- หน้าแรก
- อัครสาวกแห่งฝันร้าย
- บทที่ 15 คุณเกรงใจเกินไปแล้ว
บทที่ 15 คุณเกรงใจเกินไปแล้ว
บทที่ 15 คุณเกรงใจเกินไปแล้ว
ทั่วทั้งบริเวณเงียบสงัดลงชั่วขณะ ซูถิงถิงที่เพิ่งจะได้สติกลับมาถึงกับหูอื้อตาลาย หัวใจแทบจะหยุดเต้น ภาพที่ปรากฏขึ้นกะทันหันนี้ทำให้ทุกคนตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
หนึ่งนาที หรืออาจจะสั้นกว่านั้น เสียงน้ำดังขึ้นอีกครั้งที่ด้านนอก ตรงนอกหน้าต่างนั่นเอง แต่ครั้งนี้เสียงค่อยๆ ห่างออกไป และหายลับไปทางทะเลสาบอย่างรวดเร็ว
หลายคนไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว จนกระทั่งเสียงนั้นหายไปอย่างสมบูรณ์ หลังจากรอต่อไปอีกพักใหญ่ ควั่งหงอี้ก็ค่อยๆ แนบหน้าเข้ากับรอยแยกประตู เขาพบว่าหมอกด้านนอกจางหายไปแล้ว แสงเทียนจากห้องอีกห้องที่อยู่ไม่ไกลก็สว่างขึ้น ควั่งหงอี้จึงถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
ราวกับเป็นสัญญาณบ่งบอก ในที่สุดทุกคนก็กล้ากลับมาหายใจตามปกติได้เสียที
สวี่ซู่เป็นคนแรกที่ลุกขึ้นยืน เธอค่อยๆ ขยับข้อต่อที่ค่อนข้างชาหลังจากต้องอยู่ในท่าเดิมมาเป็นเวลานาน
"อูย... อูย..."
หยางเซียวเองก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเช่นกัน ตอนนั้นเองเขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นซูถิงถิงที่กำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาตัดพ้อ จึงรีบปล่อยมือออก
"เธอเป็นอะไรไปล่ะนั่น" ควั่งหงอี้ก้มหน้ามองซูถิงถิง ท่าทีดูเหมือนจะเอาเรื่องอยู่พอสมควร "เมื่อกี้ถ้าไม่ได้น้องฉู่ช่วยไว้ เธอคงแย่ไปแล้ว ยังไม่รีบขอบคุณเขาอีก!"
ซูถิงถิงเอามือกุมจุดที่ถูกแทง น้ำตาคลอเบ้า บนพื้นมีอาวุธร้ายอย่างเชิงเทียนตกอยู่ "ขอบใจนะ"
หยางเซียวโบกมือปัด "คุณเกรงใจเกินไปแล้ว"
ซูถิงถิงมองดูหยางเซียวหยิบเทียนไขที่หักเสียบกลับเข้าที่เดิมบนเชิงเทียนอย่างลื่นไหล ท่าทางคล่องแคล่วเป็นธรรมชาติ ราวกับเขาคุ้นเคยกับการทำเรื่องแบบนี้เป็นอย่างดี
ทุกคนช่วยกันจุดเทียนขึ้นมาใหม่ แสงสว่างขับไล่ความมืดมิด ราวกับได้กลับมาสู่โลกมนุษย์อีกครั้ง "อย่ากังวลไปเลย ไอ้นั่นมันมาแล้ว นี่เพิ่งคืนแรก คงไม่มีอะไรแล้วล่ะ" ควั่งหงอี้พูดปลอบใจด้วยน้ำเสียงของคนที่ผ่านประสบการณ์มาก่อน
"ทุกคนจัดการตัวเองให้เรียบร้อยแล้วเตรียมตัวพักผ่อนเถอะ" สวี่ซู่รับเชิงเทียนที่หยางเซียวส่งให้ จุดเทียนใหม่แล้ววางลงบนโต๊ะ "ตามกฎเดิม สถานที่แบบนี้ต้องมีคนเฝ้ายาม จัดเวรกันสองคนต่อหนึ่งกะ ใครจะเฝ้ากะแรก"
สวี่ซู่มองไปที่ควั่งหงอี้ตอนที่พูด เพราะถึงอย่างไรที่นี่ก็มีแค่พวกเขาสองคนเท่านั้นที่เป็นผู้เล่นเก่ามากประสบการณ์
ควั่งหงอี้ขยับข้อมือไปมา ส่งเสียงตอบรับในคออย่างหนักแน่น "งั้นเอาแบบนี้ พวกเราสองคนผลัดกันนำหนึ่งกะ ฉันเริ่มก่อน น้องฉู่มาอยู่กับฉัน ซูถิงถิงเพิ่งเจอเรื่องตกใจมา เธอพาไปพักผ่อนก่อนเถอะ"
สวี่ซู่ไม่มีความเห็นเป็นอื่น มีก็แต่ซูถิงถิงที่เอามือกุมแผลบาดเจ็บ เดินกะเผลกไปมา ดูน่าสงสารไม่น้อย
สวี่ซู่รื้อค้นข้าวของในห้องอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดก็เจอยาทาที่ห่อด้วยกระดาษน้ำมันอยู่ในหีบไม้ใต้เตียง หลังจากตรวจสอบดูคร่าวๆ แล้ว เธอก็พาซูถิงถิงหลบไปหลังตู้หนังสือเพื่อทายาให้
หลังจากวุ่นวายอยู่พักใหญ่ สวี่ซู่ก็เดินไปที่เตียงหวังจะพักผ่อน เมื่อเห็นซูถิงถิงยังคงเดินตามหลังมาต้อยๆ ด้วยท่าทางน่าสงสาร สวี่ซู่ก็ขมวดคิ้ว "ไปอีกเตียงนึง นอนคนเดียวไปเลย!"
