- หน้าแรก
- เกิดใหม่เพื่อเป็นใหญ่กว่าใคร
- บทที่ 3 โรงน้ำชาลู่อวี่
บทที่ 3 โรงน้ำชาลู่อวี่
บทที่ 3 โรงน้ำชาลู่อวี่
"ซู่เจินบ้านเธอหมั้นกับเทียนเย่าบ้านฉันเมื่อปีที่แล้ว เธอรับของหมั้นไปร้อยยี่สิบเหรียญ แถมผ้าตัดชุดอีกสี่พับ (หมายถึงผ้าไหมที่ฝ่ายชายมอบให้ฝ่ายหญิงตอนหมั้น) ตอนนี้เธอมาบอกว่าจะขอถอนหมั้นเนี่ยนะ!" จ้าวเหม่ยเจินสูดหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้ง "ไม่ต้องพูดเรื่องอื่นหรอก เดือนก่อนซู่เจินนะ ถ้าไม่ได้เทียนเย่าบุกเข้าไปในกองเพลิงช่วยเธอออกมา ป่านนี้เธอคงตายไปจนครบเจ็ดวันไปแล้ว! แล้วนี่จะให้ไปแต่งกับใคร? อาเฉวียนร้านผลไม้งั้นเหรอ? มารดาแกสิ อาเฉวียนน่ะแก่ป่านนั้น อายุตั้งสามสิบกว่า แถมยังมีเมียแล้ว เธอจะส่งซู่เจินไปเป็นเมียน้อยเขาหรือไง?"
เมื่อเห็นจ้าวเหม่ยเจินโมโห หลี่เหลาซื่อกับซู่เจินก็ไม่กล้าปริปาก ป้าหงจึงปั้นหน้ายิ้มพลางพูดขึ้นว่า
"ซ้อเจิน จะพูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะ เมื่อปีที่แล้วซ้อเป็นคนบอกเองว่าอาเย่าสอบติดตำรวจแน่ๆ ฉันก็อยากให้ลูกสาวมีที่พึ่งพิงที่ดี เลยพยักหน้าตกลง แต่ตอนนี้คนทั้งเขตบ้านไม้เขารู้กันหมดแล้วว่าอาเย่าสอบตำรวจไม่ติด แถมยังไปล่วงเกินกรรมการคุมสอบ ต่อไปก็สอบไม่ได้อีก ซ้อก็เป็นผู้หญิง ฉันก็เป็นผู้หญิง ต่างก็รู้กันดีว่าการแต่งงานกับผู้ชายดีๆ สักคนมันสำคัญแค่ไหน ต่อไปอาเย่าก็ทำได้แค่ไปเป็นจับกังที่ท่าเรือหรือไม่ก็โรงงาน ต้องทำงานหนักไปตลอดชีวิต ถ้าซู่เจินตามเขาไป ก็ไม่แน่ว่าจะต้องทนลำบาก ฉันมีลูกชายตั้งสามคน มีลูกสาวแค่ซู่เจินคนเดียว ก็ต้องรักต้องหวงเป็นธรรมดา ไม่อยากให้ลูกต้องมายากจนข้นแค้นไปตลอดชีวิตเหมือนตัวฉันเอง อาเฉวียนเขาเคยพูดเรื่องนี้ไว้นานแล้ว พอรู้เรื่องอาเย่าก็เพิ่งจะให้แม่สื่อมาทาบทามอีกรอบ พวกเราลองคิดๆ ดูแล้วก็เลยตกลง เป็นเมียน้อยก็ไม่ได้แย่อะไร อย่างน้อยถ้าอยู่กับอาเฉวียน เขาก็มีร้านผลไม้ รับรองได้ว่าซู่เจินจะไม่อดอยากขาดแคลน ไม่ต้องทนหิวทนลำบาก ยิ่งไปกว่านั้นเมียหลวงของอาเฉวียนก็ไม่มีลูก รอให้ซู่เจินแต่งเข้าไปแล้วมีลูกชายสักคน ร้านผลไม้นั่นต่อไปก็ต้องตกเป็นของลูกซู่เจินทั้งหมด ส่วนเงินหมั้นกับผ้าตัดชุด ก็หักเอาจากเงินสามร้อยเหรียญที่ฉันเอามาให้เมื่อวานซืนก็แล้วกัน"
"ซู่เจิน พ่อแม่เธอจะให้เธอไปแต่งเป็นเมียน้อยคนอื่น เธอคิดยังไง? ถ้าเธอไม่ยอม ฉันจะออกหน้าให้เธอเอง!" จ้าวเหม่ยเจินฟังป้าหงพูดจบก็ขี้เกียจจะต่อปากต่อคำด้วย หันไปถามซู่เจินที่เอาแต่ซุกหน้าอยู่กับไหล่ป้าหงแทน
