- หน้าแรก
- จักรพรรดิทะลุมิติ: กอบกู้ต้าหมิงด้วยระบบสร้างเมือง
- บทที่ 41 - วีรสตรีแห่งต้าหมิง ฉินเหลียงอวี้
บทที่ 41 - วีรสตรีแห่งต้าหมิง ฉินเหลียงอวี้
บทที่ 41 - วีรสตรีแห่งต้าหมิง ฉินเหลียงอวี้
บทที่ 41 - วีรสตรีแห่งต้าหมิง ฉินเหลียงอวี้
ภายในตำหนักเหวินหัวแห่งเมืองหลวง กลิ่นธูปหอมจันทน์ลอยอวลไปตามเสาไม้ ขุนนางตรวจสอบที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งใหม่ต่างหอบเอกสารเดินขวักไขว่ เสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินไปตามโถงทางเดินเป็นจังหวะหนักแน่นและเป็นระเบียบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
จูโหยวเสี้ยวถือพู่กันสีชาดตรวจฎีกาจากสำนักรับส่งฎีกา คิ้วที่ขมวดมุ่นมาหลายวันเริ่มคลายลงเล็กน้อย ฎีกากองพะเนินอยู่บนโต๊ะทรงงาน ทว่ากลิ่นอายดินปืนที่เคยคละคลุ้งกลับเจือจางลงมากแล้ว
ฎีกาถวายรายงานกล่าวโทษโจมตีกันลดลงไปกว่าเจ็ดส่วน สิ่งที่มาแทนที่คือ รายงานจากเหอหนานขออนุมัติซ่อมแซมคันกั้นน้ำแม่น้ำหวงเหอ รายงานจากซานตงแจ้งจำนวนพื้นที่เพาะปลูกใหม่ที่สำรวจได้ และรายงานจากเหลียงหวยเกี่ยวกับการเพิ่มภาษีเกลืออย่างเป็นรูปธรรม... เมื่อเห็นเช่นนั้น พู่กันสีชาดในมือของจูโหยวเสี้ยวก็ตวัดไปตามบรรทัดตัวอักษรด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้น
หลายวันมานี้ หลังจากที่ขุนนางผู้มีความสามารถและทำงานจริงจังที่เขาทรงเลือกสรรไว้ทยอยมารับตำแหน่ง บรรยากาศในกระทรวงทั้งหกและหน่วยงานส่วนภูมิภาคก็ราวกับได้รับการอัดฉีดพลังใหม่ แม้การดำเนินงานจะยังไม่ถึงกับราบรื่นไร้รอยต่อ ทว่าสิ่งที่ถูกส่งขึ้นมาก็ไม่ใช่เพียงหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยคำพูดเลื่อนลอยและการแก่งแย่งชิงดีอีกต่อไป
แม้ผู้ใต้บังคับบัญชาจะพยายามคาดเดาพระทัย รู้ว่าฮ่องเต้พระองค์ใหม่ทรงเบื่อหน่ายการแบ่งพรรคแบ่งพวกทะเลาะเบาะแว้ง จึงจงใจคัดแยกฎีกาที่เกี่ยวกับการดูแลทุกข์สุขของราษฎรและเรื่องภาษีอากรขึ้นมาถวายเพื่อเอาใจ แต่จูโหยวเสี้ยวก็ไม่ได้ใส่พระทัยในเรื่องนี้นัก
"ต้องใช้เวลาสินะ..." ปลายนิ้วของเขาลูบผ่านตัวเลขพื้นที่เพาะปลูกในรายงานจากซานตง พลางยิ้มหยันในใจ คนรุ่นหลังเคยมีคำกล่าวไว้ว่า การสร้างนิสัยที่ดีต้องใช้เวลาถึงยี่สิบเอ็ดวัน แล้วประสาอะไรกับพฤติกรรมของราชสำนัก จะให้เปลี่ยนแปลกหน้ามือเป็นหลังมือในชั่วข้ามคืนได้อย่างไร