ซูถิงถิงไม่กล้าทำให้สวี่ซู่ขัดใจ จึงทำได้เพียงเดินไปอีกเตียงด้วยท่าทางน่าเวทนา เนื่องจากมีแผลบาดเจ็บ เธอเลยทำได้แค่นอนคว่ำบนเตียง แต่หยางเซียวรู้ดีว่าเรื่องก่อนหน้านี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของเธอมาก คืนนี้อยากจะนอนหลับให้สนิทคงเป็นไปไม่ได้แล้ว
หยางเซียวและควั่งหงอี้นั่งอยู่ข้างโต๊ะ ปฏิบัติหน้าที่เฝ้ายามอย่างซื่อสัตย์ เวลาผ่านไปทีละนาที หยางเซียวสังเกตเห็นว่าสวี่ซู่ที่นอนอยู่บนเตียงมีจังหวะหายใจสม่ำเสมอ ดูเหมือนว่าจะหลับสนิทไปแล้วจริงๆ
"น้องฉู่ ก่อนหน้านี้ที่โรงงานแป้งสาลีฉันต้องขอโทษด้วยนะที่ล่วงเกินไป ฉันไม่รู้ว่านายเองก็เป็นหนึ่งในผู้เล่นครั้งนี้ นึกว่าเป็นพวกวัยรุ่นที่มาลองของเสียอีก นายก็คงเข้าใจ ที่นั่นมันมีอะไรแปลกๆ" ควั่งหงอี้มีท่าทีเป็นมิตรอย่างประหลาด เขาหยิบกาน้ำชาขึ้นมารินชาให้หยางเซียว ราวกับเพื่อนสนิทที่กำลังคุยสัพเพเหระกัน
"ผมรู้ พี่ใหญ่เองก็หวังดีกับผม" หยางเซียวรับมุกอย่างรู้กาลเทศะ
เมื่อได้ยินหยางเซียวเปลี่ยนสรรพนาม ควั่งหงอี้ก็ฉีกยิ้มกว้าง อารมณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "น้องฉู่เป็นคนมีเหตุผลจริงๆ พวกเราได้มาพบกันที่นี่ก็ถือว่าเป็นวาสนา ถ้าไม่รังเกียจ ต่อไปก็เรียกฉันว่าพี่ควั่ง ฉันจะเรียกนายว่าน้องฉู่ วันข้างหน้าพวกเราพี่น้องต้องคอยช่วยเหลือกันให้มากๆ นะ"
พูดจบ ควั่งหงอี้ก็ปรายตามองไปที่เตียงของสวี่ซู่แวบหนึ่ง จากนั้นก็ขยับเข้าไปใกล้แล้วลดเสียงลง ทำท่าทางลึกลับ "น้องฉู่เพิ่งมาใหม่ อาจจะยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางในบทละคร สิ่งที่สามารถเอาชีวิตคนได้ในที่แห่งนี้ไม่ได้มีแค่ไอ้ตัวเมื่อกี้เท่านั้นหรอกนะ แต่ยังมีคนด้วย ในโลกใบนี้อย่าเชื่อใจใครง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวละครในโลกแห่งนี้หรือแม้แต่เพื่อนร่วมทีมก็ตาม"
หยางเซียวแสร้งทำเป็นประหลาดใจ "พี่ควั่งพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง"
"เฮ้อ การมาอยู่ในสถานที่แบบนี้แล้วคิดจะรอดกลับไปครบถ้วนอาการสามสิบสองนั้นเป็นไปไม่ได้หรอก อย่างไรเสียก็ต้องมีคนถูกทิ้งไว้ที่นี่ตลอดกาล โลกใบนี้ไม่มีกฎหมายมาคอยควบคุม เพื่อให้มีชีวิตรอด คนเราสามารถทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ" ควั่งหงอี้เปลี่ยนเรื่อง "แน่นอนว่า วิธีที่ดีที่สุดก็คือการหาเพื่อนที่มีอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมมือกัน ทำแบบนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้มาก"
