- หน้าแรก
- อัครสาวกแห่งฝันร้าย
- บทที่ 6 อย่าได้ก้าวข้ามประตูจวนลึก
บทที่ 6 อย่าได้ก้าวข้ามประตูจวนลึก
บทที่ 6 อย่าได้ก้าวข้ามประตูจวนลึก
ทนฝืนมาตลอดทั้งคืน รอจนกระทั่งฟ้าสาง หยางเซียวถึงได้งีบหลับไปครู่หนึ่ง เขาตั้งนาฬิกาปลุกไว้ล่วงหน้า และยังบอกให้พนักงานต้อนรับคนสวยช่วยโทรปลุกเมื่อถึงเวลา
พูดตามตรงว่าการนอนครั้งนี้ไม่ค่อยจะเต็มอิ่มนัก เพราะหยางเซียวดันซวยฝันเห็นผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว ในความฝันหยางเซียวกำลังยืนล้างหน้าอยู่ในห้องน้ำ เขาหันหน้าเข้าหากระจก เพิ่งจะก้มตัวลง มองผ่านเงาสะท้อนในกระจกก็เห็นผู้หญิงผมเผ้าหลุดลุ่ยยืนอยู่ข้างหลัง หญิงคนนั้นถือมีดอยู่ในมือ
พอสะดุ้งตื่นขึ้นมาก็พบว่าเป็นเวลาเก้าโมงเช้าแล้ว หยางเซียวสะพายเป้ เดินออกไปหาอาหารเช้ากินง่ายๆ จากนั้นก็รีบไปที่สถานีรถไฟ
หลังจากรออยู่ในสถานีรถไฟเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงกว่า การได้มองดูผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาก็ช่วยคลายความรู้สึกตึงเครียดของหยางเซียวลงไปได้มาก เมืองเล็กๆ อย่างเฟิงเหมินไม่มีสถานีรถไฟ หยางเซียวจำเป็นต้องลงรถที่สถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุด แล้วต่อรถมินิบัสไป
เนื่องจากเมื่อสองวันก่อนมีฝนตกบนเขา ถนนจึงค่อนข้างเฉอะแฉะ รถมินิบัสขับช้ามาก กว่าจะถึงก็เป็นเวลาบ่ายสามโมงแล้ว หยางเซียวถูกกลิ่นน้ำมันในรถมินิบัสรุ่นเก่าคันนี้รมจนวิงเวียนศีรษะ ในความทรงจำของเขา เขาเคยนั่งรถแบบนี้ก็ตอนยังเด็กมากเท่านั้น
เมื่อเดินไปในเมือง ความเงียบเหงารอบด้านนั้นเห็นได้ชัดเจน ร้านค้าเก่าๆ ริมถนนแค่เปิดประตูไว้ บางร้านมองไม่เห็นคนอยู่ข้างในด้วยซ้ำ ป้ายที่แขวนอยู่ข้างนอกก็ดูเก่าแก่มาก
ผิดจากที่หยางเซียวคิดไว้ ที่นี่แทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวเลย นานๆ ทีถึงจะเห็นคนแก่หนึ่งหรือสองคนนั่งขายผักอยู่บนเก้าอี้ซักผ้าตัวเล็กริมตรอก
เดินตามระบบนำทางในโทรศัพท์ หยางเซียวก็พบที่ตั้งเก่าของโรงงานแป้งสาลีจิ้นเฟิงแห่งที่สอง ไม่เห็นมีป้ายชื่อโรงงาน คิดว่าผ่านไปนานขนาดนี้ คงถูกรื้อถอนไปนานแล้ว
สถานการณ์ไม่ชัดเจน หยางเซียวจึงไม่บุ่มบ่ามเข้าไป เขาเดินเลียบไปตามกำแพงที่ล้อมรอบอย่างช้าๆ เดินไปพลางสังเกตไปพลาง
กระทู้นั้นพูดถูก ทำเลที่ตั้งของโรงงานแห่งนี้ดีมาก อยู่ใกล้ใจกลางเมืองแล้ว แต่บริเวณใกล้เคียงนอกจากอาคารเตี้ยๆ ที่ถูกทิ้งร้างไปนาน ก็มีแต่ที่ดินรกร้างว่างเปล่าผืนใหญ่ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็คงไม่เป็นแบบนี้แน่
นอกจากนี้ หยางเซียวยังพบปัญหาอีกอย่างหนึ่ง กำแพงที่ล้อมรอบโรงงานนี้สูงมาก และดูเหมือนว่าจะไม่ได้สร้างในยุคเดียวกัน มีร่องรอยการซ่อมแซมอย่างชัดเจนในบางจุดที่ชำรุด แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็ผ่านมาหลายสิบปีแล้ว
หลังจากเดินวนไปรอบหนึ่ง ดวงอาทิตย์ก็เริ่มคล้อยต่ำลง หยางเซียวรู้ว่าเขาจะรอต่อไปไม่ได้แล้ว ใครจะรู้ว่าคืนนี้จะเกิดอะไรขึ้น เขาหาช่องโหว่ที่เตี้ยหน่อย ใช้เศษหินแถวนั้นมารองเป็นที่เหยียบ แล้ววิ่งกระโดดปีนขึ้นไป
