- หน้าแรก
- เกิดใหม่เพื่อเป็นใหญ่กว่าใคร
- บทที่ 4 หางานทำ
บทที่ 4 หางานทำ
บทที่ 4 หางานทำ
"ผมก็เป็นคนเฉาเฟิงเหมือนกัน คนบ้านเดียวกันแท้ๆ มีอะไรให้ช่วยก็บอกมาได้เลย เดี๋ยวผมพาเข้าไปหาที่นั่งข้างในก่อนนะ อยากดื่มชาแบบไหนเดี๋ยวผมเลี้ยงเอง" พอพนักงานเสิร์ฟคนนี้ได้ยินคำตอบของซ่งเทียนเย่า เขาก็รีบเปลี่ยนมาพูดภาษาแต้จิ๋วทันที พร้อมกับพูดจาต้อนรับขับสู้ซ่งเทียนเย่าอย่างกระตือรือร้น
พูดพลางก็นำทางซ่งเทียนเย่าไปที่นั่งมุมสงบ แล้วยังชงชาแดงธรรมดาๆ มาให้ซ่งเทียนเย่าอีกหนึ่งกาน้ำชา จากนั้นถึงได้นั่งลงตรงข้ามซ่งเทียนเย่า
"ผมดูออกนะว่าพี่ชายคงไม่ได้แค่มาดื่มชาแน่ๆ มีปัญหาอะไรก็บอกผมมาเถอะ ผมชื่ออู๋จินเหลียง ทำงานที่โรงน้ำชานี้มาเจ็ดปีแล้ว เป็นพนักงานเสิร์ฟอยู่ที่นี่ตั้งแต่ก่อนที่พวกทหารญี่ปุ่นจะบุกเข้ามา ผมคุ้นเคยกับฮ่องกงดี แค่พี่ชายเอ่ยปาก ผมรับรองว่าจะช่วยพี่ชายได้อย่างแน่นอน"
นี่คือเหตุผลที่ซ่งเทียนเย่ามาที่โรงน้ำชาลู่อวี่ เขาได้ยินคนในเขตบ้านไม้พูดกันมานานแล้วว่าที่โรงน้ำชาลู่อวี่มีพนักงานเสิร์ฟคนหนึ่งเป็นคนแต้จิ๋ว ชื่อว่าอู๋จินเหลียง เป็นคนมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคนบ้านเดียวกันเวลาตกทุกข์ได้ยากที่สุด แถมยังไม่รับของกำนัลล่วงหน้า ต้องจัดการเรื่องให้เสร็จเรียบร้อยก่อนถึงจะยอมรับของตอบแทน และรับรองว่าไม่คิดเงินเกินจริงเด็ดขาด
แต่คนที่มาจากเขตบ้านไม้ถึงจะมาหาอู๋จินเหลียงที่โรงน้ำชาเพื่อให้ช่วยจัดการเรื่องต่างๆ ให้ ก็ไม่พ้นเรื่องหางาน หาที่พัก หรือตามหาญาติที่ขาดการติดต่อ อะไรพวกนี้ พอจัดการเสร็จก็ให้ของตอบแทนอย่างมากก็แค่เหรียญสองเหรียญ ถ้าให้ได้ถึงห้าเหรียญ สำหรับคนจนก็ถือว่าเป็นจำนวนเงินที่เยอะมากแล้ว
แต่คนที่จะทำให้อู๋จินเหลียงหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆ ก็คือคนแบบซ่งเทียนเย่าในตอนนี้นี่แหละ อย่างน้อยๆ ภายนอกก็ดูไม่เหมือนคนจนที่มาจากเขตบ้านไม้หรืออพยพหนีตายมา ท่าทางสุภาพเรียบร้อยดูปุ๊บก็รู้ว่าได้รับการศึกษามาอย่างดี ในใจของอู๋จินเหลียงคิดว่า คนแบบนี้ถ้าให้ช่วยทำธุระอะไรให้ ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ตัวเองก็ต้องได้ของตอบแทนก้อนโตไม่น้อยเลย