ทว่าไม่เป็นไร ในเมื่อโรงงิ้วถูกสร้างขึ้นมาแล้ว ตัวเขาซึ่งเป็นผู้ชมก็ย่อมต้องร่วมเล่นไปตามน้ำ อย่างไรเสีย ก็ต้องอาศัยบรรยากาศการ 'เสแสร้ง' ว่า 'ขยันขันแข็งในราชการ' นี้ ค่อยๆ เคี่ยวกรำความจอมปลอมให้กลายเป็นความจริงจัง เพื่อให้ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวพันถึงรากฐานของชาติ กลายเป็นกระแสหลักในราชสำนักที่ไม่อาจต้านทานได้
"หืม?" จู่ๆ ฎีกาฉบับหนึ่งที่มีชื่อว่า 'ฎีกาขอเบิกเสบียงทหารเพื่อสนับสนุนเหลียวตงของฉินเหลียงอวี้ ผู้ตรวจการกรมสือจู้' ก็ทำให้เขาขมวดคิ้ว
"พี่ชายของกระหม่อมปังผิง และน้องชายหมินผิง ได้นำกองทัพหอกไม้ไป๋ก่านจำนวนสามพันนาย ออกเดินทางจากด่านซานไห่กวนเพื่อมุ่งหน้าไปช่วยเหลียวตงตั้งแต่วันที่ยี่สิบเจ็ดเดือนสิบแล้ว
ส่วนตัวกระหม่อมนั้น นำกองทัพที่เหลืออีกสี่พันเก้าร้อยนายมาประจำการฝึกซ้อมอยู่ที่ทงโจว รอเพียงกรมกลาโหมตรวจนับกำลังพลเสร็จสิ้นก็จะออกเดินทางทันที ทว่าชุดกันหนาวในกองทัพนั้นเก่าขาด หัวหอกขึ้นสนิมไปกว่าสามในสิบส่วน เสบียงถั่วขาดแคลน ม้าศึกต้องลดอาหารลงถึงสามส่วน กระหม่อมจึงขอประทานเสบียงห้าพันสือ เสื้อบุนวมสามพันตัว และปืนคาบศิลาสามตาสองร้อยกระบอก..."
จูโหยวเสี้ยวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็จำได้ว่าหลังจากต้าหมิงพ่ายแพ้ย่อยยับที่ซ่าเอ่อร์หู่ สยงถิงปี้ก็ได้รับมอบหมายให้ไปเก็บกวาดความเน่าเฟะที่เหลียวตงในยามวิกฤต
ผลปรากฏว่าหลังจากเกาหวยและหลี่เฉิงเหลียงสร้างความฉิบหายมาหลายปี ราษฎรเหลียวตงต่างก็เคียดแค้นราชสำนักเข้ากระดูกดำ ทหารเหลียวตงส่วนใหญ่ก็ใช้งานไม่ได้ ดังนั้นด้วยความไร้หนทาง เขาจึงต้องถวายฎีกาขอระดมกำลังทหารจากทั่วประเทศไปช่วยเหลียวตง
ทว่าจากความพ่ายแพ้ใน 'ศึกซ่าเอ่อร์หู่' ทหารชั้นยอดของกองทัพชายแดนในแต่ละพื้นที่สูญเสียไปจนหมดสิ้น กองทัพท้องถิ่นต่างต่อต้านคำสั่งเรียกตัวทหารชั้นยอดนี้อย่างหนัก เจ้าคิดว่าทหารชั้นยอดงอกออกมาจากดินหรือไร หรือปลิวมาตามลมกัน หากส่งทหารชั้นยอดไปหมด แล้วพวกเราจะเอาใครไปเฝ้าชายแดนเล่า
ดังนั้นแต่ละแห่งจึงพากันหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยง มีเพียงฉินเหลียงอวี้ หัวหน้าเผ่าพื้นเมืองแห่งสือจู้ในซื่อชวน และชีจิน ทายาทของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ชีจีกวง ผู้นำกองทัพ 'เจ้อปิง' เท่านั้นที่ตอบรับอย่างกระตือรือร้น
และฉินเหลียงอวี้ผู้นี้ก็เรียกได้ว่าเป็นวีรสตรีโดยแท้ นางเป็นผู้บัญชาการทหารหญิงเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์จีนทั้งยี่สิบสี่ราชวงศ์ที่มีการบันทึกชีวประวัติแยกไว้โดยเฉพาะ
ตระกูลฉินเรียกได้ว่าเป็นตระกูลที่จงรักภักดีอย่างยิ่ง พวกเขายอมหลั่งเลือดหยดสุดท้ายเพื่อต้าหมิง!