หลังจากสังเกตอยู่ไม่กี่วินาที เมื่อไม่พบความผิดปกติ เขาจึงกระโดดลงไป ห่างออกไปไม่ไกลคืออาคารโรงงาน บนกำแพงของอาคารโรงงานมีรอยดำคล้ำ ซึ่งเป็นร่องรอยที่ถูกไฟไหม้ทิ้งไว้
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ หยางเซียวก็พบว่าในโรงงานแทบจะไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ดูเหมือนว่าจะถูกย้ายออกไปจนหมดแล้ว บนพื้นยังพอมองเห็นรูที่เกิดจากการติดตั้งเครื่องจักร ที่มุมกำแพงยังมีโครงเหล็กขึ้นสนิมบางส่วนที่ดูไม่ออกเลยว่าก่อนหน้านี้มีไว้ทำอะไร
เดินลึกเข้าไปอีก ก็เริ่มมีทางเดินปูด้วยหินแผ่นปรากฏขึ้นใต้เท้า บริเวณใกล้เคียงยังปรากฏกำแพงอิฐที่พังทลายลงมาบางส่วน ก้อนอิฐมีขนาดใหญ่มาก ก่อขึ้นจากหินภูเขาสีเขียวอมฟ้าทั้งก้อน หยางเซียวตรวจสอบดูแล้วในที่สุดก็เข้าใจ ที่แท้โรงงานแป้งสาลีแห่งนี้ก็สร้างทับคฤหาสน์โบราณหลังหนึ่งนี่เอง ในตอนนั้นเพื่อสร้างโรงงานแป้งสาลีแห่งนี้ พวกเขาถึงขั้นรื้อคฤหาสน์ทิ้งไปกว่าครึ่งเลยทีเดียว
โดยไม่รู้ตัว หยางเซียวก็นึกถึงคฤหาสน์ตระกูลเฟิงที่กล่าวถึงในบทละคร ถ้าไม่ผิดพลาดอะไรก็น่าจะเป็นที่นี่แหละ
ตรงมุมระหว่างอาคารโรงงานสองหลัง ยังมีบ่อน้ำหินที่ล้อมด้วยเศษหิน ปากบ่อดูเล็กมาก ด้านบนยังมีหินก้อนใหญ่ทับไว้อยู่
หยางเซียวมองดูสองสามทีก็รู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ บ่อน้ำแห่งนี้อาจจะมีอะไรซ่อนอยู่ หินก้อนใหญ่ที่ทับปากบ่ออยู่นั้นผ่านการสลักเสลาอย่างง่ายๆ รูปร่างคล้ายหัวคน กะโหลกศีรษะกว้าง หน้าผากนูน ใบหน้ากว้าง ตาเรียวเล็กและคิ้วยาว นี่คือพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์ที่มีลักษณะเฉพาะตัวมาก
หยางเซียวหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจ่อไปที่ปากบ่อ ตั้งใจจะเข้าไปดูใกล้ๆ อีกนิด แต่จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดกร้าวจากด้านหลังขัดจังหวะเขา
"ใครน่ะ!"
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามาจากด้านหลังห่างออกไปสิบกว่าเมตร รูปร่างล่ำสัน ตาโปนเหมือนเสือดาว มีหนวดเคราครึ้ม สวมชุดเครื่องแบบยาม ที่เอวเหน็บกระบองยาง ท่าทางดูดุร้าย "ฉันถามอยู่นี่ไงว่าใคร มาทำอะไรที่นี่"
เมื่อเห็นโทรศัพท์มือถือในมือของหยางเซียว ชายคนนั้นก็ยิ่งโกรธขึ้นไปอีก "มาถ่ายคลิปแบบนั้นอีกแล้วใช่ไหม อายุยังน้อย ไม่รักตัวกลัวตายหรือไง อยากดังจนสติแตกไปแล้วเหรอ"
หยางเซียวรู้ว่าอีกฝ่ายเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นพวกล่าท้าผี "อย่าเพิ่งโวยวายไป ผมก็แค่เดินดูรอบๆ เท่านั้นแหละ"
หยางเซียวล้วงธนบัตรสีแดงออกมาจากกระเป๋า ยิ้มแล้วเดินเข้าไปตั้งใจจะยัดใส่มือพี่ยาม "พี่ชาย ช่วยอำนวยความสะดวกให้หน่อยเถอะ พี่พาผมเดินดูรอบๆ ถ่ายรูปสักสองสามรูปแล้วผมจะรีบไป"
"เหลวไหล!" ยามถลึงตาใส่ ไม่หลงกลกับลูกไม้นี้เลยสักนิด "ไป ออกไปเดี๋ยวนี้เลย! ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจ!"