"ผมก็ได้ยินชื่อเสียงของพี่เหลียงมาเหมือนกันแหละครับ ที่เฉาเฟิง พี่น้องร่วมหมู่บ้านต่างก็ยกย่องให้พี่เป็นเหมือนพระยูไลที่ทำได้ทุกอย่าง คนแต้จิ๋วที่มาฮ่องกงตั้งมากมายก็เคยได้รับการดูแลจากพี่มาแล้วทั้งนั้น" ซ่งเทียนเย่าพูดกับอู๋จินเหลียง
พูดจบ เขาก็โบกมือเรียกสาวขายบุหรี่ที่เดินไปเดินมาอยู่ระหว่างโต๊ะต่างๆ ในชั้นล่าง "ขอทรีไฟว์ซองนึง ขอบใจนะ"
สาวขายบุหรี่ประคองกล่องไม้ใส่บุหรี่เดินเข้ามา ซ่งเทียนเย่าวางธนบัตรใบละห้าเหรียญลงในกล่อง หยิบบุหรี่ทรีไฟว์มาซองหนึ่ง แล้วใส่เหรียญห้าสิบเซนต์ลงไปอีก พร้อมกับยิ้มให้เด็กสาวขายบุหรี่
"นี่ทิปนะ"
"ขอบคุณค่ะเถ้าแก่" เด็กสาวขายบุหรี่ย่อตัวทำความเคารพอย่างนอบน้อม กล่าวขอบคุณอย่างน่ารักแล้วเดินจากไป
บุหรี่ทรีไฟว์นำเข้าซองละห้าเหรียญ ถือว่าเป็นบุหรี่ระดับพรีเมียมในฮ่องกงยุค 50 เลยทีเดียว หลายคนทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาดทั้งเดือนก็ยังได้เงินไม่พอซื้อบุหรี่สิบซองด้วยซ้ำ ต่อให้เป็นโรงน้ำชาที่ค่อนข้างหรูหราอย่างลู่อวี่ ลูกค้าส่วนใหญ่ก็ยังสูบแค่บุหรี่ห่าวไฉ่ซองละสองเหรียญครึ่งเท่านั้น
ซ่งเทียนเย่าแกะซองบุหรี่ ยื่นบุหรี่ให้อู๋จินเหลียงมวนหนึ่ง ขีดไม้ขีดไฟจุดบุหรี่ให้ทั้งคู่ แล้วค่อยๆ สะบัดไม้ขีดไฟให้ดับ ถึงได้เอ่ยปากพูดกับอู๋จินเหลียง
"ผมชื่อซ่งเทียนเย่า อายุสิบแปดปี ไม่ปิดบังพี่เหลียงหรอกนะ วันนี้ที่ผมมาโรงน้ำชา ก็เพื่อจะมาขอให้พี่เหลียงช่วยเป็นธุระให้หน่อยน่ะครับ ผมรู้ภาษาอังกฤษ เก่งคณิตศาสตร์ ทำบัญชีเป็น ก่อนหน้านี้เคยทำงานที่บริษัทการค้าฝรั่งในมาเก๊ามาครึ่งปี ครั้งนี้ผมอยากจะหางานในฮ่องกง ไม่คิดจะทำงานให้พวกฝรั่งอีกแล้ว อยากจะหางานในบริษัทของคนจีนทำมากกว่า"
อู๋จินเหลียงคีบบุหรี่แล้วพยักหน้า "ไม่มีปัญหา เรื่องหางาน ผมช่วยจัดการให้ได้ตลอดเวลาเลยล่ะ อยากทำงานในบริษัทการค้าใช่ไหม? แล้วไม่ทราบว่าบริษัทการค้าฝรั่งที่พี่ชายเคยทำอยู่ก่อนหน้านี้ทำธุรกิจอะไรเหรอครับ? น้ำมันก๊าด สิ่งทอ ไม้ เหล็กกล้า หรือว่าอะไร?"
