- หน้าแรก
- เกิดใหม่เพื่อเป็นใหญ่กว่าใคร
- บทที่ 11 ตำรวจคือกลุ่มคนชายขอบ
บทที่ 11 ตำรวจคือกลุ่มคนชายขอบ
บทที่ 11 ตำรวจคือกลุ่มคนชายขอบ
ลึกๆ แล้วซ่งเทียนเย่าก็รู้สึกว่าการลุกขึ้นยืนแล้วพูดประโยคแบบนั้นมันดูโง่เง่ามาก แต่ในเมื่อเขาได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มวัยสิบแปด การที่เด็กหนุ่มเลือดร้อนจะออกหน้าปกป้องผู้หญิงสักคน ในสายตาคนอื่นมันก็ไม่ได้ดูแปลกอะไร ตรงกันข้าม เมื่อประกอบกับการแสดงออกและท่าทางของซ่งเทียนเย่าในตอนนี้ มันกลับทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความห้าวหาญที่พุ่งพล่านออกมา
คนหนุ่มสาว โดยเฉพาะคนที่ดูมีเงิน ก็สมควรที่จะมีความห้าวหาญแบบนี้แหละ
"ฉันไม่สนหรอกนะว่ากลุ่มแฟนคลับบ้าบออะไรหรือคุณชายฉู่อะไรนั่น แปลกดีแฮะ แค่ด่านางรำบนเวทีก็ได้เงินด้วย ดีเลย ฉันขอรับไว้เอง" ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตลายดอกคนหนึ่งลุกขึ้นยืนด้วยอาการเมามายจากที่นั่งด้านหลัง เขาจงใจเลิกชายเสื้อขึ้นอย่างโอ้อวด เผยให้เห็นซองปืนที่เอวเพื่อบอกให้ทุกคนรู้ว่าเขาเป็นตำรวจ จากนั้นก็ปรายตามองและเดินตุปัดตุเป๋มาทางซ่งเทียนเย่า
เมื่อเห็นว่ามีคนก้าวออกมา ซ่งเทียนเย่าก็ไม่ได้เปลี่ยนสีหน้า ยังคงมีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่ แถมยังพยักหน้าทักทายตำรวจนอกเครื่องแบบคนนี้ด้วยซ้ำ ตรงกันข้ามกับฉู่เสี้ยวซิ่นที่หันกลับมามองตำรวจที่กำลังเดินเข้ามาด้วยสีหน้าบึ้งตึง
เงินในมือซ่งเทียนเย่า ถึงจะถูกเอาไปก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขา แต่มันเป็นการหักหน้าฉู่เสี้ยวซิ่นต่างหาก ซ่งเทียนเย่านิ่งเฉยได้ แต่ฉู่เสี้ยวซิ่นไม่มีทางทนดูตำรวจคนนี้เอาเงินไปได้หรอก
"มารดาแกสิ! ตระกูลฉู่เลี้ยงพวกแกไว้ดูงิ้วหรือไง? พรุ่งนี้อยากจะพาครอบครัวไปนอนอดตายข้างถนนกันใช่ไหม?" ฉู่เสี้ยวซิ่นปรายตามองตำรวจขี้เมาคนนั้นแวบหนึ่ง แล้วหันกลับมานั่งที่โซฟาพลางตวาดลั่น
สิ้นเสียงของฉู่เสี้ยวซิ่น ชายวัยกลางคนสี่คนที่นั่งอยู่ตามโต๊ะด้านหลังก็ลุกพรวดขึ้น พวกเขาสวมชุดทะมัดทะแมง สวมสร้อยทองที่คอ และสวมแหวนหยกที่นิ้วโป้ง
