- หน้าแรก
- อัครสาวกแห่งฝันร้าย
- บทที่ 7 มาแล้ว
บทที่ 7 มาแล้ว
บทที่ 7 มาแล้ว
ใกล้จะพลบค่ำ หยางเซียวก็เข้าพักที่โฮมสเตย์แห่งหนึ่งในเมือง ความจริงแล้วหยางเซียวตั้งใจจะเดินดูอีกหลายๆ แห่งเพื่อเปรียบเทียบราคา แต่เป็นเพราะเถ้าแก่เนี้ยที่มาเรียกลูกค้าอยู่หน้าประตูกระตือรือร้นเกินไป แทบจะลากหยางเซียวเข้าไปในโฮมสเตย์ของตัวเองเลยทีเดียว "พ่อหนุ่มสุดหล่อ อย่าเพิ่งไปสิ ในเมืองนี้โฮมสเตย์ของพวกเรามีเอกลักษณ์ที่สุดแล้ว เอาอย่างนี้ ฉันจะให้ห้องที่ดีที่สุดแก่เธอ ราคาเต็มห้าร้อย ลดให้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยเอ้า!"
"หนึ่งร้อย ไม่อย่างนั้นผมจะไปหาที่อื่น"
หยางเซียวดึงธนบัตรสีแดงออกมาหนึ่งใบด้วยท่าทีเย็นชา เถ้าแก่เนี้ยเห็นเขาเป็นหมูตู้ชัดๆ ในเมืองแทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวเลยด้วยซ้ำ ในช่วงโลว์ซีซั่นแบบนี้ราคาโฮมสเตย์จะถูกมาก
แต่เมื่อเห็นเถ้าแก่เนี้ยคว้าธนบัตรไปอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มกว้างจนแทบจะถึงใบหู หยางเซียวก็รู้ทันทีว่า...ให้เยอะไปแล้ว
เมื่อมีลูกค้าเข้าร้าน เถ้าแก่เนี้ยก็อารมณ์ดีมาก หยางเซียวไม่ได้รีบร้อนเข้าห้องพัก เขานั่งคุยเล่นกับเถ้าแก่เนี้ยอยู่ชั้นล่าง เพื่อตะล่อมถามข้อมูล
เถ้าแก่เนี้ยรินน้ำชาให้ตัวเองและหยางเซียวคนละแก้ว จากนั้นก็เริ่มเปิดฉากสนทนา "เฮ้อ~ ความจริงแล้วเมืองเฟิงเหมินแห่งนี้เป็นดินแดนล้ำค่าเลยนะ มีทั้งภูเขาและแม่น้ำ แต่ไม่รู้ทำไมถึงพัฒนาไม่ขึ้นสักที"
"พวกผู้มีอำนาจในท้องถิ่นพยายามดึงดูดการลงทุนตั้งมากมาย เมื่อหลายปีก่อนกระแสการท่องเที่ยวเชิงเกษตรกำลังมาแรง ในเมืองก็มีเปิดกันหลายแห่ง ผลคือตอนที่กำลังไปได้สวย ที่ที่ใหญ่ที่สุดดันเกิดไฟไหม้ตอนกลางคืน คลอกคนตายไปไม่น้อย หลังจากนั้นก็มีการตรวจสอบความปลอดภัยจากทางมณฑลและทางเมืองตามมาเป็นพรวน พอตรวจสอบเสร็จ กระแสการท่องเที่ยวเชิงเกษตรก็ซาลงไปแล้ว คนในเมืองเขาหันไปเล่นอะไรใหม่ๆ กันหมดแล้ว"
"ต่อมาก็มีคนหัวใส เริ่มลอบขายหินกันลับๆ เมืองนี้อยู่ติดภูเขา ไม่มีอะไรอย่างอื่นนอกจากหินเยอะแยะเต็มไปหมด ตามหลักแล้วทุกคนแอบทำกันลับๆ ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่โชคร้ายที่เกิดเรื่องขึ้นอีกแล้ว"
"ภูเขาหินในเหมืองถล่มลงมา ก้อนหินก้อนใหญ่กลิ้งตกลงมามากมาย ไม่เพียงแต่จะทับเครื่องจักรและรถยนต์จนพังเสียหาย แต่ยังทับคนตายด้วย เรื่องนี้ปิดไว้ไม่อยู่ ญาติผู้เสียชีวิตนำเรื่องไปฟ้องถึงระดับมณฑล คราวนี้ก็เลยขายหินไม่ได้อีกแล้ว แถมยังมีคนถูกลงโทษอีกหลายคน"
"เรื่องการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเหมืองหินก็ต้องพับไป ช่างเถอะ ทางเมืองคิดว่าจะหาทางที่มั่นคงหน่อย ดึงดูดการลงทุนก็แล้วกัน ในเมืองมีที่ดินว่างเปล่าเยอะ คิดว่าจะสร้างโรงงาน อุตส่าห์ไปขอร้องเศรษฐีใหญ่มาได้ หลังจากเจรจากันไปมาจนเรื่องต่างๆ เกือบจะลงตัวแล้ว ทั้งทำเลที่ตั้งโรงงานและขนาดการลงทุนก็ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว แล้วคุณทายสิว่าเกิดอะไรขึ้น เฮอะ ตอนที่เศรษฐีคนนั้นเดินทางออกจากเมือง ขากลับรถดันพลิกคว่ำ พุ่งตกหน้าผากลิ้งตกลงไปข้างล่าง รวมทั้งเศรษฐีใหญ่ด้วย ตายเรียบทั้งห้าคนเลย"