"ธุรกิจที่ทำเงินได้มากที่สุดไงล่ะครับ" ซ่งเทียนเย่าสูบบุหรี่พลางพูดกับอู๋จินเหลียง "ผมว่าพี่เหลียงน่าจะรู้ดีนะว่าผมหมายถึงอะไร"
อู๋จินเหลียงพยักหน้าเบาๆ แล้วตอบรับอืมคำหนึ่ง
ธุรกิจที่ทำเงินได้มากที่สุดที่ว่านั้น จริงๆ แล้วก็คือการลักลอบขนของเถื่อนนั่นเอง ตอนนี้ไม่ว่าจะที่ฮ่องกงหรือมาเก๊า บริษัทการค้าทุกแห่งตราบใดที่มีช่องทาง ก็จะลักลอบขนของเถื่อนกันทั้งนั้น เพราะหลังจากสงครามเกาหลีปะทุขึ้นในปี 1950 อเมริกาและประเทศอื่นๆ ก็ใช้อำนาจของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเพื่อผ่านร่างกฎหมายคว่ำบาตรจีนและเกาหลีเหนือในปี 1951 เพื่อทำการปิดล้อมและคว่ำบาตรทั้งสองประเทศ
ยิ่งโดนคว่ำบาตร กำไรจากการลักลอบขนของเถื่อนก็ยิ่งสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยารักษาโรค เวชภัณฑ์ น้ำมันเบนซิน เครื่องมือช่าง กล้วยหอม เหล็กกล้า ฝ้าย...
นอกจากบริษัทการค้าของชาวจีนแล้ว บริษัทการค้าของอเมริกาและอังกฤษต่างก็กระโจนเข้าร่วมในมหกรรมลักลอบขนของเถื่อนนี้ด้วยเช่นกัน แถมรัฐบาลอาณานิคมฮ่องกงก็ยังทำตัวเป็นนกสองหัวกับข้อบังคับ 'คว่ำบาตร' ของสหประชาชาติ ภายนอกก็ทำเป็นออกกฎหมายเพื่อขยายขอบเขตการคว่ำบาตรตามระเบียบของสหประชาชาติอย่างต่อเนื่อง แต่พอแรงกดดันผ่อนคลายลงปุ๊บ ก็แอบอนุมัติให้บริษัทการค้าต่างๆ ส่งออกสินค้าเฉพาะบางอย่างทันที เพราะฮ่องกงบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตร คนที่สูญเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากที่สุดก็คืออังกฤษ นี่จึงเป็นเหตุผลที่การควบคุมการคว่ำบาตรของฮ่องกงถึงได้มีความเข้มงวดบ้างผ่อนคลายบ้างสลับกันไป
ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ การลักลอบขนของเถื่อนแทบจะกลายเป็นธุรกิจถูกกฎหมายที่รัฐบาลอาณานิคมฮ่องกงยอมรับกลายๆ ไปเสียแล้ว
"ก่อนหน้านี้ผมเคยทำงานที่โกดังสินค้าท่าเรือ รับผิดชอบจัดการกับตำรวจน้ำและกรมพาณิชย์และอุตสาหกรรมที่มาตรวจสอบ ครั้งนี้ผมก็ตั้งใจจะหางานที่คล้ายๆ กันแบบนี้แหละ" ซ่งเทียนเย่าพูดพลางหยิบเงินห้าสิบเหรียญออกจากกระเป๋าสตางค์มาวางไว้ตรงหน้าอู๋จินเหลียง "นี่เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ สำหรับความเหนื่อยยากของพี่เหลียง ถ่างานสำเร็จแล้วผมจะมีของตอบแทนให้อีก"
