เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 466 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (53)

บทที่ 466 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (53)

บทที่ 466 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (53)


ช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวในปีนั้น อันหนิงเข้าออกวังหลวงเป็นว่าเล่น

ไทเฮาทรงโปรดปรานอันหนิงมาก ยิ่งหลังจากที่อันหนิงนำภาพปักพระโพธิสัตว์ผืนหนึ่งมาถวาย ความเอ็นดูที่ทรงมีต่ออันหนิงก็ยิ่งแสดงออกมาอย่างชัดเจน

ฮ่องเต้ผิงเล่อเองก็เป็นลูกกตัญญู ในเมื่อพระมารดาชอบอันหนิง แถมอันหนิงยังเป็นแค่หญิงชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีพิษมีภัยอะไร ฮ่องเต้จึงเต็มใจตบรางวัลให้เพื่อไว้หน้าพระมารดา ทรงอาศัยความดีความชอบที่อันหนิงทูลเกล้าฯ ถวายภาพทิวทัศน์ขุนเขาและสายน้ำ แต่งตั้งให้นางเป็นฮูหยินขั้นหนึ่ง

นับแต่นั้นมา อันหนิงจึงมีบรรดาศักดิ์ขุนนางฝ่ายใน ไทเฮาเลยยิ่งมีข้ออ้างในการเรียกตัวนางเข้าเฝ้าบ่อยขึ้น

ไทเฮาทรงเข้าวังมาตั้งแต่อายุสิบสามสิบสี่ จนถึงตอนนี้ก็ผ่านไปกว่าสามสิบปีแล้ว ชีวิตในวังนั้นทั้งแห้งแล้งและน่าเบื่อ ทุกๆวันผ่านไปอย่างไร้ชีวิตชีวา แต่ตั้งแต่มีอันหนิงเข้ามา โลกของไทเฮาก็เปลี่ยนเป็นสนุกสนานขึ้นทันตา

ถ้าอันหนิงคิดจะเอาใจใครละก็ ไม่มีทางที่นางจะทำไม่สำเร็จ

นางรู้ว่าไทเฮาชอบของแปลกใหม่ จึงสรรหาของเล่นสารพัดมาถวาย ทั้งไพ่ป๊อก ไพ่นกกระจอก และของเล่นสนุกๆอีกตั้งมากมาย นอกจากนี้ ทุกครั้งที่เข้าวังอันหนิงยังเล่านิทานถวายไทเฮาด้วย เริ่มจากเรื่องสั้นๆก่อน จากนั้นก็ขยับไปเป็นนิยายยาว

อันหนิงเคยเป็นถึงปรมาจารย์ด้านวรรณกรรมในชาติหนึ่ง และเคยเป็นนักเขียนนิยายออนไลน์ระดับเทพผู้เป็นตำนานที่ไม่มีใครโค่นลงได้ในอีกชาติหนึ่ง คนที่มีฝีมือระดับนางพอนำเรื่องมาเล่า จึงดึงดูดใจผู้ฟังจนถอนตัวไม่ขึ้น

ต่อมา ไม่ใช่แค่พวกนางกำนัลขันทีในตำหนักไทเฮาที่มานั่งฟัง แม้แต่ฮองเฮาและบรรดาพระสนมของฮ่องเต้ผิงเล่อก็ยังพากันฟังจนติดหนึบ พอเข้าสู่ฤดูหนาว อันหนิงก็กลายเป็นคนดังที่ได้รับความนิยมในวังหลังมากกว่าฮ่องเต้ผิงเล่อเสียอีก

แน่นอนว่าความฮอตของอันหนิงทำให้นางได้รับผลประโยชน์เป็นกอบเป็นกำ ทุกครั้งที่กลับจากวัง บรรดาตำหนักต่างๆจะต้องมีของกำนัลมอบให้เสมอ ช่วยให้ตระกูลสวีทำมาหากินในเมืองหลวงได้อย่างราบรื่นขึ้น และพลอยทำให้ชีวิตของโจวสวินในสำนักฮั่นหลินพลอยสบายไปด้วย

ในช่วงฤดูหนาวที่หิมะตกโปรยปราย ทุกๆวันไทเฮาต้องเสวยแต่เนื้อแต่ปลา ไม่มีผักสดๆ ทานจนเริ่มนึกเบื่ออาหาร ในการเข้าวังครั้งหนึ่ง อันหนิงจึงทูลเสนอแนะให้ลองปลูกผักในเรือนกระจกควบคุมอุณหภูมิ

