- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 465 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (52)
บทที่ 465 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (52)
บทที่ 465 ฉันคือป้าสะใภ้ใจยักษ์ (52)
ใต้เท้าหูไม่ทำให้ความคาดหวังของอันหนิงต้องสูญเปล่า
ในวันงานพระราชสมภพของฮองไทเฮา เขาได้นำภาพปักทิวทัศน์ขุนเขาและสายน้ำผืนนั้นขึ้นถวาย ซึ่งหลังจากไทเฮาและฮ่องเต้ผิงเล่อได้รับภาพปักไปแล้ว ทั้งสองก็ทรงโปรดปรานราวกับเป็นสิ่งล้ำค่าเหนือสิ่งอื่นใด โดยเฉพาะฮ่องเต้ผิงเล่อที่ทรงเชี่ยวชาญด้านภาพวาดและอักษรศิลป์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ย่อมจะโปรดปรานผลงานศิลปะชั้นเลิศเป็นพิเศษ แม้ภาพทิวทัศน์ผืนนี้ของอันหนิงจะเป็นงานปัก แต่พอมองดูแล้วกลับงดงามยิ่งกว่าภาพวาดของจิตรกรชื่อดังเสียอีก
ฮ่องเต้ผิงเล่อทรงจินตนาการไม่ออกเลยว่าปรมาจารย์ท่านใดกันที่สามารถปักรังสรรค์ผลงานเช่นนี้ออกมาได้ เพราะแค่จะวาดภาพทิวทัศน์นี้ลงบนกระดาษก็ยากมากแล้ว นับประสาอะไรกับการปักมันลงบนผืนผ้า สำหรับฮ่องเต้ผิงเล่อแล้ว ภาพทิวทัศน์ขุนเขาและสายน้ำผืนนี้ถือเป็นสมบัติที่สามารถสืบทอดต่อไปได้หลายชั่วอายุคน
ทางด้านไทเฮาเองก็ชอบภาพปักนี้มากเช่นกัน แต่เนื่องจากฮ่องเต้ผิงเล่อเป็นบุตรชายของนาง ยามเห็นบุตรชายชอบมาก นางจึงต้องตัดใจยอมยกให้
ถึงอย่างนั้น ไทเฮาก็ยังทรงเอ่ยปากถามฮูหยินหูว่าภาพปักผืนนี้เป็นฝีมือของช่างปักนางใด ซึ่งฮูหยินหูก็รีบทูลถวายชื่อของอันหนิงทันที การที่ใต้เท้าหูได้นำภาพปักมาถวายจนได้รับความดีความชอบและคำชมเชยจากฮ่องเต้ในครั้งนี้ ถือว่าพลอยได้อานิสงส์จากอันหนิงไปด้วยเต็มๆ ดังนั้นฮูหยินหูที่รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของอันหนิง จึงช่วยทูลพูดแก้ต่างชื่นชมอันหนิงต่อหน้าไทเฮาไปตั้งหลายประโยค
พออายุมากขึ้น ไทเฮาก็ทรงโปรดที่จะสดับฟังเรื่องราวต่างๆของชาวบ้านหรือเรื่องเล่าในตลาด ฮูหยินหูจึงนำเรื่องราวหลายเรื่องของอันหนิงมาเล่าถวายราวกับเป็นนิทานเรื่องหนึ่ง
อย่างเช่น เรื่องที่อันหนิงกำพร้าท่านแม่ตั้งแต่เยาว์วัย ท่านพ่อของนางที่เป็นเหวินซิ่วไฉได้ตบแต่งภรรยาใหม่เข้ามา ในตอนแรกท่านแม่เลี้ยงปฏิบัติต่ออันหนิงไม่ดีนัก แต่อันหนิงเป็นคนเฉลียวฉลาดและกตัญญู สุดท้ายจึงใช้ความจริงใจเอาชนะใจท่านแม่เลี้ยงได้สำเร็จ