ชายวัยกลางคนทั้งสี่คนนี้ล้วนเป็นหัวหน้าแก๊งเฉาย่งอี้ ซึ่งเป็นแก๊งอิทธิพลในฮ่องกง หนึ่งในนั้นที่ชื่อเฉินอาสือเป็นถึงหัวหน้าแก๊งเฉาย่งอี้เลยทีเดียว ปัจจุบันแก๊งเฉาย่งอี้มีสมาชิกกว่าสี่พันคน ทั้งหมดล้วนทำงานตามท่าเรือต่างๆ ของฮ่องกงโดยพึ่งพาธุรกิจของสมาคมการค้าแต้จิ๋วเพื่อหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เรียกได้ว่าสมาชิกกว่าสองพันคนของแก๊งเฉาย่งอี้ ก็เปรียบเสมือนอันธพาลที่สมาคมการค้าแต้จิ๋วเลี้ยงเอาไว้ ถ้าสมาคมการค้าแต้จิ๋วไม่จ่ายค่าจ้างให้ตรงเวลา จับกังท่าเรือพวกนี้ก็มีหวังอดตายกันหมด
ดังนั้น ฉู่เสี้ยวซิ่นถึงได้กล้าใช้คำสั่งราวกับกำลังสั่งคนรับใช้
ทั้งสี่คนมองหน้ากัน แล้วเดินออกมาจากที่นั่งพร้อมกัน สองคนตรงเข้าไปกระชากคอเสื้อของตำรวจคนนั้นเอาไว้ ส่วนอีกคนก็พูดขึ้นว่า "ผู้กอง นั่นลูกชายของประธานฉู่แห่งสมาคมการค้าแต้จิ๋วนะ ตอนนี้รีบขอโทษแล้วกลับไปนั่งที่เดิมยังทันนะ"
"เฉินอาสือแห่งแก๊งเฉาย่งอี้งั้นเหรอ?" ตำรวจเงยหน้าขึ้นมองชายวัยกลางคนที่กำลังพูดด้วยอาการเมามาย "แกเมาแล้วหรือไงวะ? ปล่อย! อยากจะไปกินข้าวแดงในห้องขังให้มันหายร้อนรุ่มบ้างไหมล่ะ? ถ้าไม่ปล่อย ฉันจะสั่งให้คนไปก่อกวนแกที่ท่าเรือทุกวันเลยคอยดู!"
"ผู้กอง..." เฉินอาสือยิ้มขื่น "คนที่เมาน่ะคือคุณต่างหาก คุณชายฉู่ไม่ใช่คนที่คุณจะล่วงเกินได้นะ คนแต้จิ๋วที่มาอยู่ฮ่องกงนับหมื่นคนต้องพึ่งพาสมาคมการค้าแต้จิ๋วเพื่อหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง คุณ..."
"เฉินอาสือ ฉันเรียกพวกแกออกมาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยหรือไง? โยนมันออกไปแล้วตีขาให้หัก!" ฉู่เสี้ยวซิ่นเห็นพวกคนในแก๊งแต้จิ๋วกลับไปขวางตำรวจไว้แล้วเอาแต่เกลี้ยกล่อม ก็เอ่ยเร่งด้วยความไม่พอใจ
เฉินอาสือหันไปยิ้มแหยให้ฉู่เสี้ยวซิ่น "คุณชายซิ่น การไปแตะต้องพวกฮวายาว (หมายถึงตำรวจ) มันมีปัญหาเยอะนะครับ ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหูประธานฉู่..."
"อาเย่า นายกล้าเดินไปเอาขวดเบียร์ฟาดหัวตำรวจคนนั้นให้ฉันหน่อยไหม?" ฉู่เสี้ยวซิ่นเลิกสนใจเฉินอาสือ หันไปมองซ่งเทียนเย่าที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยปากถาม
ซ่งเทียนเย่าคว้าขวดเบียร์บนโต๊ะแล้วเดินตรงไปหาตำรวจคนนั้นโดยไม่กะพริบตา เขายื่นมือซ้ายไปจับไหล่อีกฝ่ายให้หันมาเผชิญหน้ากับตน แล้วใช้มือขวาที่กำขวดเบียร์คาร์ลสเบิร์กฟาดเข้าที่หน้าผากของอีกฝ่ายอย่างแรง!