สำหรับพนักงานเสิร์ฟที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนนายหน้าแบบนี้ ซ่งเทียนเย่าคิดเสมอว่าไม่อาจขี้เหนียวได้ ถ้าให้ของตอบแทนน้อยไป พวกนี้ก็จะไม่ตั้งใจทำงานให้ ยิ่งของตอบแทนหนักเท่าไหร่ พวกเขาถึงจะแสดงความจริงใจที่คู่ควรออกมาให้เห็น
แม้อู๋จินเหลียงจะเคยเป็นนายหน้าหางานแบบนี้มานักต่อนัก แต่ก็ยังอดสูดหายใจเข้าลึกๆ ไม่ได้ เงินห้าสิบเหรียญเชียวนะ! เงินเดือนที่โรงน้ำชาจ่ายให้เขาเดือนนึงยังแค่หกสิบเหรียญเอง แถมซ่งเทียนเย่ายังบอกอีกว่าหลังจากงานสำเร็จก็จะมีของตอบแทนให้อีก ทำเอาอู๋จินเหลียงอยากจะงัดความสามารถทั้งหมดที่มีออกมาโชว์ให้ซ่งเทียนเย่าเห็นเดี๋ยวนั้นเลย
"พี่ชาย ผมรับน้ำใจของคุณไว้นะ แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า งานที่คุณอยากได้น่ะ เงินเดือนอย่างน้อยต้องสองร้อยเหรียญขึ้นไป มันได้มาไม่ง่ายเลย ผมพอมีเส้นสายอยู่บ้าง แต่ต้องดูว่าคุณกล้าทุ่มเงินหรือเปล่า เงินฮ่องกงสักพันแปดร้อยเหรียญเพื่อแลกกับงานประจำในบริษัทการค้า คุณกล้าลงทุนไหม?" อู๋จินเหลียงเก็บเงินห้าสิบเหรียญบนโต๊ะเข้ากระเป๋า สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที
ซ่งเทียนเย่าเคาะขี้เถ้าบุหรี่ แล้ววางกระเป๋าสตางค์ลงบนโต๊ะ "ในกระเป๋าสตางค์นี่มีอยู่สองพันเจ็ดร้อยเหรียญ ถ้าพี่เหลียงคิดว่ายังไม่พอ เดี๋ยวผมไปเบิกที่ธนาคารเพิ่มอีก"
คำพูดประโยคนี้ของซ่งเทียนเย่า ทำให้อู๋จินเหลียงยิ่งมองเขาในแง่ดีขึ้นไปอีก เงินสดในกระเป๋าสตางค์ตั้งสองพันเจ็ดร้อยเหรียญ นั่นเป็นตัวเลขมหาศาลในสายตาของหลายๆ ครอบครัวเลยนะ แถมซ่งเทียนเย่ายังสามารถไปเบิกเงินที่ธนาคารได้อีก ท่าทางสบายๆ แบบนี้ทำให้อู๋จินเหลียงรู้สึกถูกชะตากับซ่งเทียนเย่าขึ้นมาทันที แบบนี้สิถึงจะถูก ขอร้องให้คนอื่นช่วยทำธุระให้ ก็ต้องไม่กลัวเสียเงิน คนบ้านเดียวกันที่มาขอให้เขาช่วยหางานให้ก่อนหน้านี้ ให้ค่าตอบแทนแค่เหรียญสองเหรียญ อู๋จินเหลียงก็เลยไล่ให้ไปทำงานใช้แรงงานในโรงงานให้หมด เส้นสายจริงๆ นาน่ะ ต้องเก็บไว้ให้คนหนุ่มรุ่นหลังที่กล้าทุ่มเงินอย่างซ่งเทียนเย่าถึงจะถูก
"เหมาเรือภัตตาคารไท่ป๋อชั้นบนสุด จัดโต๊ะจีนหนึ่งโต๊ะ จ้างนักร้องสาวตัวท็อปสามคนมานั่งดื่มเป็นเพื่อนร้องเพลงให้ฟัง เสร็จจากเรือภัตตาคารก็ไปดื่มเหล้าเต้นรำต่อที่ไนต์คลับเป่ยเจี่ยว รวมเบ็ดเสร็จทั้งหมด น่าจะตกอยู่ประมาณแปดร้อยกว่าเหรียญฮ่องกง ถ้าคุณตกลง ผมก็จะไปจัดการให้ ลูกชายคนรองของนายกสมาคมการค้าแต้จิ๋วเป็นลูกค้าประจำของผมที่นี่ ที่บ้านเขามีบริษัทการค้าอยู่สามแห่ง ถ้าคุณชายรองคนนี้พยักหน้าตกลง งานของคุณก็ไม่มีปัญหาแน่นอน" อู๋จินเหลียงจ้องมองตาซ่งเทียนเย่าแล้วพูด