นอกจากนี้ สวีจื้อเหวินสามีที่อันหนิงตบแต่งด้วยก็เป็นคนดีมาก ระหว่างเดินทางไปสอบขุนนางเขาได้สละชีวิตเพื่อช่วยเพื่อนร่วมสำนักจนถูกโจรฆ่าตาย แต่อันหนิงไม่เคยนึกเคียดแค้นบัณฑิตคนนั้นเลย พอได้พบกันอีกครั้งในตัวเมืองยามเขามาสอบเซียงซื่อ และรู้ว่าเขาใช้ชีวิตอย่างยากลำบากขัดสน นางยังยื่นมือช่วยเหลือมอบเงินทองให้อีกก้อนหนึ่ง
แถมตอนที่สวีคนรองโดนทุบตีจนขาหัก ยามนั้นตระกูลสวีตกต่ำและเผชิญความยากลำบากอย่างถึงที่สุด ท่านผู้เฒ่าสวีไม่อยากให้เขาเป็นภาระแก่บ้านใหญ่และบ้านสามจึงคิดจะแยกบ้าน แต่อันหนิงกลับเป็นฝ่ายก้าวออกมาประกาศว่าจะแบกรับค่าใช้จ่ายในการรักษาขาของบ้านรองเอง โดยนางตั้งหน้าตั้งตาปักผ้าหาเงิน จนในที่สุดก็สามารถรักษาขาของสวีคนรองให้หายดีได้
สรุปแล้ว ในคำทูลของฮูหยินหู อันหนิงก็คือสตรีผู้มีความดีงามราวกับนางฟ้าบนสรวงสวรรค์ และอาจเป็นเพราะนางชอบสร้างบุญสร้างกุศล เบื้องบนถึงได้รักความดีงามในตัวนาง และประทานพรเป็นฝีมือปักผ้าอันเลิศภพจบแดนนี้มาให้
พอไทเฮาได้สดับฟังเรื่องราวความกตัญญูและน้ำใจโอบอ้อมอารีของอันหนิง ก็ทรงซาบซึ้งพระทัยมาก จนอยากจะพบหน้าอันหนิงสักครั้ง
ทางฝั่งอันหนิงเพิ่งจะซื้อเรือนและจัดแจงที่พักเสร็จสรรพ ราชสำนักก็ส่งพระราชโองการมาถึงเรือนทันที แจ้งความประสงค์ว่าไทเฮามีพระราชประสงค์จะเรียกตัวนางเข้าเฝ้า
ยายเฒ่าสวีพอรู้ว่าอันหนิงต้องเข้าวังก็ตื่นเต้นลนลานจนทำตัวไม่ถูก รีบสั่งให้สวีหมิ่นรั่วหอบเอาเสื้อผ้าตั้งมากมายมาให้อันหนิงลอง ซ้ำยังขนเครื่องประดับอีกหลายชิ้นมาช่วยกันพิจารณา เพราะกลัวว่าอันหนิงแต่งตัวไปแล้วจะดูซอมซ่อเกินไป
อันหนิงยิ้มพลางเอ่ยปลอบยายเฒ่าสวี “ท่านแม่เจ้าคะ ไทเฮาเป็นสตรีที่สูงศักดิ์ที่สุดในแผ่นดิน ของล้ำค่าอันใดนางย่อมต้องเคยผ่านพบมาหมดแล้ว พวกเราจะแต่งกายให้หรูหราเพียงใด ยามอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ก็คงดูซอมซ่ออยู่ดี สู้แต่งกายให้เรียบร้อยสะอาดตา แล้วเข้าเฝ้าด้วยท่าทีสง่างามผ่าเผยจะดีกว่าเจ้าค่ะ อย่างไรเสียไทเฮาก็ทรงทราบดีว่าพวกเรามีพื้นเพมาจากตระกูลชาวนา ฐานะทางบ้านไม่ได้ร่ำรวยอะไร พระองค์คงไม่ได้หวังจะเห็นพวกเราสวมใส่เครื่องประดับเลิศเลออันใดหรอกเจ้าค่ะ”
ยายเฒ่าสวีตรึกตรองดูก็เห็นด้วย เพราะต่อให้ประโคมเครื่องประดับที่มีทั้งหมดลงไป ก็คงเป็นได้แค่ ‘วาดเสือไม่เหมือนกลับคล้ายสุนัข’ สู้ไม่ไปเสียเวลาวุ่นวายจะดีกว่า
