เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 467 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (54)

บทที่ 467 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (54)

บทที่ 467 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (54)


หลังจากอันหนิงเดินออกจากโรงละคร นางก็ไม่ได้ตรงกลับบ้านทันที แต่แวะไปดูการแสดงกายกรรมต่อ จากนั้นก็หาเหลาอาหารดีๆสักแห่ง สั่งอาหารขึ้นโต๊ะชุดใหญ่แล้วละเลียดชิมไปทีละอย่าง

ตอนนี้อารมณ์ของนางไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

การปฏิเสธเซียวหยวนทำให้อันหนิงรู้สึกไม่สบายใจเลยจริงๆ

เพียงแต่นางเองก็ไม่มีทางเลือก

ถ้าหากนี่เป็นชีวิตของอันหนิงเอง นางคงจะตอบตกลงแต่งงานกับเซียวหยวนอย่างไม่ลังเล ต่อให้คนทั้งโลกจะคัดค้าน นางก็คงจะหาทางพลิกสถานการณ์จนได้

ทว่านี่ไม่ใช่ชีวิตของนาง

นางกำลังใช้ชีวิตอยู่แทนเหวินอันหนิง

เหวินอันหนิงมีความผูกพันรักใคร่กับสวีจื้อเหวินอย่างลึกซึ้ง หลังจากสวีจื้อเหวินตายไป นางก็ไม่เคยคิดที่จะแต่งงานใหม่เลยสักครั้ง

ลึกๆในใจของเหวินอันหนิงปรารถนาชื่อเสียงอันดีงาม อยากอบรมเลี้ยงดูลูกๆให้เติบโตเป็นคนมีความรู้ความสามารถ และอยากทำหน้าที่กตัญญูแทนสวีจื้อเหวิน

สิ่งเหล่านี้ อันหนิงต้องช่วยทำแทนนางให้สำเร็จ

และนั่นก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่านางไม่มีวันแต่งงานใหม่ได้อีก

นอกจากนี้ ฐานะปัจจุบันของเซียวหยวนก็ไม่ธรรมดา

เขาเป็นโอรสองค์เล็กของฮองไทเฮา และเป็นคนที่ไทเฮาทรงรักและตามใจมาแต่ไหนแต่ไร

ไทเฮาไม่มีวันยอมให้เขาแต่งงานกับหญิงม่ายที่เป็นเพียงชาวบ้านจากชนบท และไม่มีฐานะทางสังคมใดๆมาเป็นพระชายาแน่นอน

ต่อให้อันหนิงจะเป็นที่โปรดปรานของไทเฮามากแค่ไหนก็ตาม แต่เรื่องนี้ไม่มีวันยอมกันได้

ถ้าหากไทเฮาทรงล่วงรู้เรื่องราวระหว่างอันหนิงกับซู่ชินอ๋องขึ้นมา เกรงว่าพระองค์คงจะสั่งฆ่าอันหนิงอย่างไร้ความปรานีแน่

หากตัวอันหนิงอยู่คนเดียว นางย่อมไม่มีอะไรต้องหวาดกลัว

แต่นี่นางมีครอบครัวใหญ่คอยเป็นภาระอยู่ข้างหลัง นางจำเป็นต้องคิดถึงความปลอดภัยของคนตระกูลสวีทั้งหมด

เพื่อความปลอดภัยของทุกคน อันหนิงจึงต้องตัดใจปฏิเสธเซียวหยวนอย่างเลือดเย็น

หลังจากนั้นชั่วระยะเวลาหนึ่ง ซู่ชินอ๋องก็ไม่ได้แวะเวียนมาที่บ้านตระกูลสวีอีกเลย

ทว่าพอถึงช่วงก่อนสิ้นปี ซู่ชินอ๋องกลับส่งคนให้นำของขวัญปีใหม่มามอบให้แก่ตระกูลสวี

อันหนิงเลยเดาไม่ออกเลยว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

พอถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ ไทเฮาทรงเรียกตัวอันหนิงเข้าวังเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงในพระราชวัง ทำให้อันหนิงได้พบกับซู่ชินอ๋องอีกครั้ง

ในเวลานั้นลมยามค่ำคืนหนาวเหน็บจับใจ ซู่ชินอ๋องสวมเสื้อคลุมยาวสีแดงเข้มยืนอยู่ใต้ระเบียงทางเดิน แสงไฟจากโคมวังสะท้อนวาบวับบนใบหน้าของเขา ทำให้เครื่องหน้าดูคมคายและดูมีสง่าราศีบารมีน่าเกรงขามยิ่งขึ้น