หลี่ซู่เจินวัยสิบแปดปีเงยหน้าขึ้นมา มองซ่งเทียนเย่าที่กำลังใส่รองเท้าอยู่ในห้องก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อพบว่าบนใบหน้าของเขาดูไม่มีท่าทีตกใจอะไร ไม่รู้ทำไม พอเห็นความสุขุมเยือกเย็นของซ่งเทียนเย่าในตอนนี้ หลี่ซู่เจินกลับรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง หรือว่าตัวเธอในใจของซ่งเทียนเย่ามันยังไม่สำคัญพอ? เธอจะต้องไปแต่งงานกับคนอื่นแล้วนะ เขายังไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยเหรอ?
เธอกับซ่งเทียนเย่ารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ซ่งเทียนเย่าคอยปกป้องเธอมาตลอด ทำให้เธอรอดพ้นจากการถูกเด็กคนอื่นๆ ในเขตบ้านไม้รังแก มีของอร่อยอะไรก็มักจะนึกถึงและเก็บไว้ให้เธอส่วนหนึ่งเสมอ หลี่ซู่เจินถึงกับเคยคิดว่า การใช้ชีวิตคู่กับซ่งเทียนเย่าแบบนี้ไปตลอดชีวิตก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยเขาก็รักเธอด้วยใจจริง
เมื่อปีที่แล้ว ตอนที่ได้ยินว่าซ่งเทียนเย่าจะสอบเข้าตำรวจ หลี่ซู่เจินดีใจมาก เธอเคยเห็นเด็กผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกันที่แต่งงานไปเป็นเมียน้อยของตำรวจแก่ๆ แต่ละคนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าไหมประดับประดาด้วยเครื่องประดับเต็มตัว กลิ่นน้ำหอมบนตัวยืนอยู่หัวถนนก็หอมฟุ้งไปถึงท้ายถนน เดินไปทางไหนก็มีแต่คนประจบประแจง ส่วนตัวเธอจะได้เป็นถึงภรรยาของตำรวจ ซึ่งหมายความว่าชีวิตนี้จะไม่ต้องยากจนอีกต่อไป จะไม่มีวันที่ต้องกินไม่อิ่มท้องอีก
แต่ใครจะไปคิดว่า บ่ายวันนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมด คนงานที่ท่าเรือส่งข่าวกลับมาว่าซ่งเทียนเย่าไปล่วงเกินกรรมการคุมสอบ สอบตำรวจไม่ติด แถมต่อไปก็ยังหมดสิทธิ์สอบอีก ซ่งเทียนเย่าที่เติบโตมาจากเขตบ้านไม้ ต่อไปคงมีอนาคตแค่ไปเป็นจับกังที่ท่าเรือหรือไม่ก็โรงงานเท่านั้น จับกังที่ท่าเรือหลายคนทำอาชีพนี้ไปจนตาย เธอจะแต่งงานกับจับกังงั้นเหรอ? พอโดนแม่สื่อกับแม่เกลี้ยกล่อมอีกนิดหน่อย หลี่ซู่เจินก็รู้สึกว่าตัวเองจะแต่งงานไปแบบนี้ไม่ได้ เธอพร้อมที่จะแต่งงานไปเป็นเมียน้อยของอาเฉวียนในวัยสามสิบเจ็ดปี ดีกว่าเตรียมตัวแต่งงานกับจับกังและคนงานที่ต้องกินความขมขื่นและทนทุกข์ทรมานต่อไป
"ฉันฟังพ่อกับแม่ค่ะ..." หลี่ซู่เจินพูดจบ ก็ซุกหน้ากลับไปเหมือนเดิม
"เธอ..." จ้าวเหม่ยเจินมุมปากกระตุก หันขวับไปตะคอกใส่ซ่งเทียนเย่าที่ลุกยืนขึ้นเตรียมจะเดินออกมา "นี่! เมียที่ยังไม่ได้แต่งเข้าบ้านของแกเตรียมตัวจะไปแต่งงานเป็นเมียน้อยคนอื่นแล้วนะ! แกตายไปแล้วหรือไงฮะ!"