อันหนิงเลือกสวมชุดกระโปรงที่ตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายเนื้อละเอียด ตัวชุดมีสีสันเรียบง่าย ทว่าตรงบริเวณปลายแขนเสื้อและชายกระโปรงกลับปักลวดลายดอกไม้ดอกจ้อยไว้อย่างประณีตดูไม่สะดุดตา นางจัดแจงรวบผมเผ้าอย่างเรียบร้อย ทว่าไม่ได้ปักปิ่นทองปิ่นเงินใดๆ มีเพียงดอกไม้ประดิษฐ์สองสามดอกที่นางใช้เศษผ้าและเส้นไหมรังสรรค์ขึ้นมาเองปักประดับไว้เท่านั้น
เมื่อจัดแจงแต่งเนื้อแต่งตัวเสร็จสรรพ นางก็ออกเดินทางเข้าสู่วังหลวงพร้อมกับขันทีผู้เชิญราชโองการ
สตรีอื่นยามต้องก้าวเท้าเข้าสู่เขตพระราชฐานย่อมต้องบังเกิดความหวาดกลัว ทว่าอันหนิงกลับมีสีหน้าเรียบเฉยสงบนิ่ง ท่าทีไม่นอบน้อมและไม่โอหังจนเกินงาม ทำเอาบรรดาขันทีและนางกำนัลที่คอยนำทางมุ่งหน้าไปยังตำหนักฉือนิ่งลอบชื่นชมและมองนางด้วยความนับถือขึ้นมาหลายส่วน
ยามก้าวเข้าสู่ตำหนักฉือนิ่ง อันหนิงก็ได้พบกับไทเฮา รวมถึงบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ข้างพระวรกายของไทเฮา
ดูจากการแต่งกายของบุรุษผู้นั้นแล้วคงไม่ใช่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน แต่อาจจะเป็นโอรสอีกองค์หนึ่งของไทเฮา ซึ่งก็คือซู่ชินอ๋องที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ขึ้นมา
อันหนิงรีบก้าวเท้าขึ้นหน้าไปทำความเคารพทูลพระพรทันที
ไทเฮาทรงแย้มพระสรวลอย่างเมตตา สั่งให้นางกำนัลช่วยประคองร่างอันหนิงให้ลุกขึ้น จากนั้นก็ทอดพระเนตรสำรวจตรวจดูอันหนิงอยู่สองสามครา
พอได้เห็นรูปร่างหน้าตารวมถึงสง่าราศีของอันหนิงแล้ว ไทเฮาก็ทรงโปรดปรานมากขึ้นไปในทันที เพราะอันหนิงมีท่าทีที่สงบเยือกเย็น นัยน์ตาทั้งสองข้างก็ฉายแววใสกระจ่างแจ่มชัด ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนที่มีเนื้อแท้ดีงามยิ่งนัก
ไทเฮาทรงพระราชทานอนุญาตให้จัดตั้งเก้าอี้ให้นางนั่ง ซึ่งหลังจากอันหนิงเอ่ยปากขอบพระทัยเรียบร้อยแล้ว นางก็ไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวหรือลนลานแม้แต่น้อย จัดแจงทรุดกายลงนั่งด้วยท่าทีสง่างามผ่าเผยทันที
ไทเฮาทรงพระสรวลพลางเอ่ยถามว่า "เจ้าคิดอย่างไรถึงได้ปักภาพทิวทัศน์ขุนเขาและสายน้ำผืนนี้ขึ้นมาล่ะ"