เขากำลังสังเกตอยู่ หากซ่งเทียนเย่ามีท่าทีลังเลแม้แต่นิดเดียว เขาก็เตรียมจะเปลี่ยนเส้นสายแล้วแนะนำงานที่เกรดต่ำลงมาหน่อยให้
แต่ซ่งเทียนเย่ากลับไม่ลังเลเลย เขาหยิบเงินสดหนึ่งพันดอลลาร์ฮ่องกงจากกระเป๋าเงินยื่นให้อู๋จินเหลียง "นี่หนึ่งพันเหรียญ รบกวนพี่เหลียงช่วยจัดการให้ผมทีนะครับ"
"ได้เลย" อู๋จินเหลียงรับเงินพันดอลลาร์นั้นมาอย่างไม่อิดออด หันไปตะโกนบอกทางเคาน์เตอร์ว่า "ห้องส่วนตัวริมหน้าต่างชั้นสอง ชาผู่เอ๋อร์เก่าเก็บสิบปีหนึ่งกา ผมขอเลี้ยงคุณซ่งเทียนเย่า"
เสียงตะโกนเรียกความสนใจนี้เป็นสิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำ และชากานี้เขาก็จำเป็นต้องเลี้ยง ไม่อย่างนั้นพนักงานเสิร์ฟอย่างเขาที่มารับจ๊อบเป็นนายหน้าในโรงน้ำชา คงโดนไล่ออกไปตั้งนานแล้ว
แต่ที่บอกว่าเลี้ยงน่ะ ปกติอู๋จินเหลียงมักจะตะโกนว่า โต๊ะชั้นหนึ่ง ชาดอกไม้หนึ่งกา ติ่มซำหนึ่งเข่ง หรือบางทีก็ไม่มีติ่มซำ มีแค่ชาดอกไม้หนึ่งกา นั่นหมายความว่าได้ค่าตอบแทนไม่เยอะ แต่ตอนนี้กลับตะโกนว่าห้องส่วนตัวริมหน้าต่างชั้นสอง ซึ่งถือว่าเป็นห้องส่วนตัวที่ดีที่สุดในโรงน้ำชาลู่อวี่แล้ว ชาผู่เอ๋อร์เก่าเก็บสิบปีก็ราคากาละยี่สิบเหรียญ ถือว่าเป็นชาชั้นเยี่ยมของโรงน้ำชาแห่งนี้เลยทีเดียว
ทุกคนที่อยู่ชั้นหนึ่งต่างก็หันไปมองทางอู๋จินเหลียงเป็นตาเดียว หลักๆ ก็คืออยากจะดูว่าซ่งเทียนเย่าเป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงได้ใจป้ำยอมให้อู๋จินเหลียงตะโกนสั่งชาผู่เอ๋อร์เก่าเก็บสิบปีได้ขนาดนี้
ซ่งเทียนเย่าลุกขึ้นยืนในจังหวะที่พอเหมาะพอเจาะ ประสานมือคารวะทุกคนเล็กน้อย แล้วเดินขึ้นไปชั้นสอง อู๋จินเหลียงพูดตามหลังเบาๆ ว่า "น้องซ่ง รอฟังข่าวดีจากผมได้เลย"
มองดูชายหนุ่มที่ดูเหมือนพนักงานระดับสูงของบริษัทการค้าต่างชาติค่อยๆ เดินขึ้นบันไดไป แขกที่นั่งอยู่ตามโต๊ะชั้นล่างก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์กัน พวกเขาล้วนเป็นลูกค้าประจำของโรงน้ำชาแห่งนี้ จึงรู้ธรรมเนียมของที่นี่เป็นอย่างดี
"วันนี้อาเหลียงคงรวยเละแน่ๆ เขาไม่ได้เลี้ยงชาผู่เอ๋อร์เก่าเก็บสิบปีใครมาเกือบปีแล้ว ดูท่าทางคราวนี้คงได้เงินไม่ใช่น้อย"
"แน่นอนว่าไม่ใช่น้อย แต่ดูจากเสื้อผ้าหน้าผมของหนุ่มคนนี้แล้ว ไม่น่าจะเป็นฝ่ายมาขอให้อาเหลียงช่วยเลยนะ"