ตั้งแต่ปีที่ยี่สิบเจ็ดแห่งรัชศกว่านลี่ (ค.ศ. 1599) ฉินเหลียงอวี้ได้ติดตามหม่าเชียนเซิ่งผู้เป็นสามี เข้าร่วมปราบปรามกบฏหยางอิงหลงที่ปัวโจว นางนำทหารชั้นยอดห้าร้อยนายคอยคุ้มกันเสบียง และร่วมมือกับสามีนำทัพทะลวงตีทัพของหยางอิงหลงที่ลอบโจมตีจนแตกพ่าย จากนั้นก็ร่วมมือกับกองทัพจากทั่วทุกสารทิศบุกยึดด่านซางมู่ ทำผลงานได้เป็นอันดับหนึ่งในสมรภูมิหนานชวน
ในช่วงปีไท่ชาง หรือก็คือปีนี้ นู่เอ๋อร์ฮาชื่อแห่งโฮ่วจินได้นำทหารราบและทหารม้าหกหมื่นนายบุกโจมตีเหลียวตง นางจึงส่งพี่ชายน้องชาย ฉินปังผิงและฉินหมินผิง นำทหารหลายพันนายไปช่วยเหลือล่วงหน้า
ส่วนตัวนางเองนั้น รอรับกองทัพหอกไม้ไป๋ก่านที่เดินทางตามมาจากซื่อชวนอยู่ที่ทงโจว ผลปรากฏว่าในปีแรกแห่งรัชศกเทียนฉี่ (ค.ศ. 1621) ฉินปังผิงสู้รบจนตัวตายขณะข้ามแม่น้ำหุนเหอ ฉินเหลียงอวี้ยังไม่ทันได้โศกเศร้าเสียใจ ก็ต้องนำทหารชั้นยอดอีกสามพันนายรีบรุดไปที่ด่านอวี้กวนอีกครั้ง
"วีรสตรีโดยแท้!" จูโหยวเสี้ยวอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ เหตุผลที่ต้าหมิงยิ่งใหญ่ได้เช่นนี้ ก็เพราะมีทหารหาญผู้จงรักภักดีมากมายเพียงนี้
แต่เขาก็นึกถึงเรื่องเร่งด่วนอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นคือกบฏเซอฉงหมิง ในประวัติศาสตร์ยุคหลัง ดูเหมือนว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากเฉินเช่อ แม่ทัพใหญ่ซื่อชวน และกรมตรวจการสือจู้ที่จงรักภักดีต่อต้าหมิง ส่งทหารไปช่วยเหลียวตง ทำให้การป้องกันของซื่อชวนหละหลวม จนเปิดโอกาสให้เซอฉงหมิง ผู้ตรวจการหย่งหนิงก่อกบฏในซื่อชวน สังหารสวีเข่อฉิว ข้าหลวงตรวจการ และขุนนางกว่ายี่สิบคน ยึดเมืองฉงชิ่งแล้วสถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้ ตั้งชื่อประเทศว่า 'ต้าเหลียง'
ปีต่อมา อันปังเยี่ยน หัวหน้าเผ่าพื้นเมืองสุ่ยซีก็ลุกฮือขึ้นตอบรับ นำทัพล้อมเมืองกุ้ยหยางไว้นานถึงสิบเดือน ผู้คนในเมือง 'แลกเปลี่ยนลูกกันกิน นำกระดูกมนุษย์มาทำฟืน' มีผู้เสียชีวิตกว่าแสนคน กองทัพกบฏกวาดล้างซื่อชวนและกุ้ยโจว เผาทำลายสถานีม้าเร็ว ขุดทำลายเส้นชีพจรมังกร สังหารหมู่ชาวฮั่น เมื่อฉินเหลียงอวี้นำกองทัพหอกไม้ไป๋ก่านไปช่วยเหลือ นางถึงกับต้องทอดถอนใจเมื่อเห็นว่า 'หมู่บ้านกลายเป็นลานกระดูก เด็กทารกถูกแขวนห้อยต่องแต่งตามต้นไม้ราวกับกระดิ่งลม' สงครามอันโหดร้ายนี้กินเวลานานถึงเจ็ดปีกว่าสงบลง