ซ่งเทียนเย่าเดินเข้ามา รับบุหรี่ครึ่งมวนที่แม่ยังสูบไม่หมดมาจากมือ แล้วยิ้มให้ทั้งสามคน "แม่ก็พูดเองว่ายังไม่ได้แต่ง ยังไม่ได้แต่งก็แปลว่าไม่ใช่เมียผมสิ เลิกโมโหแล้วไปต้มโจ๊กเถอะ"
จ้าวเหม่ยเจินไม่คิดเลยว่าลูกชายตัวเองจะไม่มีน้ำโหเลยสักนิด ได้แต่ถลึงตาใส่ซ่งเทียนเย่าอย่างโกรธเกรี้ยวจนพูดไม่ออก
ซ่งเทียนเย่าพูดกับครอบครัวหลี่ซู่เจินทั้งสามคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ลุงเหลาซื่อ ป้าหง วางใจเถอะ งานแต่งซู่เจินเดือนหน้า ผมไปร่วมดื่มเหล้ามงคลแน่นอน ยินดีด้วยนะครับ"
ครอบครัวของหลี่ซู่เจินล้วนตกใจกับน้ำเสียงของซ่งเทียนเย่า ได้แต่มองชายหนุ่มที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็กอย่างทำตัวไม่ถูก ซ่งเทียนเย่าส่งบุหรี่คืนไปที่ปากของจ้าวเหม่ยเจิน
"คืนนี้ไม่กินข้าวที่บ้านนะ นัดเพื่อนไว้ ถ้าเป็นไปได้ก็คงไม่กลับมานอน ไม่ต้องรอผมนะ"
พูดจบ เขาก็เดินผ่านหลี่ซู่เจินไป และออกจากประตูบ้านไป
จ้าวเหม่ยเจินรอจนกระทั่งเงาแผ่นหลังของลูกชายหายไปจากสายตา ถึงได้หันมาพูดกับครอบครัวของหลี่เหลาซื่ออย่างเกรี้ยวกราดว่า "ถ้าเทียนเย่าเป็นอะไรไป! ฉันเป็นผีก็จะไม่ปล่อยพวกแกไว้แน่! มายืนเสนอหน้าอยู่ในบ้านฉันรอให้ฉันจัดโต๊ะจีนส่งพวกแกสามคนหรือไง? ยกขาขึ้น ฉันจะกวาดบ้าน!"