ยามที่อันหนิงเห็นเขา นางไม่ได้เอ่ยปากทักทาย ตั้งใจจะเดินผ่านไปเงียบๆโดยไม่ให้มีเสียง

ทว่า ซู่ชินอ๋องกลับเอ่ยรั้งนางไว้

อันหนิงหยุดชะงักฝีเท้าแล้วหันไปมองเขา

นัยน์ตาของนางสะท้อนแสงไฟจากโคมวัง ดวงตาทั้งคู่ยังคงใสกระจ่างราวกับดวงดาราทั้งจักรวาลมารวมกันอยู่ในนั้น

"เปิ่นหวางรู้ว่าเจ้ากำลังกังวลเรื่องอะไร"

ซู่ชินอ๋องเอ่ยขึ้นเนิบๆ "เปิ่นหวางเคารพการตัดสินใจของเจ้า"

เขาเบือนหน้าไปทางอื่นพลางไอออกมาเบาๆ "ชาตินี้... ขอเป็นเพียงมิตรสหายที่รู้ใจกันก็พอ"

อันหนิงยิ้มบางๆ "ขอบพระทัยเพคะ"

ซู่ชินอ๋องโบกมือไล่ "ข้างนอกมันหนาว ฮูหยินสวีรีบเข้าข้างในเถอะ"

อันหนิงไม่ได้หันกลับไปมองซู่ชินอ๋องอีกเลย นางรีบสาวเท้าก้าวเดินไปเข้าเฝ้าถวายพระพรไทเฮาทันที

พอผ่านพ้นปีใหม่เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ คนตระกูลสวีตั้งใจจะเดินทางกลับบ้านเกิด อันหนิงจึงเข้าวังเพื่อทูลลาไทเฮา

ไทเฮาทรงอาลัยอาวรณ์ไม่อยากให้อันหนิงไปเลย เดิมทีอยากจะรั้งให้อันหนิงอยู่ต่อที่เมืองหลวง แต่พอมาตรึกตรองดูว่าคนตระกูลสวีเดินทางกลับกันหมดแล้ว หากปล่อยให้อันหนิงที่เป็นหญิงม่ายพักอาศัยอยู่ในเรือนหลังใหญ่โตเพียงลำพังก็อาจจะไม่ปลอดภัย ประกอบกับไทเฮาไม่ใช่คนชอบบังคับจิตใจใคร จึงพระราชทานสิ่งของมากมายให้แก่อันหนิง และส่งคนให้คอยคุ้มกันพวกนางกลับคืนสู่บ้านเกิด

อันหนิงจากเมืองหลวงไปนานถึงแปดปี ตลอดแปดปีนี้นางไม่เคยเหยียบย่างกลับเข้าเมืองหลวงอีกเลย

ถึงอย่างนั้น นางก็มักจะเขียนนิทานเรื่องสั้นๆฝากคนให้นำไปส่งให้ไทเฮาที่เมืองหลวงอยู่เป็นประจำ

และตลอดแปดปีมานี้ ตระกูลสวีก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย

เริ่มจากเรื่องของเฟิงซื่อ ที่ถูกคนตระกูลเฟิงจับแต่งงานใหม่ออกเรือนไปอีกครั้ง

การแต่งงานใหม่ครั้งนี้ เฟิงซื่อต้องไปเป็นแม่เลี้ยงให้ลูกคนอื่น

ในตัวตำบลมีครอบครัวหนึ่งที่ภรรยาเพิ่งเสียชีวิต ทิ้งลูกๆไว้หลายคน ตัวผู้ชายเองหน้าตาอัปลักษณ์มาก แถมยังเป็นพ่อหม้ายเมียตาย จึงหาภรรยาใหม่ยากเป็นพิเศษ

แต่ถ้าไม่แต่งงานใหม่ ก็ไม่มีใครคอยช่วยดูแลลูกๆในบ้าน

สุดท้ายชายคนนั้นยอมควักเงินสินสอดก้อนโตเพื่อสู่ขอเฟิงซื่อ

ตอนแรกเฟิงซื่อไม่ยินยอม แต่น้องชายของนางทุบตีทำร้ายนางไปยกหนึ่ง แถมยังพูดจาถากถางแดกดันสารพัด บีบคั้นจนนางต้องขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวไปจนได้

พอเฟิงซื่อแต่งเข้าบ้านไปและเห็นหน้าตาของสามีใหม่ชัดๆ นางก็แทบอยากจะตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด

คนตระกูลสวีทุกคนล้วนหน้าตาดี โดยเฉพาะสวีจื้อเหวินที่เป็นคนหน้าตาดีที่สุดในบ้าน เขารูปงามราวกับเซียน ดูมีสง่าราศีหลุดพ้นจากโลกีย์ ไม่เหมือนเด็กที่เติบโตมาจากตระกูลชาวชนบทเลยสักนิด

สวีจื้อฉินเองก็หล่อเหลาคมคาย ต่อให้เป็นสวีจื้อหย่งที่หน้าตาธรรมดาที่สุดในบรรดาสามพี่น้อง แต่เขาก็รูปร่างสูงใหญ่ คิ้วหนาตาโต ดูภูมิฐานและซื่อตรง

เฟิงซื่อเคยชินกับคนหน้าตาดีของตระกูลสวีมาตลอด พอต้องมาเจอสามีใหม่คนนี้ ไม่ว่าจะมองมุมไหนนางก็นึกรังเกียจไปเสียหมด

ไม่ใช่แค่ตัวสามีที่ไม่ดี แต่ลูกๆของเขาก็ดื้อรั้นเป็นลิงค่างพึ่งพาไม่ได้

เฟิงซื่อแต่งงานไปได้ไม่กี่วันก็ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส

นางคิดว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้ว แต่สามีก็ยังไม่พอใจ ส่วนพวกเด็กๆก็พากันด่าทอนางปาวๆว่าเป็นแม่เลี้ยงใจยักษ์

เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับเรื่องราวทั้งหมดนี้ เฟิงซื่อก็นึกเสียใจจนแทบกระอักเลือด

รู้อย่างนี้...

แต่ถึงจะรู้อะไรล่วงหน้าแล้วจะทำอย่างไรได้? นิสัยอย่างนางก็คงยังลักลอบขนเงินทองตระกูลสวีไปจุนเจือบ้านเดิมอยู่ดีนั่นแหละ

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องน่ายินดีอีกเรื่องคือ สวีหมิ่นรั่วได้แต่งงานออกเรือนแล้ว

สวีหมิ่นรั่วได้รับการอบรมสั่งสอนจากอันหนิงมาเป็นอย่างดี แถมโตขึ้นมางดงามราวกับนางฟ้า ประกอบกับฐานะของตระกูลสวีนับวันจะยิ่งมั่งคั่งร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆ คนที่แวะเวียนมาสู่ขอนางจึงแทบจะเหยียบธรณีประตูบ้านพัง

คนที่มาสู่ขอตระกูลสวีในคราวนี้ไม่ใช่พวกสามัญชนไร้ยศถาบรรดาศักดิ์เลยสักคน

แม้กระทั่งพวกคหบดีผู้มั่งมีในตัวอำเภอยังไม่กล้าเสนอหน้ามาสู่ขอด้วยซ้ำ

เพราะอย่างไรเสีย สวีหมิ่นรั่วก็เป็นเด็กที่ได้รับการอบรมมาจากอันหนิง ผู้เป็นฮูหยินขั้นหนึ่งที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง มีฐานะค้ำคออยู่เช่นนี้ คนธรรมดาทั่วไปจึงรู้สึกว่าตัวเองต้อยต่ำไม่คู่ควรกับนาง

คนที่มาสู่ขอส่วนใหญ่จึงเป็นบัณฑิตที่มีตำแหน่งซิวไฉหรือจวี่เหริน ไม่เช่นนั้นก็เป็นบุตรชายคนเล็กของตระกูลขุนนาง

อันหนิงคัดแล้วคัดอีก จนในที่สุดก็เลือกบัณฑิตจวี่เหรินที่มีฐานะปานกลางคนหนึ่งให้แก่สวีหมิ่นรั่ว

บัณฑิตคนนี้มีครอบครัวเรียบง่ายไม่ซับซ้อน บิดามารดาเป็นคนซื่อสัตย์โอบอ้อมอารี ตัวเขาเองก็นิสัยใจคอดีมาก แม้การทำงานจะดูประนีประนอมกลมกลืนกับผู้คน แต่เขาก็มีขอบเขตและจุดยืนของตัวเอง ถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่อันหนิงจะเสาะหามาได้แล้ว

หลังจากสวีหมิ่นรั่วได้พบหน้าบัณฑิตคนนี้แล้ว นางก็แสดงความพึงพอใจเช่นกัน

จากนั้น อันหนิงก็จัดแจงสินสอดทองหมั้นชุดใหญ่ให้แก่สวีหมิ่นรั่ว และส่งนางแต่งงานออกเรือนไปอย่างสมเกียรติด้วยขบวนสินสอดสีแดงชาดอันยาวเหยียดสุดสายตา