ไม่มีทางเลือกอื่น หยางเซียวจำต้องเดินจากมา เขาเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าสถานที่แห่งนี้จะมีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยเฝ้าอยู่ด้วย เมื่อออกจากโรงงาน เขาก็มาเดินเตร็ดเตร่ในเมือง ตอนนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว คงกลับไปที่โรงงานไม่ได้อีก เขาตั้งใจจะมาสอบถามสถานการณ์ในเมืองดู
ระหว่างทางกลับ เขาก็เปิดโทรศัพท์เข้าเว็บบอร์ดเทียปาดูอีกครั้ง น่าเสียดายที่คนที่ตั้งกระทู้นั้นยังคงไม่ตอบกลับ
ฟ้าเริ่มมีฝนโปรยปรายลงมา หยางเซียวเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น บนถนนแทบจะมองไม่เห็นผู้คนแล้ว เมืองในหุบเขาส่วนใหญ่ก็มักจะถูกปล่อยทิ้งร้างแบบนี้แหละ คนหนุ่มสาวพากันหลั่งไหลเข้าไปทำงานในเมืองใหญ่ ทิ้งไว้เพียงคนเฒ่าคนแก่ที่ไม่ยอมจากบ้านเกิดเมืองนอนไปไหน กับเด็กๆ บางส่วนที่ไม่สะดวกจะพาไปอยู่ด้วย
เมื่อเลี้ยวผ่านหัวมุมถนน หยางเซียวก็เห็นชายชราคนหนึ่งกำลังหลบฝนอยู่ใต้ชายคา ด้านหน้ามีผักวางอยู่หลายถุง
ผมของชายชราขาวโพลนเกือบหมด ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่นลึก สวมเสื้อผ้าเก่าๆ ที่ดูมีเอกลักษณ์ของชนเผ่า คงจะอาศัยอยู่ในเมืองนี้มานานแล้ว
หยางเซียววิ่งฝ่าสายฝนเข้าไปยืนหลบฝนใต้ชายคาเดียวกันกับชายชรา สายตาของชายชราดูลึกล้ำ ให้ความรู้สึกสงบเยือกเย็นราวกับคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนมองทะลุปรุโปร่งถึงเรื่องทางโลก นั่นคือกลิ่นอายเฉพาะตัวของชาวเขาที่อาศัยอยู่ในหุบเขาลึก
"คุณตาครับ"
เมื่อเผชิญกับคำทักทายของหยางเซียว ชายชราทำเพียงแค่ขยับเปลือกตา จากนั้นก็ส่ายหน้าเบาๆ ราวกับไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก
"คุณตาครับ ผักนี่ขายไหมครับ"
"ขาย!" ชายชราหันขวับมาทันที สายตาที่มองหยางเซียวก็อ่อนโยนขึ้นมา "ตะกร้าละสามหยวน อยากได้อันไหนก็เลือกเอาเลย"
"ผมเหมาหมดนี่เลยครับ แต่รบกวนคุณตาช่วยเล่าเรื่องโรงงานแป้งสาลีจิ้นเฟิงแห่งที่สองให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ เมื่อก่อนที่นั่นเคยเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ใช่ไหมครับ" หยางเซียวเข้าเรื่องทันที
เมื่อได้ยินคำว่าโรงงานแห่งที่สองจิ้นเฟิง สายตาของชายชราก็เริ่มดูแปลกไป คล้ายกับมีเรื่องต้องห้ามบางอย่าง แต่ทั้งหมดนี้ก็อันตรธานหายไปในพริบตาเมื่อหยางเซียวหยิบธนบัตรใบละยี่สิบหยวนออกมา ชายชราใช้สำเนียงท้องถิ่นที่หนักหน่วงเล่าเรื่องราวให้หยางเซียวฟังอย่างยืดยาวเป็นเวลาสิบกว่านาที น่าเสียดายที่เป็นเพียงเรื่องเล่าที่จับต้นชนปลายไม่ถูก สู้รายละเอียดที่อ่านจากในกระทู้ไม่ได้เลย
โชคดีที่ยืนยันได้ข้อหนึ่งว่า ที่ตั้งของโรงงานแห่งนั้นเคยเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่จริงๆ แต่คฤหาสน์หลังนั้นทรุดโทรมไปนานแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างโรงงาน