พูดพลางจ้าวเหม่ยเจินก็คว้าไม้กวาดมากวาดตรงหน้าเท้าของทั้งสามคนอย่างเอาเป็นเอาตาย กวาดฝุ่นคลุ้งตลบ ไล่ครอบครัวของหลี่เหลาซื่อออกไปตรงๆ
ซ่งเทียนเย่าที่ออกจากบ้านมาแล้ว ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอะไรกับการขอถอนหมั้นของหลี่ซู่เจินเลยสักนิด ในชาติก่อนตอนที่เขาอายุสามสิบกว่าก็เห็นผู้หญิงประเภทเห็นแก่เงินและลู่ตามลมแบบนี้มาเยอะแยะ ตอนนี้จะเพิ่มหลี่ซู่เจินมาอีกคนก็ไม่แปลก ยิ่งไปกว่านั้นถึงหลี่ซู่เจินจะหน้าตาจิ้มลิ้ม แต่ลักษณะนิสัยที่โอนอ่อนผ่อนตามนั้นไม่ถูกจริตของซ่งเทียนเย่าในตอนนี้ ผู้หญิงที่หัวอ่อนแล้วยังจะดึงดูดผู้ชายได้ จะต้องมีความสวยที่โดดเด่นสะดุดตา ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีแรงดึงดูดเท่าพวกผู้หญิงที่มีบุคลิกโดดเด่นเฉพาะตัวหรอก
ถึงหลี่ซู่เจินจะพอมีรูปโฉมอยู่บ้าง แต่ก็อยู่แค่ระดับนางรำในไนต์คลับเท่านั้น แถมยังไม่ถึงขั้นเป็นตัวท็อปของไนต์คลับเลยด้วยซ้ำ จะให้มานั่งเดือดเป็นฟืนเป็นไฟเพราะผู้หญิงแบบนี้มันไม่จำเป็นหรอก อีกอย่าง วันข้างหน้าก็ยังมีโอกาสอีกเยอะแยะ
หลังจากออกมาจากถนนเจียหลินเปียน ซ่งเทียนเย่าก็ตรงดิ่งไปที่ร้านเสื้อผ้าฝรั่งเฟยเยว่บนถนนไท่จื่อทิศตะวันตก พอผลักประตูเข้าไป เถ้าแก่ร้านเสื้อผ้าฝรั่งก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มทันที
"คุณผู้ชาย จะสั่งตัดชุดสูทหรือชุดฉางซานดีครับ?"
"เถ้าแก่ ขอถามหน่อยว่าพอจะมีชุดสูทที่ใส่ได้เลยไหม สั่งตัดมันช้าไป" ซ่งเทียนเย่ายิ้มตอบเถ้าแก่ แล้วพูดอย่างสุภาพ
ในฮ่องกงตอนนี้ยังไม่มีร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป เสื้อผ้าที่ผู้คนใส่กัน คนจนก็จะซื้อผ้ามาตัดเย็บเอง ส่วนคนรวยก็จะไปที่ร้านเสื้อผ้าฝรั่งให้ช่างตัดเสื้อวัดตัวตัดให้ ส่วนคนรวยชาวจีนที่พิถีพิถันหน่อยก็จะลงทุนจ้างช่างตัดเสื้อฝีมือดีจากเซี่ยงไฮ้มาตัดเสื้อผ้าให้คนในครอบครัวโดยเฉพาะ
"มีน่ะมีอยู่แล้วครับสักสองสามชุด แต่นั่นเป็นชุดที่มีคนวางมัดจำสั่งตัดเอาไว้ล่วงหน้า..." เถ้าแก่พูดด้วยน้ำเสียงลำบากใจ
ซ่งเทียนเย่าหยิบเงินสิบเหรียญส่งให้อีกฝ่าย "สิบเหรียญนี่พอเป็นค่าเร่งด่วนได้ไหม?"
"พอครับ พอ! ผมจะรีบไปหยิบมาให้เดี๋ยวนี้เลย" เถ้าแก่รีบเดินเข้าไปในห้องด้านในอย่างรวดเร็ว แล้วหิ้วชุดสูทพร้อมกับเสื้อเชิ้ตและเนกไทที่เข้าชุดกันออกมาสามสี่ชุด
เมื่อเห็นสีหน้าดีใจของเถ้าแก่ ซ่งเทียนเย่าก็รู้ได้ทันทีว่าชุดสูทพวกนี้ไม่ใช่ชุดที่มีคนวางมัดจำแล้วรอคนมารับหรอก แต่น่าจะเป็นของที่ถูกวางมัดจำไว้แต่กลับไม่มีใครมารับไปมากกว่า เพียงแต่ซ่งเทียนเย่าขี้เกียจจะไปคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องพวกนี้
ซ่งเทียนเย่าปฏิเสธชุดสูทที่รัดรูปเกินไปสองชุด สุดท้ายก็เลือกชุดสูทสีน้ำเงินเข้ม เข้าคู่กับเสื้อเชิ้ตสีขาวและเนกไทลายเฉียงสีน้ำเงินสว่าง ปิดท้ายด้วยการสวมรองเท้าหนังที่เถ้าแก่ร้านเสื้อผ้ายื่นให้
เมื่อเห็นซ่งเทียนเย่าเปลี่ยนมาอยู่ในชุดนี้ เถ้าแก่ร้านเสื้อผ้าฝรั่งก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า "คุณผู้ชาย คุณเป็นผู้จัดการชาวจีนของบริษัทการค้าใหญ่ๆ ใช่ไหมครับ?"