เถ้าแก่เนี้ยถอนหายใจ "เขาว่ากันว่าสภาพศพน่าอนาถมาก ศพกองทับถมกันอยู่ ดูไม่ออกเลยว่าใครเป็นใครถ้าไม่ดูเสื้อผ้า พอเศรษฐีคนนี้ตายไป เรื่องสร้างโรงงานก็เป็นอันพับไปโดยปริยาย"
ดูเหมือนว่าจะพูดจนเข้าด้ายเข้าเข็ม เถ้าแก่เนี้ยขยิบตาให้หยางเซียว แสร้งทำเป็นลึกลับและลดเสียงให้เบาลง "พ่อหนุ่ม เธอรู้ไหมว่าทำเลสร้างโรงงานที่เศรษฐีคนนั้นเลือกไว้ก่อนหน้านี้คือที่ไหน"
หยางเซียวพอจะเดาออกแล้ว แต่ก็ยังเออออตามเถ้าแก่เนี้ยไป "ไม่รู้สิครับ"
"โธ่ ก็ซากโรงงานแป้งสาลีทางทิศตะวันตกของเมืองไงล่ะ!" พูดจบเถ้าแก่เนี้ยก็ยกมือทาบอกด้วยความหวาดกลัว หันไปมองข้างนอกประตูอย่างระแวดระวัง "บางเรื่องพวกคนต่างถิ่นอย่างเธอคงไม่รู้ซึ้งถึงความน่ากลัวหรอก แต่ฉันจะบอกเธอให้นะ ในเมืองนี้เธอจะเดินเล่นที่ไหนก็ได้ แต่โรงงานร้างทางทิศตะวันตกนั่นห้ามไปเด็ดขาด ที่นั่นมันเฮี้ยน คนท้องถิ่นก็ยังต้องเดินเลี่ยงกันทั้งนั้น"
"เธอไม่ต้องถามฉันหรอกนะว่าทำไม ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว พูดเรื่องพวกนั้นฉันก็กลัวเหมือนกัน ถ้าสนใจก็ลองไปค้นดูในอินเทอร์เน็ตเอาเอง ฉันบอกได้แค่ว่าในโลกนี้มันไม่มีเรื่องบังเอิญอะไรขนาดนั้นหรอกนะ ที่เขาพูดๆ กันในเน็ตน่ะเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น"
หยางเซียวแสร้งทำเป็นหวาดกลัวแต่ก็แฝงไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น "งั้น...เรื่องที่คุณเพิ่งเล่ามา การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เหมืองหิน แล้วก็เศรษฐีที่ตกหน้าผา..."
เถ้าแก่เนี้ยพยักหน้า ยกมือขึ้นมากระชับเสื้อคลุมขนสัตว์ที่สวมอยู่โดยสัญชาตญาณ เสียงที่พูดก็ยิ่งเบาลงไปอีก "มีคนบอกว่าเป็นเพราะโรงงานร้างนั่นแหละ โรงงานนั่นมันมีแรงอาฆาตเยอะ ทำลายฮวงจุ้ยของเมือง เขาว่ากันว่ามีการเชิญซินแสฮวงจุ้ยมาดูหลายคนแล้ว แต่ก็ไม่มีใครมีวิธีแก้ปัญหาที่ดีเลย ทำได้แค่ปิดตายบ่อน้ำสองบ่อข้างในชั่วคราว แล้วก็ฝังของสะกดวิญญาณไว้สองสามชิ้น"
เมื่อนึกไปถึงบ่อน้ำที่ตัวเองเห็น ปากบ่อถูกทับไว้ด้วยรูปสลักเศียรพระโพธิสัตว์ หยางเซียวก็รู้ว่าสิ่งที่เถ้าแก่เนี้ยพูดนั้นเป็นความจริง
ดูออกว่าพอคุยมาถึงตรงนี้เถ้าแก่เนี้ยก็เริ่มจะกลัวแล้ว เธอจึงรีบตัดบทสนทนา เร่งให้หยางเซียวรีบขึ้นไปพักผ่อนบนห้อง และยังเตือนเขาว่าเครื่องทำน้ำอุ่นชั้นบนเสีย ชั่วคราวนี้อาบน้ำไม่ได้ เดี๋ยวเธอจะต้มน้ำร้อนสักสองกานำขึ้นไปให้
เมื่อพูดถึงเรื่องอาบน้ำไม่ได้ เถ้าแก่เนี้ยก็รู้สึกเกรงใจเล็กน้อย เพราะตอนที่ลากหยางเซียวเข้ามาทีแรกเธอไม่ได้บอกเรื่องนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เธอแปลกใจก็คือ สีหน้าของหยางเซียวกลับดูดีผิดปกติ "เครื่องทำน้ำอุ่นเสียเหรอครับ ไม่เป็นไรๆ"