"น้องฉู่ บอกตามตรงเลยนะ ตัวตนที่แท้จริงของฉันคือตำรวจ" ควั่งหงอี้ปรับท่านั่งให้ดูภูมิฐาน ความรู้สึกรักความยุติธรรมแผ่ซ่านไปทั่วตัวอย่างกะทันหัน "นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่ฉันมายังโลกแห่งบทละคร พอจะมีประสบการณ์อยู่บ้าง มีอะไรไม่เข้าใจก็ถามฉันได้เลย ฉันตอบหมดเปลือกแน่นอน จริงสิ น้องฉู่ นายทำงานอะไรนะ"
หยางเซียวยิ้มเจื่อน "ผมทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านชานมจริงๆ ผมยังนึกว่าที่พวกคุณพูดมาตั้งแต่แรกเป็นความจริงเสียอีก"
ควั่งหงอี้ยิ้มบางๆ ท่าทียังคงเกรงใจเหมือนเดิม แต่สายตากลับเปลี่ยนไป "น้องฉู่พูดเป็นเล่นไป พนักงานร้านชานมที่ไหนจะไปรู้จักหุ่นกระดาษเจ้าบ่าว แถมยังรู้ละเอียดขนาดนี้อีก"
"เวลาว่างผมชอบอ่านหนังสือน่ะ พวกตำราฮวงจุ้ยพื้นบ้าน หรือเรื่องลี้ลับตามประเพณี อะไรทำนองนั้น หุ่นกระดาษเจ้าบ่าวไม่นับว่าเป็นอะไรหรอก เรื่องอื่นผมก็พอรู้บ้างนิดหน่อย" หยางเซียวยังคงมีสีหน้าจริงใจจนคนจับผิดไม่ได้
ข้ออ้างนี้ควั่งหงอี้ย่อมไม่เชื่อ แต่ก็ไม่อยากหักหน้ากันตรงๆ จึงทำได้เพียงยิ้มกลบเกลื่อน "งั้นคงเป็นฉันที่ตาถั่วไปเอง คิดไม่ถึงว่าร้านชานมเล็กๆ จะมีเสือหมอบมังกรซ่อนอยู่ เอาเถอะ ฉันเชื่อว่าถ้าพวกเราร่วมมือกัน จะต้องบุกเบิกเส้นทางรอดชีวิตได้อย่างแน่นอน"
"ต้องพึ่งพี่ควั่งแล้วล่ะ" หยางเซียวมองด้วยสายตาซาบซึ้งใจแล้วยื่นมือออกไป มือของทั้งสองจับกันแน่น
"พี่ควั่งมีความเห็นยังไงกับเรื่องในวันนี้บ้าง" หยางเซียวอยากจะขุดคุ้ยข้อมูลที่มีประโยชน์เพิ่มเติมจากผู้เล่นเก่าอย่างควั่งหงอี้
"ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ตระกูลเฟิงคงจะทำเรื่องเลวร้ายผิดศีลธรรมเข้าให้จนทำให้ตัวเมื่อกี้ตายไป อีกฝ่ายแค้นฝังลึกจนกลายเป็นผีร้ายกลับมาล้างแค้น" ควั่งหงอี้พูดต่อ "อีกอย่าง ก่อนหน้านี้ตอนที่ฉันอยู่โรงงานแป้งสาลี ฉันก็อัดคลิปวิดีโอเอาไว้ด้วย ถึงจะไม่ได้ถ่ายติดอะไรที่มีประโยชน์ แต่พอกลางคืนฉันกลับไปย้อนดู ในเสียงพื้นหลังก็พอจะได้ยินเสียงร้องงิ้วลอยแว่วมาเบาๆ คล้ายกับเสียงร้องงิ้วเมื่อกี้เลย"
"ชื่อของบทละครเรื่องนี้คืองิ้วผีเฟิงเหมินนะ" หยางเซียวเอ่ยเตือน
ควั่งหงอี้พยักหน้า "ไม่ผิด ดังนั้นถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด สิ่งที่เราต้องเผชิญในรอบนี้ก็คือผีนักร้องงิ้วตนนี้ พอฟ้าสางพวกเราจะแบ่งกำลังกันออกไป พยายามสืบหาตัวตนของผีตนนี้ให้ได้ก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน แล้วก็ต้องสืบด้วยว่าตระกูลเฟิงไปก่อกรรมทำเข็ญอะไรไว้ ถึงได้นำภัยพิบัติมาสู่บ้านจนต้องถึงคราวสิ้นเนื้อประดาตัวแบบนี้"
"จริงสิ น้องฉู่ นายระวังตัวจากสือต้าลี่คนนั้นหน่อยนะ หมอนั่นดูไม่ค่อยปกติเท่าไหร่" ควั่งหงอี้พูดด้วยสีหน้าจริงจัง
"ยังไงเหรอ"
"ฉันสงสัยว่าหมอนั่นมีคดีติดตัว และคงไม่ได้มีแค่ศพเดียวด้วย"