ไทเฮาจึงสั่งให้อันหนิงบันทึกวิธีทำเอาไว้ แล้วหาพื้นที่ในวังหลังเพื่อสร้างเรือนเพาะปลูกขึ้นมา ซึ่งใครจะคิดว่าต่อมาพวกนางได้มีผักสดๆทานกันจริงๆ คราวนี้ไม่ใช่แค่ไทเฮาและเหล่าพระสนมเท่านั้น แม้แต่ฮ่องเต้ผิงเล่อก็ยังทรงโปรดปรานอันหนิงอย่างมาก เพราะอย่างไรเสีย เรื่องปากท้องและความยากง่ายในการกินของอร่อยก็เป็นเรื่องสำคัญของทุกคน

พอเข้าสู่เดือนสิบสอง ซู่ชินอ๋องก็เริ่มเข้าออกบ้านตระกูลสวีเป็นประจำ และทุกครั้งที่มาเขาก็มุ่งมาหาอันหนิงทันที

แน่นอนว่าเขาไม่ได้อยู่กับอันหนิงตามลำพัง ทุกครั้งที่มาจะต้องมีท่านผู้เฒ่าหรือฮูหยินเฒ่าสวีคอยอยู่เป็นเพื่อนด้วยเสมอ สิ่งที่ซู่ชินอ๋องมาคุยกับอันหนิงคือเรื่องวิธีการตัดเย็บเสื้อผ้าสวยๆ และคอยขอคำแนะนำเกี่ยวกับเทคนิคการปักผ้า

ตอนแรกๆที่ท่านผู้เฒ่าและฮูหยินเฒ่าสวีเห็นซู่ชินอ๋องมาที่บ้าน ทั้งคู่ต่างก็พากันหวาดกลัวจนตัวสั่น แต่พอผ่านไปนานเข้าก็เริ่มชินและชาไปเอง

สองเฒ่าคิดไม่ถึงเลยว่าท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ของแผ่นดินจะชอบเรื่องเย็บปักถักร้อยทำเสื้อผ้า มีอยู่ครั้งหนึ่งที่พวกเขาเห็นซู่ชินอ๋องขยับจับเข็มเดินด้ายอย่างคล่องแคล่ว เพียงครู่เดียวก็ปักเป็นรูปดอกอวี้หลานออกมาได้อย่างงดงาม ทำเอาโลกทัศน์ของสองเฒ่าถึงกับพังทลายลงโดยสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้ ทั้งคู่จึงไม่มีใครเคยสงสัยเลยว่าซู่ชินอ๋องจะคิดเกินเลยอะไรกับอันหนิง และไม่เคยขัดขวางยามที่ทั้งสองคนอยู่ใกล้ชิดกัน เพราะดูจากท่าทางของซู่ชินอ๋องแล้ว เขาไม่ได้มองอันหนิงเป็นสตรีธรรมดา แต่มองนางเป็นอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาชัดๆ

ความเข้าใจของสองเฒ่านี้พลอยส่งผลไปถึงคนอื่นๆในบ้านด้วย จึงไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า สายตาที่ซู่ชินอ๋องใช้มองอันหนิงนั้น นับวันจะยิ่งดูลึกซึ้งและสื่อความหมายชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

วันนี้เป็นวันที่หิมะเพิ่งหยุดตกและท้องฟ้าเริ่มเปิด อันหนิงจึงบอกกับฮูหยินเฒ่าสวีว่าอยากจะออกไปเดินเล่นข้างนอกเสียหน่อย ฮูหยินเฒ่าสวีเห็นว่าช่วงที่ผ่านมาอันหนิงเอาหมกตัวอยู่แต่ในบ้านนานแล้ว นานๆทีจะมีวันที่อากาศดีแบบนี้จึงสนับสนุนให้นางออกไปเที่ยวเล่นให้เต็มที่

ในเมืองหลวงมีสถานที่ท่องเที่ยวให้เลือกสรรมากมาย ทั้งโรงละคร โรงงิ้ว หรือตามเหลาชาต่างๆก็มีคนมาเล่านิทาน รวมถึงลานแสดงกายกรรมสารพัด อันหนิงเดินออกจากบ้านมาคนเดียว นางแวะไปนั่งดื่มชาที่เหลาชาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินเข้าโรงละคร