ตำรวจคนนั้นกำลังหันหน้าไปสั่งให้เฉินอาสือปล่อยมือ ไม่คิดว่าจะมีคนมาจับไหล่ให้หันไป ยังไม่ทันได้เห็นหน้าอีกฝ่ายชัดๆ ขวดเบียร์ก็ฟาดลงบนหัวเสียแล้ว!
น้ำเบียร์ผสมกับเลือดสดๆ ที่ไหลทะลักออกจากรอยแผลที่ถูกเศษแก้วบาดบนหน้าผากไหลอาบลงมา ตำรวจคนนี้ก็ใจสู้ไม่เบา เอื้อมมือไปจับปืนพกที่เอวพลางตวาดลั่น "มารดามึงสิ! กล้าทำร้ายตำรวจเรอะ? ฉันจะยิงแกให้ตาย!"
"ขอให้โชคดีนะ ผู้กอง" ซ่งเทียนเย่าโยนปากขวดเบียร์ที่เหลืออยู่ในมือทิ้งไป ยิ้มให้อีกฝ่าย แล้วหันหลังเดินกลับไปนั่งที่โซฟา
จะบ้าหรือเปล่า มีคนของแก๊งแต้จิ๋วสี่คนล้อมตำรวจคนนี้อยู่ ถ้ายังปล่อยให้เขาชักปืนออกมาได้ ก็เห็นผีแล้วล่ะ
ตำรวจคนนี้ถูกชายวัยกลางคนสี่คนกดไว้แน่นจนขยับตัวไม่ได้ ตำรวจคนอื่นๆ ที่นั่งดื่มอยู่ที่โต๊ะก่อนหน้านี้ พอเห็นเพื่อนร่วมงานถูกคนเอาขวดเบียร์ฟาดหัว ทั้งสี่คนก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที ชักปืนพกออกมาแล้วเดินตรงเข้าไปหาพลางตะโกนว่า "ปล่อยเขา! ทุกคนเอามือกุมหัวแล้วยืนนิ่งๆ"
เฉินอาสือมองไปที่ฉู่เสี้ยวซิ่น แต่กลับพบว่าฉู่เสี้ยวซิ่นไม่ได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย กลับหยิบบุหรี่ขึ้นมายื่นให้ชายหนุ่มที่เพิ่งลงมือไปเมื่อครู่นี้ เฉินอาสือลอบถอนหายใจในใจ ดูเหมือนว่าไม่ว่าเขาจะทำอะไร ก็คงไม่สบอารมณ์คุณชายซิ่นเท่าชายหนุ่มคนนั้นหรอก
"ไปเรียกคนมา! อย่าปล่อยให้พวกตำรวจทำร้ายคุณชายซิ่นได้!" เฉินอาสือหันไปสั่งลูกน้องที่อยู่ข้างๆ
ชายคนนั้นรีบวิ่งออกไปข้างนอกทันที ส่วนตำรวจคนหนึ่งก็หันหลังวิ่งตามไปที่ประตู
เฉินอาสือดึงปืนพกออกมาจากเอวของตำรวจที่ถูกกดไว้ แล้วจ่อไปที่หัวของอีกฝ่ายพลางพูดกับตำรวจอีกสามคนที่กำลังถือปืนวิ่งเข้ามาว่า
"ผู้กองทั้งหลาย ผมคือเฉินอาสือแห่งแก๊งเฉาย่งอี้ หวังว่าพวกคุณจะไว้หน้าผมสักหน่อย ถือซะว่าเรื่องคืนนี้ไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกัน"
"แกบอกว่าไม่เคยเกิดขึ้นก็แปลว่าไม่เคยเกิดขึ้นงั้นเหรอ? ฉันจะจับแกไปโรงพักแล้วค่อยๆ ฟังแกอธิบายที่นั่น!" ตำรวจคนหนึ่งเล็งปืนไปที่เฉินอาสือแล้วตะโกนลั่น
สีหน้าของเฉินอาสือเปลี่ยนไปทันที เขาเองก็เป็นถึงระดับหัวหน้าแก๊งในวงการนักเลง ถึงแม้จะไม่กล้าหือกับลูกชายนักธุรกิจใหญ่อย่างฉู่เสี้ยวซิ่น แต่กับตำรวจนอกเครื่องแบบยศน้อยๆ แค่ไม่กี่คน เขาไม่จำเป็นต้องเกรงใจอะไร พอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมไว้หน้า สีหน้าของเฉินอาสือก็เปลี่ยนไป น้ำเสียงของเขาดุดันขึ้นมาทันที
"ดี! ฉันก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าแกจะพาฉันเข้าโรงพักไปค่อยๆ อธิบายได้ยังไง ฉันออกท่องยุทธภพมาตั้งหลายปี หักขาตำรวจมาไม่รู้กี่คนแล้ว จะเพิ่มพวกแกอีกสักกี่คนก็ไม่เห็นจะเป็นไร แน่จริงก็ยิงเลยสิ ถ้าแกยิงตอนนี้ คืนนี้คนของฉันจะไปเผาโรงพักแล้วก็ฆ่าล้างโคตรแกให้หมด!"