หลังจากแต่งงานไปสวีหมิ่นรั่วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขดี และต่อมาไม่ถึงสามปี สามีของนางก็สอบติดจิ้นซื่อ

ในเวลานั้น โจวสวินได้เลื่อนขั้นเป็นขุนนางระดับสี่ในเมืองหลวงเรียบร้อยแล้ว ด้วยการช่วยเหลือและสนับสนุนจากเขา เส้นทางการรับราชการของสามีสวีหมิ่นรั่วจึงเป็นไปอย่างราบรื่นมาโดยตลอด

สวีหมิ่นรั่วรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของอันหนิงมาเสมอ นางจึงพยายามควบคุมคนของฝั่งสามีและฝั่งบ้านเดิมอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้สร้างความเดือดร้อนหรือนำความยุ่งยากใจมาให้อันหนิงเลยแม้แต่น้อย

แน่นอนว่าการที่สามีของสวีหมิ่นรั่วได้เป็นขุนนาง พลอยทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเฟิงซื่อดีขึ้นตามไปด้วย

ถึงเฟิงซื่อจะโดนหย่าขาดไปแล้ว แต่นางก็ยังคงเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดของสวีหมิ่นรั่ว หากนางต้องใช้ชีวิตอย่างต้อยต่ำและลำบากยากแค้น สวีหมิ่นรั่วย่อมไม่อาจทอดทิ้งไม่เหลียวแลได้ และเมื่อถึงเวลานั้น คนทางฝั่งสามีใหม่ของนางก็คงต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมใหญ่หลวง ด้วยเหตุนี้ ต่อให้สามีใหม่จะไม่พอใจในตัวนางมากเพียงใด แต่เขาก็ยังคงจำต้องเลี้ยงดูและปฏิบัติต่อนางเป็นอย่างดี

อันหนิงจากเมืองหลวงไปนานถึงแปดปี และหลังจากผ่านพ้นแปดปีไปแล้ว เหตุผลที่คนทั้งตระกูลต้องย้ายกลับเข้าเมืองหลวงอีกครั้ง เป็นเพราะพวกเด็กๆต้องเข้าร่วมการสอบฮุ่ยซื่อ

ตลอดแปดปีมานี้ เด็กชายทั้งสี่คนในบ้านต่างตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรียนตำราอย่างพากเพียรยิ่งนัก

โดยเฉพาะสวีหมิ่นอิง ที่เป็นเด็กมีพรสวรรค์และความฉลาดหลักแหลมที่สุดในบรรดาเด็กทั้งสี่คน

เขาอายุสิบขวบก็สอบติดซิวไฉ อายุสิบเอ็ดขวบสอบติดจวี่เหริน หลังจากนั้นก็รั้งรอเวลาศึกษาต่ออีกไม่กี่ปี จนยามนี้อายุสิบห้าปีแล้ว จึงปรารถนาจะลงสนามประลองฝีมือดูสักครา เพื่อลองดูว่าจะสามารถสอบติดจิ้นซื่อได้หรือไม่

ฝั่งสวีหมินฉางลูกบ้านรองแม้พรสวรรค์จะสู้สวีหมิ่นอิงไม่ได้ แต่เขาก็ศึกษาเล่าเรียนอย่างมั่นคงทุ่มเท

ทว่าน่าเสียดายที่สติปัญญาความสามารถของเขาไปไม่ถึง หลังจากสอบติดซิวไฉแล้วเขาก็เพียรสอบจวี่เหรินไม่ผ่านเสียที สุดท้ายเจ้าตัวจึงถอดใจยอมแพ้ไปเอง

ส่วนสวีหมิ่นฟาง ลูกบ้านสามสอบติดจวี่เหริน แต่กลับไม่มีความมั่นใจพอที่จะไปสอบจิ้นซื่อ เขาจึงตัดสินใจเปิดสถานศึกษาขนาดเล็กขึ้นที่บ้าน และเริ่มเปิดสอนตำราให้แก่พวกนักเรียนเพื่อเลี้ยงชีพตนเอง

ทว่าสวีหมิ่นอู่กลับมีพรสวรรค์ที่นับว่าดีไม่เบา ซ้ำยังเป็นคนขยันหมั่นเพียรตั้งใจศึกษาเล่าเรียน คราวนี้เขาจึงร่วมเดินทางติดตามอันหนิงและคนอื่นๆเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อเข้าสอบขุนนางในครั้งนี้ด้วย

จบบทที่ บทที่ 467 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (54)

คัดลอกลิงก์แล้ว