สงครามครั้งนั้นผลาญเงินไปกว่า 3.46 ล้านตำลึง สูญเสียทหารไปกว่า 93,000 นาย (ส่วนใหญ่เป็นทหารจากหูกวงและกว่างซีที่ต้องไปตายต่างถิ่น) ประชากรชาวฮั่นในซื่อชวนและกุ้ยโจวลดลงไปถึงสี่ส่วน (ใน 'บันทึกบัญชีรัชศกว่านลี่' บันทึกไว้ว่า ผู้รอดชีวิต 'ส่วนใหญ่วิกลจริต เมื่อเห็นทหารก็กระโดดหน้าผาฆ่าตัวตายทันที')
จนกระทั่งถึงปีที่สามแห่งรัชศกฉงเจิน จูเซี่ยหยวนจึงใช้แผน 'ใช้ทหารพื้นเมืองปราบหัวหน้าเผ่าพื้นเมือง' ติดสินบนหัวหน้าเผ่าแม้ว ทำให้เซอฉงหมิงถูกชาวแม้วตัดหัวส่งมามอบเมืองให้ ทว่าดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ทางตะวันตกเฉียงใต้กลับกลายเป็นเมืองผีไปเสียแล้ว
กบฏเซอฉงหมิงในช่วงปลายราชวงศ์หมิงนี้ เปรียบเสมือนการเปิดแผลใหญ่ให้ต้าหมิงเลือดไหลรินไม่หยุด ทว่าตอนนี้เขายังมีโอกาส และการที่เซอฉงหมิงก่อกบฏนี้ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสียทีเดียว หากกำจัดคนผู้นี้ได้ เขาก็จะได้รวบอำนาจทางทหารของชนเผ่าพื้นเมืองกลับคืนมาสู่ศูนย์กลางทั้งหมด
เมื่อถึงเวลานั้น ทั้งปัวโจว สุ่ยซี และหย่งหนิง จะต้องตั้งเมืองหรือตั้งค่ายทหารก็จัดการไปให้หมด ในเมื่อจะมามัวระแวงป้องกันโจรอยู่ทุกวันได้อย่างไร อีกทั้งเขาก็กำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าจะหาข้ออ้างอะไรไปจัดการพวกชนเผ่าพื้นเมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ ในอนาคตเมื่อจะขยายอิทธิพลไปยังยูนนาน กุ้ยโจว และอันหนาน ก็จำเป็นต้องมีดินแดนตะวันตกเฉียงใต้ที่มั่นคงเป็นแนวหลังไม่ใช่หรือ
"ไป ถ่ายทอดราชโองการ เรียกตัวฉินเหลียงอวี้เข้าเฝ้าที่ตำหนักเฉียนชิง และให้กระทรวงมหาดไทยจัดสรรเงินและเสบียงส่งไปที่ค่ายทงโจว อย่าปล่อยให้ทหารของข้าต้องทนหิวเด็ดขาด"
จูโหยวเสี้ยวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็รู้สึกอยากจะพบกับวีรสตรีผู้มีชื่อเสียงในยุคหลังผู้นี้ใจจะขาดแล้ว 'โหวผู้ซื่อสัตย์ภักดี' ผู้ที่อุทิศทั้งชีวิตเพื่อต้าหมิง!