ทว่าทันทีที่นางก้าวเท้าเข้าไปด้านใน ร่างของนางก็ถูกใครบางคนดึงรั้งเอาไว้ทันที

พออันหนิงหันกลับไปมองแล้วเห็นว่าเป็นซู่ชินอ๋อง นางก็หัวเราะออกมาทันที “ท่านอ๋องก็มาดูละครด้วยหรือเพคะ”

ซู่ชินอ๋องมองสำรวจอันหนิงตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาอ่อนโยน “อืม ไม่คิดว่าจะบังเอิญเจอฮูหยินสวีที่นี่ เปิ่นหวางมีห้องส่วนตัวอยู่ที่นี่ ฮูหยินสวีไปนั่งด้วยกันหน่อยเถอะ”

อันหนิงพยักหน้ารับคำพรางเดินตามเขาไป

ระหว่างทางนางก็คิดเรื่องของซู่ชินอ๋องไปด้วย ตั้งแต่อันหนิงมาเข้าร่างแทนเจ้าของร่างเดิมเป็นเวลานานขนาดนี้ นางไม่เคยเจอเซียวหยวนเลย ตอนแรกคิดว่าชาตินี้เซียวหยวนจะไม่มาปรากฏตัวเสียแล้ว คาดไม่ถึงว่าจะได้มาพบกันในตำหนักของไทเฮา

เพียงแต่สถานะของทั้งสองคนในชาตินี้ช่างเปราะบางและอ่อนไหวเหลือเกิน มันถูกกำหนดไว้แล้วว่าชาตินี้ต่อให้มีวาสนาต่อกันก็คงไม่อาจครองคู่

พอเข้ามาในห้องส่วนตัว ซู่ชินอ๋องก็สั่งให้เด็กรับใช้ยกขนมและผลไม้แห้งเข้ามามากมาย เขาลงมือรินชาให้อันหนิงด้วยตัวเอง “ฮูหยินสวีหาโอกาสออกมาเดินเล่นผ่อนคลายจิตใจได้ยากยิ่งนัก”

อันหนิงยิ้มพรางจิบชาเบาๆ “เรื่องราวที่บ้านมีมากมายเหลือเกินเพคะ ท่านพ่อท่านแม่ก็อายุมากแล้วไม่ควรให้ท่านต้องเหน็ดเหนื่อย พวกเด็กๆก็ยังเล็ก ข้าจึงต้องรับหน้าที่ดูแลจัดการสิ่งต่างๆมากหน่อย”

ซู่ชินอ๋องจ้องมองอันหนิงอยู่นาน “คงเหนื่อยมากสินะ”

เขาได้ยินเรื่องราวของอันหนิงมาจากไทเฮาตั้งมากมาย รู้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมานางใช้ชีวิตอย่างยากลำบากข้นแค้นนัก พอลืมตาดูโลกได้ไม่นานก็ต้องสูญเสียท่านแม่แท้ๆ ต้องใช้ชีวิตหลบๆซ่อนๆอยู่ใต้โอวาทของแม่เลี้ยง พอแต่งงานออกเรือนไปก็ใช้ชีวิตร่วมเตียงเคียงหมอนกับสามีได้อย่างมีความสุขได้ไม่เท่าไหร่ สามีก็ต้องมาด่วนจากไปตั้งแต่อายุยังน้อย สตรีตัวเล็กๆอย่างนางไม่เพียงแต่ต้องหาเงินเลี้ยงปากท้อง ด้านบนต้องกตัญญูต่อผู้เฒ่า ด้านล่างต้องคอยอบรมสั่งสอนบุตรชายตัวน้อย ไหนจะงานบ้านจิปาถะอีกสารพัดที่ต้องจัดการ เรียกได้ว่าต่อให้แยกร่างออกมาเป็นหลายส่วนก็ยังไม่พอใช้งาน แต่นางกลับกัดฟันกัดก้อนเกลือกินประคับประคองทุกอย่างมาได้

ยามที่ซู่ชินอ๋องหวนนึกถึงอดีตของอันหนิง เขาก็รู้สึกสงสารและเวทนานางจับใจ และช่วงเวลาที่เขาเข้าออกบ้านตระกูลสวีในช่วงนี้ ก็ทำให้เขาได้รู้จักและเข้าใจอันหนิงมากขึ้นไปอีก ทั้งรู้ซึ้งถึงนิสัยใจคอ รวมถึงสติปัญญาความสามารถของนาง จนในอกบังเกิดความเลื่อมใสรักใคร่และนับถือเพิ่มขึ้นหลายส่วน