ซ่งเทียนเย่ายกยิ้มที่มุมปาก ไม่ได้ยอมรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ภาพตัวเองในกระจก แม้ใบหน้าจะยังคงมีความอ่อนเยาว์หลงเหลืออยู่บ้าง แต่พอสวมชุดสูทชุดนี้เข้าไป กลับทำให้ดูมีความเป็นผู้ดีและองอาจสง่างาม ดูเหมือนผู้จัดการชาวจีนรุ่นใหม่ที่เดินออกมาจากบริษัทการค้าใหญ่ๆ อย่างที่เถ้าแก่พูดจริงๆ
"ทั้งหมดเท่าไหร่? อ้อ ถ้ามีกระเป๋าสตางค์หนังช่วยหยิบมาให้ผมสักใบสิ" ซ่งเทียนเย่าบอกกับเถ้าแก่
เถ้าแก่หยิบกระเป๋าสตางค์หนังสุดประณีตมาให้ซ่งเทียนเย่าอีกใบ ถึงได้ดีดลูกคิดแล้วบอกราคา "ทั้งหมดสองร้อยสี่สิบสามเหรียญครับ ขอบคุณที่อุดหนุนครับคุณผู้ชาย"
หลังจากที่ซ่งเทียนเย่าจ่ายเงินให้ครบถ้วนแล้ว เถ้าแก่ก็หาถุงมาใส่เสื้อผ้าที่ซ่งเทียนเย่าเปลี่ยนออกหมายจะคืนให้ ซ่งเทียนเย่ายิ้ม
"เอาไปบริจาคที่จุดรับบริจาคเถอะ เก็บไว้ให้คนที่ไม่มีเสื้อผ้าใส่"
คริสตจักรในฮ่องกงได้ตั้งจุดรับบริจาคไว้หลายแห่งทั่วเกาะฮ่องกง โดยจะมีคนนำเสื้อผ้าที่ไม่ใส่แล้ว หรือของเล่น เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ไปมอบให้ที่นั่นเป็นประจำ เพื่อนำไปช่วยเหลือคนยากจน
"คุณช่างมีน้ำใจจริงๆ เดินทางปลอดภัยนะครับคุณผู้ชาย วันหลังถ้าต้องการอะไรก็เชิญมาหาผมได้เลยนะครับ" เถ้าแก่ร้านเสื้อผ้าฝรั่งเดินตามมาส่งซ่งเทียนเย่าที่หน้าร้าน แถมยังไม่ลืมพูดจาอย่างสุภาพ
ไม่ต่อราคา อารมณ์ดี แถมยังซื้อเยอะ ลูกค้าแบบนี้แหละที่เถ้าแก่ร้านเสื้อผ้าฝรั่งอยากเจอที่สุด
ซ่งเทียนเย่าในชุดใหม่เอี่ยม รีบเดินทางไปขึ้นเรือข้ามฟากสตาร์เฟอร์รี่ที่จิมซาจุ่ยเพื่อกลับมายังท่าเรือเซ็นทรัล จากนั้นก็นั่งรถลากจากท่าเรือเซ็นทรัลไปที่โรงน้ำชาลู่อวี่ที่เซิงหว่าน
โรงน้ำชาลู่อวี่ถือเป็นโรงน้ำชาเก่าแก่ของฮ่องกง เถ้าแก่ของโรงน้ำชาแห่งนี้เดินทางจากเซี่ยงไฮ้มาเปิดกิจการที่ฮ่องกงในช่วงทศวรรษ 1930 ดังนั้นการตกแต่งของที่นี่จึงยังคงรักษากลิ่นอายแบบสไตล์ดั้งเดิมของเซี่ยงไฮ้ในยุค 1930 เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ไม้ชิงชันเนื้อดี ฉากกั้นไม้แดงบานใหญ่ ม้วนภาพอักษรพู่กันสีเหลืองซีดที่แขวนอยู่บนผนัง พนักงานเสิร์ฟและ 'ต้าอาเจี่ย' ในชุดกระโปรงยาวสไตล์จีนยุคเก่า นักดนตรีในชุดฉางซานที่กำลังตั้งสายเครื่องดนตรี และนางเอกงิ้วกวางตุ้งที่แต่งหน้าอ่อนๆ เตรียมพร้อมขึ้นเวทีแสดงให้แขกชมได้ทุกเมื่อ ล้วนทำให้แขกที่เดินเข้ามาในร้านรู้สึกราวกับหลุดเข้าไปในความฝันของเซี่ยงไฮ้ที่เต็มไปด้วยความหรูหราฟู่ฟ่าในพริบตา
ทันทีที่ซ่งเทียนเย่าเดินเข้ามาในโรงน้ำชาลู่อวี่ ชายวัยกลางคนท่าทางคล่องแคล่วว่องไวก็รีบเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น
"คุณผู้ชาย เพิ่งมาครั้งแรกหรือเปล่าครับ? อยากจะขึ้นไปนั่งห้องส่วนตัวชั้นบน หรือว่าจะดื่มชานั่งฟังงิ้วที่ชั้นล่างดีครับ?"