เมื่อไม่มีข้อมูลอะไรใหม่ หยางเซียวจึงตั้งใจจะจากไป ชายชราที่ได้เงินมาอารมณ์ดีมาก ถึงกับจุดยาสูบสูบเอง นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นพลางเดาะลิ้น "ข้าก็ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมช่วงนี้พวกคนเมืองอย่างพวกเอ็งถึงได้เอาแต่ถามเรื่องโรงงานกันจัง"
เมื่อได้ยินดังนั้น หยางเซียวก็ชะงักฝีเท้า รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย "นอกจากผมแล้ว ช่วงนี้ยังมีคนอื่นมาถามอีกเหรอครับ"
"ก็เมื่อตอนเที่ยงนี้นี่เอง" ชายชราดูดไปป์ยาสูบเก่าๆ สีเหลือง พลางเชิดคางขึ้น "ถามเสร็จก็มุ่งหน้าไปทางโรงงานนู่น"
"แต่ที่โรงงานมียามเฝ้าอยู่ ไม่ให้คนนอกเข้านี่ครับ"
เมื่อฟังหยางเซียวพูดจบ ชายชราก็เม้มปากหัวเราะ "ไอ้หนุ่ม เอ็งอย่ามาพูดจาเหลวไหลไปหน่อยเลย โรงงานนั่นไม่มีคนดูแลมาหลายสิบปีแล้ว พวกชาวเขาอย่างพวกข้าก็คอยหลีกเลี่ยงที่จะไปที่นั่นกันทั้งนั้น ยามอะไร จะไปมียามได้ยังไงกัน"
ในหัวหยางเซียวมีเสียงดังวิ้ง "ไม่มียามเหรอ คุณตาแน่ใจนะ"
ชายชราส่ายหน้า ราวกับไม่อยากสนใจหยางเซียวอีก ครู่ต่อมาหยางเซียวก็เริ่มคิดอะไรขึ้นมาได้ ยามคนนั้นมีบางอย่างผิดปกติจริงๆ คนท้องถิ่นจะพูดสำเนียงหนักมาก แต่ยามคนนั้นกลับไม่มีสำเนียงเลย
"คุณตาครับ คนต่างถิ่นที่มาถามเรื่องโรงงานแป้งสาลีกับคุณตาหน้าตาเป็นยังไงครับ" หยางเซียวหยิบธนบัตรสีแดงออกมาจากกระเป๋าโดยตรง
สายตาที่ดูสบายๆ ของชายชราพลันโฟกัสในทันที รีบคว้าธนบัตรสีแดงไป "อืม...ให้ข้านึกก่อนนะ นึกออกแล้ว! เป็นผู้ชาย มีหนวดเคราครึ้ม หน้าบานเป็นกระด้ง ตาโปนเหมือนเสือดาว ท่าทางดุร้าย สายตาที่มองคนก็ดูไม่ใช่คนดี"
"เวรเอ๊ย..."
หยางเซียวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ คนที่ชายชราบรรยายมาก็คือยามตัวปลอมที่เขาเจอในโรงงานเก่านั่นเอง การที่อีกฝ่ายมาที่นี่ในเวลานี้ คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ หยางเซียวเดาว่าอีกฝ่ายอาจจะเจอเรื่องคล้ายๆ กับเขา และดูจากท่าทางแล้ว อีกฝ่ายมีประสบการณ์มากกว่าเขาอย่างเห็นได้ชัด "คุณตาครับ แล้วคนคนนั้นได้พูดอะไรอีกไหมครับ"
"อืม...เหมือนจะพูดนะ แต่สมองข้าตอนนี้มันก็นึก..." ชายชราลูบหลังศีรษะ ทำท่าทางเหมือนกำลังพยายามใช้ความคิด
หยางเซียวหยิบธนบัตรสีแดงออกมาอีกใบ แล้วแกว่งไปมาเบาๆ "ไม่รีบครับ ค่อยๆ นึก"
"อ้อๆๆ ข้านึกออกแล้ว!" ชายชรากระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที "คนคนนั้นถามข้าว่า ในเมืองมีคำคมโบราณหรือกฎเก่าแก่อะไรสืบทอดกันมาบ้างไหม"
"แล้วคุณตาตอบไปว่ายังไงครับ"
"ข้าก็บอกไปว่าคำคมโบราณอะไรนั่นข้าไม่รู้หรอก แต่มีบทกลอนบทหนึ่งที่ท่องจำกันมาหลายปีแล้วในหมู่ชาวเขา" ชายชราค่อยๆ นึกทีละคำ "ลูกสาวคนโตห้ามแต่งงานออกไป ลูกชายคนรองให้อยู่ข้างกาย บุญน้อยวาสนาสั้น อย่าได้ก้าวข้ามประตูจวนลึก"