"เดี๋ยวรออาเหลียงกลับมา ให้เขาเลี้ยงขนมงาดำพวกเราคนละเข่งเลยดีกว่า"
ซ่งเทียนเย่าถูกลูกจ้างคนหนึ่งพาเข้าไปในห้องส่วนตัว ลูกจ้างช่วยเตรียมผลไม้และติ่มซำให้ซ่งเทียนเย่าก่อน จากนั้นก็เริ่มล้างชุดชงชาและเตรียมชงชา ซ่งเทียนเย่านั่งอยู่ตรงที่นั่งริมหน้าต่าง พบว่าวิวจากห้องนี้สวยงามสมคำร่ำลือจริงๆ เพราะฝั่งตรงข้ามบังเอิญเป็นโรงน้ำชาสตรีพอดี พอมองออกไปจากหน้าต่างของตัวเอง ก็จะเห็นภาพสาวๆ นั่งดื่มชาคุยกันอย่างออกรสชาติอยู่ฝั่งตรงข้ามได้อย่างชัดเจน
"คุณผู้ชาย อยากฟังเพลงไหมคะ?" เด็กสาวอายุราวสิบสี่สิบห้าปี ถักเปียสองข้าง อุ้มพิณผีผามายืนอยู่หน้าห้องส่วนตัว ย่อตัวทำความเคารพซ่งเทียนเย่าอย่างนอบน้อมก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงกล้าๆ กลัวๆ
ถึงเสียงจะเบา แต่ก็แฝงไปด้วยความอ่อนหวานนุ่มนวลอย่างเป็นธรรมชาติ
เธอเห็นซ่งเทียนเย่าเดินขึ้นมาบนชั้นสอง พอคิดว่าอู๋จินเหลียงยังกล้าเลี้ยงชาผู่เอ๋อร์เก่าเก็บสิบปีเขาเลย เด็กสาวก็เลยรวบรวมความกล้าเดินขึ้นมาดู เผื่อว่าจะได้ทิปค่าร้องเพลงบ้าง
ซ่งเทียนเย่ากัดแอปเปิ้ลไปคำหนึ่งแล้วถาม "ดีดพิณร้องเพลงคิดราคายังไง?"
"เพลงสั้นหนึ่งเหรียญ เพลงยาวสามเหรียญค่ะ"
"งั้นดีดเพลงสั้นมาให้ฟังหน่อยสิ" ซ่งเทียนเย่าล้วงเงินหนึ่งเหรียญออกมาวางไว้บนโต๊ะแล้วพูด
เด็กสาวรีบเดินเข้ามา ทำความเคารพอีกครั้ง หยิบเงินหนึ่งเหรียญไป แล้วไปนั่งลงบนม้านั่งตัวเล็กที่มุมห้องสำหรับนักร้องโดยเฉพาะ เธอไม่ได้รีบร้อนเริ่มบรรเลง แต่รอจนลูกจ้างชงชาเสร็จแล้วเดินออกไปปิดประตูห้องจากด้านนอกให้เรียบร้อย ถึงได้กางสิบนิ้วออกแล้วเริ่มกรีดนิ้วไปมาบนสายพิณผีผา
ตามด้วยท่วงทำนองของพิณผีผาที่ดังกังวานไปทั่วห้องส่วนตัวเล็กๆ ซ่งเทียนเย่าหลับตานั่งอยู่หน้าโต๊ะ มือก็เคาะจังหวะตามท่วงทำนองเพลงเบาๆ
เมื่อเสียงบรรเลงนำดังราวกับสายน้ำไหลจบลง เด็กสาวก็เผยอริมฝีปากเปล่งเสียงร้อง เสียงของเธอไพเราะนุ่มนวลและกังวานก้อง
"ในโลกมนุษย์มีเรื่องราวมากมายที่ยากจะเอื้อนเอ่ย แต่ก็ยังมีใจจริงเพียงเสี้ยวเดียวที่หลงเหลืออยู่ คนร้องเพลง ไม่ถามไถ่เรื่องจริงหรือเท็จ เพียงแค่หยิบยกเอาความรู้สึกที่แท้จริงมาขับขาน..."
ซ่งเทียนเย่าที่หลับตาอยู่เบิกตากว้างขึ้นมาทันที มองไปยังนักร้องสาวตัวน้อย พร้อมกับพึมพำชื่นชมเบาๆ
"ดี ไม่ต้องพูดถึงท่วงทำนองหรอก แค่เนื้อเพลงสองประโยคแรกที่ร้องออกมา ก็คุ้มค่ากับรางวัลแล้ว เนื้อเพลงดีจริงๆ"