"เพิ่งมาครั้งแรกจริงๆ ครับ ผมเพิ่งมาถึงฮ่องกง ได้ยินชื่อเสียงของโรงน้ำชาลู่อวี่มานาน วันนี้เลยตั้งใจมาเปิดหูเปิดตาโดยเฉพาะ" ซ่งเทียนเย่าบอกกับพนักงานเสิร์ฟ
การเป็นพนักงานเสิร์ฟในโรงน้ำชายุด 40 - 50 ไม่ได้ง่ายเหมือนพนักงานเสิร์ฟในโรงน้ำชายุค 90 ที่รู้จักแค่ต้อนรับแขก เสิร์ฟอาหาร และรินน้ำชา พนักงานเสิร์ฟในยุค 40 - 50 นั้น ถ้าให้ข้ามเวลาไปเป็นผู้จัดการบริษัทใหญ่ๆ ในยุคหลังก็ยังทำได้สบายๆ
อย่างแรกเลยต้องหัดดูคน ลูกค้าคนนี้เคยมาครั้งหนึ่ง อย่างน้อยๆ ภายในครึ่งปีก็ต้องจำหน้าอีกฝ่ายให้ได้ นี่ถึงจะเป็นสายตาที่พนักงานเสิร์ฟของโรงน้ำชาใหญ่อย่างลู่อวี่ควรมี และยังเป็นทักษะพื้นฐานที่สุดด้วย
อย่างที่สอง พนักงานเสิร์ฟในโรงน้ำชาแบบนี้ ไม่ว่าชายหรือหญิง ล้วนมีเส้นสายกว้างขวางพอที่จะทำให้พวกผู้จัดการฝ่ายขายในยุคหลังต้องอ้าปากค้าง
อย่างที่สาม หัวไว เก่งเรื่องเข้าสังคม หากเกิดข้อพิพาทขึ้นในโรงน้ำชา ก็ไม่ต้องถึงมือผู้ดูแลร้าน พนักงานเสิร์ฟก็สามารถจัดการได้ทุกอย่าง
ยิ่งไปกว่านั้น พนักงานเสิร์ฟในโรงน้ำชาใหญ่แบบนี้ ไม่ได้พึ่งพาเงินเดือนแค่เดือนละห้าหกสิบเหรียญเพื่อเลี้ยงครอบครัว แต่ละเดือนพวกเขาหาเงินกลับบ้านได้อย่างต่ำร้อยห้าสิบเหรียญเลยทีเดียว
"มาครั้งแรก แถมยังเพิ่งมาถึงฮ่องกงด้วย? บ้านเกิดคุณผู้ชายอยู่ที่ไหนครับ?" เมื่อได้ยินซ่งเทียนเย่าบอกว่าเพิ่งมาถึงฮ่องกง พนักงานเสิร์ฟก็มองประเมินซ่งเทียนเย่าตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วถามอย่างสุภาพ
ซ่งเทียนเย่าตอบว่า "ผมเป็นคนเฉาเฟิงครับ"