ซ่งเทียนเย่านั่งฟังอยู่บนโซฟาก็แอบพยักหน้าในใจ นี่แหละถึงจะเป็นคำพูดเด็ดขาดที่หัวหน้าแก๊งควรพูด ในช่วงต้นยุค 50 ของฮ่องกง ตำรวจอาจจะรังแกคนจนได้มากมาย แต่สิ่งเดียวที่พวกเขาไม่กล้าแตะต้องก็คือคนรวยกับพวกแก๊งอิทธิพล เมื่อเทียบกับคนรวยและพวกมาเฟียแล้ว ตำรวจถือเป็นกลุ่มคนชายขอบอย่างแท้จริง เพราะช่วงนี้ธุรกิจลักลอบขนของเถื่อนกำลังเฟื่องฟู ตามท่าเรือต่างๆ ล้วนมีพวกแก๊งอิทธิพลแบ่งสรรปันส่วนอาณาเขตกันอย่างชัดเจน ถ้าไปแหยมกับพวกแก๊งที่หากินตามท่าเรือพวกนี้ ตอนกลางคืนก็อาจจะมีคนแอบไปโยนระเบิดขวดใส่โรงพักสักสองลูก หรือไม่ก็สืบที่อยู่แล้วบุกไปข่มขู่ครอบครัวถึงที่บ้าน เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อปีที่แล้วก็เพิ่งจะมีข่าวหน้าหนึ่งว่าตำรวจสองนายถูกแก๊งมาเฟียสิบกว่าคนถือขวานไล่ฟันที่ท่าเรือเซ็นทรัล
พวกแก๊งอิทธิพลพวกนี้ไม่กลัวตำรวจหรอก ตำรวจจับคนก็จับได้แค่คนที่ก่อเหตุ แต่สิ่งที่พวกเขากลัวคือเศรษฐีใหญ่ที่เป็นคนจ่ายเงินอยู่เบื้องหลังต่างหาก เพราะถ้าเศรษฐีใหญ่โกรธขึ้นมา สมาชิกแก๊งนับพันนับหมื่นคนก็เท่ากับโดนทุบหม้อข้าวตัวเอง
ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียด ประตูใหญ่ของไนต์คลับก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงจากด้านนอก ตำรวจคนที่วิ่งตามลูกน้องของเฉินอาสือออกไปเมื่อครู่ หนีกลับเข้ามาในล็อบบี้ด้วยสภาพเลือดอาบเต็มตัว ด้านหลังเขามีชายฉกรรจ์ถอดเสื้อท่อนบนนับสิบคนถือมีดหั่นแตงโมหรือไม้ไผ่บุกเข้ามาในล็อบบี้ด้วยรังสีอำมหิต!
"ตำรวจหน้าไหนมันตาบอด กล้ามาหักหน้าคุณชายฉู่วะ!"