม่ว่าอะไร แต่ต้องกลับมาให้ทันก่อนพระอาทิตย์ตกดิน
อีกอย่าง เวลาออกไปนอกจวนจะต้องมีบ่าวไพร่ในจวนคอยติดตามไปด้วยเสมอ เหตุผลที่พ่อบ้านหลิวให้มาก็คือ ตอนนี้ข้างนอกกำลังมีสงคราม พวกผู้อพยพมีเยอะมาก เขาเกรงว่าความปลอดภัยของพวกเขาจะไม่ได้รับการคุ้มครอง
หลังจากพูดจบ พ่อบ้านหลิวก็จากไป ทุกคนมองหน้ากัน จากนั้นก็ออกจากเรือนแห่งนี้แล้วเดินไปยังสถานที่ที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง
เมื่อไม่มีคนนอกอยู่ด้วย บางเรื่องก็พูดกันได้สะดวกขึ้น "พวกนายคิดยังไงบ้าง" ควั่งหงอี้เป็นคนแรกที่เอ่ยปากหลังจากแน่ใจว่าไม่มีใครแอบฟังอยู่
เคอหลงแค่นเสียงเย็นชา "เรื่องนี้มันไม่ชัดเจนพออีกเหรอ คนเขามาดีๆ เพื่อร้องงิ้ว แต่ผลคือคนที่เป็นตัวชูโรงที่สวยที่สุดดันจมน้ำตาย แถมยังไม่พอ หันหลังกลับไปคนทั้งคณะงิ้วก็ตายเรียบกันหมด ดีล่ะสิ แบบนี้ก็ตายจนไม่มีใครเหลือเป็นพยานให้ จะสืบก็ไม่มีเบาะแสให้สืบ"
"พวกนายคิดว่าแบบนี้จะสมเหตุสมผลไหม นายท่านเฟิงถูกใจสี่เยา นักแสดงตัวเอกของคณะตระกูลไป๋ ก็เลยใช้เรื่องการร้องงิ้วเป็นข้ออ้างหลอกให้มาที่นี่ แต่ผลคือสี่เยาเป็นคนใจเด็ด ยอมตายก็ไม่ยอมจำนน นายท่านเฟิงก็เลยบันดาลโทสะฆ่าเธอทิ้งซะ หรือไม่สี่เยาก็อาจจะโดดลงทะเลสาบเพื่อหนีจากการถูกลวนลาม แต่ตอนนั้นคนอื่นๆ ในคณะงิ้วไป๋ก็อยู่ในจวนด้วย นายท่านเฟิงกลัวว่าเรื่องนี้จะแพร่งพรายออกไปแล้วทำให้ตัวเองเสียชื่อเสียง ก็เลยตัดสินใจทำเรื่องเลวร้ายให้มันสุดๆ ไปเลย โดยการ..." สวี่ซู่ยกมือขึ้นทำท่าปาดคอ "แล้วก็ปล่อยข่าวออกไปว่าตายเพราะเรือล่ม"
นี่นับว่าเป็นข้อสันนิษฐานที่ค่อนข้างเป็นไปตามสูตรสำเร็จ แต่สือต้าลี่กลับส่ายหน้า "ฉันรู้สึกว่าไม่น่าจะใช่ พวกเธออย่าลืมสิว่านี่เป็นวันครบรอบเจ็ดวันของนายท่านผู้เฒ่าตระกูลเฟิงเชียวนะ คนสมัยก่อนเคร่งครัดเรื่องกฎเกณฑ์มาก ตระกูลเฟิงก็ถือว่าเป็นตระกูลใหญ่ในท้องถิ่น คงไม่กล้าทำเรื่องเหลวไหลในวาระสำคัญแบบนี้หรอก"
"หึหึ ใครจะไปรู้ล่ะ พวกหน้าเนื้อใจเสือมีเยอะแยะไป อาการเมาแล้วขาดสติพวกนายเข้าใจไหม ก็มีแต่พวกนายทุนพวกนี้นี่แหละที่ชอบเล่นสนุกแผลงๆ" เคอหลงเบ้ปาก
หยางเซียวสังเกตเห็นว่าหมอนี่ดูเหมือนจะมีอคติกับพวกนายทุนมาก บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ส่วนตัวของเขาก็ได้ ตามที่เคอหลงเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าพ่อของเขาเหมือนจะเปิดโรงงานอยู่
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ควั่งหงอี้ก็พูดขึ้นอีกครั้ง "ฉันเห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานของพี่สือ อย่างไรเสียก็เป็นถึงวันครบรอบเจ็ดวันการตายของนายท่านผู้เฒ่าตระกูลเฟิง อีกอย่าง ถ้านายท่านเฟิงแค่ต้องการจะครอบครองสี่เยาคนนี้จริงๆ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเชิญคนมาทั้งคณะงิ้วเลยนี่นา แบบนั้นมันยิ่งจะยุ่งยากซะมากกว่า"