หยางเซียวเดินขึ้นบันไดไม้ที่ดังเอี๊ยดอ๊าด เมื่อมาถึงห้องพักของตัวเองเขาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ห้องพักนี้ตกแต่งแบบโบราณคลาสสิก เป็นสไตล์ย้อนยุค ประตูไม้บานคู่แบบเก่า หลังประตูมีโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมจัตุรัสตั้งอยู่ ด้านข้างโต๊ะมีม้านั่งไม้ยาวแบบเก่าสองตัว
ลึกเข้าไปด้านในชิดกำแพงเป็นเตียงไม้ ผ้าห่มก็เป็นแบบที่เห็นในละครย้อนยุค ทำจากวัสดุคล้ายผ้าไหมปักดิ้นลายหยวนยางสีแดงและสีเขียว
เขาวางกระเป๋าเป้ลง นั่งลงบนขอบเตียง หยางเซียวชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือไปพลาง ขบคิดข้อมูลที่รวบรวมมาได้ในปัจจุบันไปพลาง สิ่งที่กล่าวถึงในเกมไขคดีสวมบทบาทอันน่าสะพรึงกลัวนั้นกำลังค่อยๆ ปรากฏขึ้นรอบตัวเขาทีละอย่าง เมืองเฟิงเหมิน การร้องงิ้ว แล้วก็ผู้หญิงคนนั้น...
ไม่สิ น่าจะเป็นผีผู้หญิงมากกว่า อย่างไรเสียนี่ก็คืองิ้วผีเฟิงเหมินนี่นะ
คืนนี้เขาคงไม่ได้นอนแน่ นอกจากจะกังวลว่าผู้หญิงที่ผลุบๆ โผล่ๆ คนนั้นจะกลับมาหาเขาอีก เขาก็ยังมีความกังวลใหม่เพิ่มเข้ามาด้วย
ยามตัวปลอมคนนั้น
หมอนั่นเป็นใครมาจากไหนกันแน่
เมื่อไม่นานมานี้ หลังจากตระหนักได้ว่ายามตัวปลอมคนนั้นมีปัญหา หยางเซียวก็เกิดข้อสันนิษฐานขึ้นมาในใจทันที หากตัวเขาถูกนับว่าเป็นผู้เล่นในบทละครเรื่องงิ้วผีเฟิงเหมิน แล้วยามตัวปลอมคนนั้นจะเป็นเหมือนกันหรือเปล่า เขาเองก็ได้รับบทละครผีด้วยเหมือนกันหรือเปล่า
หลังจากคิดดูแล้ว หยางเซียวเชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก และหากข้อสันนิษฐานนี้เป็นจริง นั่นก็หมายความว่านอกจากพวกเขาสองคนแล้ว เกมสยองขวัญนี้ยังมีผู้เล่นอีกห้าคน
คนพวกนี้เป็นใครกัน
แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน
เป็นไปได้ไหมว่าผู้เล่นทั้งเจ็ดคนจะอยู่ในเมืองนี้หมดแล้ว เพียงแต่เขายังไม่พบคนอื่น
ความรู้สึกที่มองไม่เห็นหนทางข้างหน้าแบบนี้เป็นสิ่งที่หยางเซียวไม่ชอบเอาเสียเลย จากความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับเกมไขคดีสวมบทบาท ตัวละครผู้เล่นในเกมไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกันเสมอไป ในบางช่วงเวลาที่ตึงเครียดถึงขั้นต้องฆ่าตัวละครฝ่ายอื่นให้หมดถึงจะถือว่าเป็นผู้ชนะคนสุดท้าย
ผู้เล่นคนอื่นหยางเซียวไม่รู้เป็นยังไง แต่ยามตัวปลอมคนนั้นเตรียมตัวมาอย่างดีเห็นๆ ไม่เป็นผู้เล่นเก่า ก็ต้องมีคนคอยแนะนำ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอย่างไหนก็ล้วนไม่ใช่ข่าวดีสำหรับเขาในตอนนี้ทั้งสิ้น
เบาะแสมีไม่เพียงพอ หยางเซียวทำได้เพียงคาดเดาเรื่องเหล่านี้ไปก่อน ยิ่งคิดลึกเขาก็ยิ่งกระวนกระวายใจ ตอนที่เขาไปสำรวจเมื่อกลางวันเขาไม่ได้ซ่อนเร้นสถานะของตัวเอง ซึ่งนี่ก็อาจจะทำให้ตอนนี้ความลับของเขาแตกและถูกคนอื่นจับตามองแล้ว ต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น เขาก็ไม่อาจคาดเดาได้
แผนการในตอนนี้ทำได้แค่ค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น
วินาทีต่อมา หยางเซียวก็เงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว จู่ๆ ก็มีเสียงดังมาจากประตูห้อง มีคนกำลังเคาะประตูอยู่ข้างนอกเป็นจังหวะ