"รับพระราชบัญชา" เว่ยจงเสียนรับคำสั่งแล้วค่อยๆ เดินถอยหลังออกจากตำหนักเฉียนชิง
"ไปเถอะ ข้าจะไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า!" จูโหยวเสี้ยวคิดว่าฉินเหลียงอวี้คงต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะเดินทางเข้าวัง เขาจึงสั่งนางกำนัลให้เตรียมตัว เพื่อแสดงความเคารพ เขาจึงอยากเปลี่ยนชุดให้ดูเป็นทางการสักหน่อย สองชั่วยามต่อมา ภายในตำหนักเฉียนชิง ในที่สุดจูโหยวเสี้ยวก็ได้พบกับแม่ทัพหญิงผู้นี้
เมื่อประตูตำหนักเปิดออก จังหวะก้าวเดินของฉินเหลียงอวี้มั่นคงยิ่งนัก นางสวมชุดเกราะฝ้ายสีครามที่ค่อนข้างเก่า พื้นรองเท้าบูทเปื้อนโคลนจากค่ายทงโจว บริเวณขมับมีผมหงอกแซม ทว่าแผ่นหลังกลับตั้งตรงดุจทวน
"กระหม่อม ฉินเหลียงอวี้ ผู้ตรวจการสือจู้แห่งซื่อชวน ขอถวายบังคมฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ" น้ำเสียงของนางไม่ดังนัก เจือสำเนียงท้องถิ่นแถบชายแดนซื่อชวนและเอ้อ
"ท่านแม่ทัพฉิน รีบลุกขึ้นเถิด!" จูโหยวเสี้ยวรีบลุกจากที่ประทับ ก้าวเดินเข้าไปพยุงฉินเหลียงอวี้ให้ลุกขึ้นด้วยพระองค์เอง การที่สตรีวัยห้าสิบกว่าปีต้องมาคุกเข่าทำความเคารพเขาเช่นนี้ เขารู้สึกรับไม่ไหวจริงๆ!
"ฝ่าบาท อย่าทรงทำเช่นนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ! ไม่ได้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ!" ฉินเหลียงอวี้ไม่เคยได้รับการปฏิบัติดีเช่นนี้มาก่อน
การที่ตนเป็นสตรีแต่มารับหน้าที่คุมกองทัพ ในยุคสมัยนี้ถือเป็นเรื่องผิดผีและแหกคอกอย่างมาก ตลอดมานางต้องทนรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด เมื่อเห็นองค์ฮ่องเต้ทรงให้เกียรติเช่นนี้ นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประทับใจฮ่องเต้ที่เพิ่งขึ้นครองราชย์พระองค์นี้
จูโหยวเสี้ยวส่งสัญญาณให้ขันทีที่อยู่ด้านข้างรีบยกเก้าอี้มาให้ ฉินเหลียงอวี้กล่าวขอบพระทัยอีกครั้งก่อนจะนั่งลง
ต้องยอมรับเลยว่าขุนนางฝ่ายบุ๋นของราชวงศ์หมิงกดขี่ขุนนางฝ่ายบู๊ได้โหดร้ายเกินไปจริงๆ เมื่อเห็นใบหน้าที่ทั้งซาบซึ้งและระแวดระวังของฉินเหลียงอวี้ จูโหยวเสี้ยวก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะท้านสะเทือนในใจ
[จบแล้ว]