“เหน็ดเหนื่อยอันใดกันเพคะ ข้าสบายดีทุกอย่าง” อันหนิงยิ้มตอบด้วยท่าทีราบเรียบผ่อนคลาย

ทว่าซู่ชินอ๋องกลับยิ่งรู้สึกปวดใจและสงสารนางหนักกว่าเก่า

“ถ้าอย่างนั้น ให้เปิ่นหวางช่วยแบ่งเบาภาระเหล่านั้นจากเจ้าดีหรือไม่”

ถ้อยคำนี้หลุดออกจากปากเขาโดยไม่ทันตั้งตัว ทว่าพอพูดออกไปแล้ว เขากลับรู้สึกว่านี่เป็นความคิดที่ดีมาก

พระชายาของซู่ชินอ๋องสิ้นชีพไปตั้งแต่หลายปีก่อน หลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยแต่งงานใหม่เลย คนภายนอกพากันร่ำลือว่าซู่ชินอ๋องรักมั่นคงภักดีต่อพระชายาผู้ล่วงลับ ยกย่องเขาเป็นบุรุษผู้มีความรักอันลึกซึ้งเหนือใคร แต่ความจริงเป็นเพราะเขาไม่เคยคิดจะแต่งงานใหม่อีกเลยต่างหาก

พระชายาผู้ล่วงลับไม่ใช่สตรีที่น่ารักน่าเอ็นดูนัก ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่แต่งงานอยู่กินกัน นางได้บดขยี้ทำลายความกระตือรือร้นและไฟในตัวของซู่ชินอ๋องจนหมดสิ้น ทำเอาเขาเข็ดขยาดและเลือกที่จะอยู่ห่างจากสตรีทุกคน หากไม่ใช่เพราะได้มาพบกับอันหนิง ซู่ชินอ๋องคงไม่มีวันคิดเรื่องแต่งงานใหม่อีกเลยชั่วชีวิต

ซู่ชินอ๋องจ้องมองอันหนิงตาปริบๆ เขาหวังลึกๆว่าอันหนิงจะตอบตกลง

ทว่าอันหนิงกลับยิ้มพรางส่ายหน้าปฏิเสธ “ท่านอ๋องเมตตา ข้ามิกล้ารับไว้เพคะ”

ซู่ชินอ๋องบังเกิดความผิดหวังอย่างปิดไม่มิด “เปิ่นหวางไม่ดีตรงไหนรึ”

“ท่านอ๋องดีพร้อมทุกสิ่งเพคะ เพียงแต่ฐานะและขอบเขตชะตากรรมถูกขีดเส้นไว้ ข้าจึงไม่อาจทำตามพระประสงค์ได้เพคะ”

ประจวบเหมาะกับเวลานั้น ละครบนเวทีเริ่มเปิดฉากแสดงพอดี อันหนิงจึงหันไปตั้งใจจดจ่ออยู่กับการชมการแสดงตรงหน้า

ซู่ชินอ๋องนั่งอยู่ข้างกาย ทอดสายตามองดูโครงหน้าด้านข้างอันอ่อนหวานงดงามของอันหนิงจนเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ

“เปิ่นหวางจะปฏิบัติต่อเจ้าเป็นอย่างดี”

อันหนิงไม่ได้ตวัดสายตามามองซู่ชินอ๋องเลยแม้แต่น้อย “ยามที่สามีจากไป ข้าก็ตั้งมั่นในใจไว้แล้วว่าจะอยู่ไว้ทุกข์รักษาพรหมจรรย์เพื่อเขาไปชั่วชีวิต ดังนั้น ต่อให้ท่านอ๋องจะเลิศเลอปานใด ข้าก็ไม่มีวันผิดคำสัตย์สาบานเด็ดขาดเพคะ”

ซู่ชินอ๋องยิ้มขมขื่น “ถ้าอย่างนั้น ข้ายังสามารถไปหาเจ้าที่บ้านเพื่อขอคำแนะนำเรื่องงานปักได้อยู่หรือไม่”

อันหนิงพยักหน้ารับ “ได้เพคะ”

นางนั่งดูละครอยู่ไม่ทันจบเรื่อง ก็ลุกขึ้นขอตัวเดินทางกลับเรือน ละทิ้งให้ซู่ชินอ๋องนั่งเหม่อลอยอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง

จบบทที่ บทที่ 466 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (53)

คัดลอกลิงก์แล้ว