อันหนิงยิ้มบางๆก่อนทูลตอบ "ทูลไทเฮา หม่อมฉันชอบวาดภาพและปักผ้ามาตั้งแต่เด็กๆแล้วเพคะ ตอนนั้นมักจะคิดอยู่เสมอว่าถ้าเอาการวาดภาพมารวมกับการปักผ้าได้ก็คงจะดี หลังจากนั้นก็เลยลองผิดลองถูกมาตลอด จำได้ว่าตอนเด็กๆเคยอ่านบันทึกการเดินทางที่ท่านพ่อวางไว้ในห้องหนังสือ เลยทำให้รู้สึกหลงใหลในทัศนียภาพตามสถานที่ต่างๆของแว่นแคว้นต้าจิ้งเรามาก ทว่าในฐานะที่เป็นสตรีจึงไม่สะดวกที่จะเดินทางไกล จนกระทั่งเมื่อปีกลาย อยู่ๆก็เกิดอยากปักภาพทิวทัศน์ผืนนี้ขึ้นมา ถึงตัวจะไปไม่ได้ แต่ก็สามารถจินตนาการถึงสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังต่างๆผ่านภาพปักนี้ได้ ถือว่าได้เติมเต็มความปรารถนาในใจเพคะ"
พอไทเฮาได้ฟังก็ทรงถอนพระทัยออกมา "นั่นสินะ พวกเราที่เป็นสตรี มักจะเลือกทำตามใจตัวเองไม่ได้เสมอ"
ทันใดนั้น บุรุษหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆไทเฮาก็เอ่ยปากถามอันหนิงขึ้นมา "เจ้าใช้ฝีเข็มแบบไหนรึ ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยเห็นการเดินเข็มแบบนี้มาก่อนเลย"
เอ๋?
อันหนิงถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย แม้กระทั่งไทเฮาก็ทรงชะงักไปเช่นกัน
อันหนิงจึงเอ่ยอธิบายเสียงเบา "เป็นฝีเข็มที่หม่อมฉันคิดค้นขึ้นมาเองเพคะ"
ไทเฮาทรงชี้นิ้วไปที่บุรุษหนุ่มคนนั้นแล้วเอ่ยกับอันหนิง "นี่คือซู่ชินอ๋อง ลูกชายคนเล็กของอายเจีย"
อันหนิงรีบลุกขึ้นทำความเคารพทันที
ซู่ชินอ๋องโบกมือปฏิเสธ "ไม่ต้องมากพิธีหรอก เจ้าช่วยอธิบายให้ข้าฟังอย่างละเอียดทีซิว่าปักอย่างไร ข้านั่งมองตั้งนานสองนานก็ยังดูไม่ออกเลย"
"เรื่องมันเป็นอย่างนี้เพคะ..." อันหนิงอธิบายให้ซู่ชินอ๋องฟังด้วยความใจเย็น พอไทเฮาเห็นซู่ชินอ๋องฟังอย่างเคลิบเคลิ้มตั้งใจเกินเหตุ ก็รีบเอ่ยขัดขึ้นมาทันที "เสด็จพี่ของเจ้ามีธุระจะคุยด้วย เจ้ารีบไปหาเขาได้แล้ว"
ซู่ชินอ๋องยอมเดินจากไปแต่โดยดี ทว่าสายตากลับยังดูอาลัยอาวรณ์ไม่อยากไปเสียอย่างนั้น
ไทเฮาทรงส่ายพระพักตร์อย่างระอาและกลัดกลุ้มในพระทัยยิ่งนัก การมีลูกชายที่ชอบเรื่องเย็บปักถักร้อยและชอบทำเสื้อผ้าแบบนี้ มันน่าปวดหัวจริงๆ
หลังจากซู่ชินอ๋องเดินคล้อยหลังไป ไทเฮาก็ทรงชวนอันหนิงคุยและถามไถ่ถึงเรื่องราวในชนบทอีกมากมาย อันหนิงจึงเล่าเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านให้ฟัง มีทั้งเรื่องหยุมหยิมลิ้นกับฟันของคนในบ้าน รวมถึงเรื่องการเก็บเกี่ยว พืชผล ข้าวปลาอาหารของชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป
ในเวลาต่อมา อันหนิงยังเริ่มเล่านิทานถวายไทเฮาอีกด้วย นางเป็นคนฝีปากดี ต่อให้เป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนพอนำมาเล่าก็ฟังดูสนุกสนานน่าติดตามขึ้นมาทันที ยามที่นางเล่าเรื่องราวในชนบทนั้นช่างน่าฟังและชวนให้ติดตามมาก ยิ่งพอนางเล่านิทาน ไม่เพียงแต่ไทเฮาที่ทรงตั้งใจสดับฟังอย่างจดจ่อ แม้กระทั่งบรรดาขันทีและนางกำนัลที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างๆก็ยังฟังกันจนเคลิบเคลิ้มอินตามไปด้วย
ตอนที่อันหนิงจะทูลลาออกจากวัง ไทเฮายังทรงรู้สึกอาลัยอาวรณ์ไม่อยากให้นางกลับเลยด้วยซ้ำ แม้แต่พวกนางกำนัลตัวน้อยๆก็ยังอยากให้อันหนิงอยู่ต่อในวัง เพื่อจะได้เล่านิทานให้พวกนางฟังทุกวัน
เมื่อไทเฮาทรงนึกเสียดายและไม่อยากห่างจากอันหนิง จึงได้ทรงนัดแนะสัญญาให้อันหนิงเข้าวังมาหาเดือนละสองสามครั้ง ซึ่งอันหนิงก็รับปากไทเฮาว่าในการเข้าวังครั้งหน้า จะนำพวกของเล่นพื้นบ้านของชาวบ้านมาถวายด้วย
พออันหนิงเดินทางกลับมาถึงบ้าน ของพระราชทานจากไทเฮาและฮ่องเต้ผิงเล่อก็ถูกส่งตามมาถึงเรือนทันที โดยไทเฮาทรงพระราชทานทองเงินและผ้าแพรพรรณจำนวนหนึ่ง ส่วนฮ่องเต้ผิงเล่อทรงพระราชทานสมุนไพรบำรุงร่างกายชั้นเลิศมาให้
ท่านผู้เฒ่าสวีและยายเฒ่าสวีพากันนั่งมองข้าวของเหล่านั้นด้วยความเบิกบานใจจนยิ้มหุบไม่ลง ของมีค่าพวกนี้ราคาเท่าไหร่นั้นถือเป็นเรื่องรอง แต่ประเด็นสำคัญที่สุดคือสิ่งเหล่านี้เป็นของที่ฮ่องเต้และไทเฮาทรงพระราชทานลงมาให้ด้วยพระองค์เอง! นี่มันเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่เหนือหัวชัดๆ ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อน พวกเขาไม่มีวันกล้าแม้แต่จะเก็บเอาไปฝันด้วยซ้ำไป
อย่าว่าแต่ฮ่องเต้หรือไทเฮาเลย ต่อให้เป็นพวกขุนนางในตัวอำเภอประทานของอะไรให้บ้านพวกเขาสักชิ้น ก็คงตื่นเต้นจนแทบเป็นลมล้มพับไปแล้ว
ฝั่งสวีหมิ่นรั่ว และสวีหมิ่นหลานเองก็ดีใจมากเช่นกัน พวกเด็กๆต่างรู้สึกว่าการที่บ้านตนได้รับของพระราชทานแบบนี้ทำให้พวกเขามีหน้ามีตาและรู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก
แต่คนที่แสดงความดีใจที่สุดก็คือสวีหมิ่นอิง เพราะการที่เขามีมารดาซึ่งเป็นที่โปรดปรานและเข้าตาไทเฮาเช่นนี้ ย่อมจะช่วยส่งเสริมให้เส้นทางการรับราชการในวันหน้าของเขาราบรื่นและสะดวกสบายขึ้นอีกมากทีเดียว