- หน้าแรก
- จักรพรรดิทะลุมิติ: กอบกู้ต้าหมิงด้วยระบบสร้างเมือง
- บทที่ 21 - คุกหลวงองครักษ์เสื้อแพร
บทที่ 21 - คุกหลวงองครักษ์เสื้อแพร
บทที่ 21 - คุกหลวงองครักษ์เสื้อแพร
บทที่ 21 - คุกหลวงองครักษ์เสื้อแพร
"เข้าแถวให้เรียบร้อยโว้ย!"
สิ้นเสียงตวาดดุจฟ้าผ่าของนายกองรวมแห่งองครักษ์เสื้อแพร ขุนนางราชสำนักกว่าสามสิบชีวิตที่เคยเย่อหยิ่งจองหอง บัดนี้กลับถูกผลักไสไล่ส่งราวกับลูกแกะรอเชือดเข้าไปในประตูคุกหลวงอันมืดมิดและหนักอึ้งของกองปราบอุดร
ชุดขุนนางสีแดงและสีเขียวที่สวมใส่หลุดลุ่ยไม่เหลือชิ้นดี ลายปักดิ้นทองบิดเบี้ยว บางชุดฉีกขาดไปครึ่งซีกเผยให้เห็นชุดซับในสีขาวสะอาดที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นโคลน
"โอ๊ย!"
จางเหวินฮว่าน ผู้ตรวจการแห่งสำนักตู้ฉาหยวนก้าวพลาดล้มคะมำ หน้าผากกระแทกเข้ากับกำแพงหินเปียกชื้นและเย็นเฉียบอย่างจัง เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาทันที เขายกมือที่เคยได้รับการดูแลอย่างดีขึ้นมาอย่างสั่นเทา จ้องมองสีแดงฉานบาดตาบนฝ่ามือ พลันแผดเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าสมเพช "ข้าจะขอเข้าเฝ้าฝ่าบาท ข้าถูกใส่ความ!"
"หุบปาก!" ทหารร่างยักษ์แห่งองครักษ์เสื้อแพรเงื้อฝักดาบสีดำทะมึนขึ้น ฟาดลงบนแผ่นหลังค่อมของขุนนางเฒ่าอย่างแรงจนเกิดเสียงดังพลั่กพร้อมเสียงแหวกอากาศ "แหกปากอีกคำเดียว ข้าจะให้เจ้าลิ้มรส 'ดีดพิณ' ตั้งแต่ตอนนี้เลย คอยดูซิว่ากระดูกแก่ๆ ของเจ้ากับสายพิณในคุกหลวงอะไรมันจะแข็งกว่ากัน!"
บริเวณหน้าประตูคุกหลวง จ้าวตงอู่ ผู้เป็นนายกองร้อยลูบคลำดาบซิ่วชุนเล่มใหม่เอี่ยมข้างเอวโดยสัญชาตญาณ ฝักดาบหุ้มหนังปลาฉลามเย็นเฉียบส่งกลิ่นหอมจางๆ ของน้ำมันตง ด้ามดาบพันด้วยเชือกป่านเส้นใหม่สีเขียวอย่างแน่นหนา นี่คืออาวุธคู่กายที่เพิ่งเบิกมาจากคลังแสงเมื่อสามวันก่อน! หลายวันมานี้เขาแทบจะนอนกอดมันจนเมียที่บ้านถึงกับมองค้อน
เขาเหลือบมองลูกน้องสองสามคนที่ยืนตะลึงงันอยู่ข้างๆ แล้วกดเสียงต่ำ "ยืดอกให้ตรง! เบิกตาให้กว้าง! ฝ่าบาททรงไว้วางพระทัยใช้งานองครักษ์เสื้อแพรของพวกเรา นี่คือเกียรติยศอันยิ่งใหญ่! ใครหน้าไหนมันขี้ขลาดตาขาวหรือทำตัวอ่อนปวกเปียกให้ฝ่าบาทต้องเสียพระพักตร์ ข้าจะถลกหนังมันเป็นคนแรก!"
"หัวหน้า..." ทหารหนุ่มที่ยืนยามอยู่หน้าประตูกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก น้ำเสียงเจือความสั่นเครือที่ยากจะปิดบัง "สถาการณ์แบบนี้... แม่เจ้าโว้ย พ่อข้าทำงานในหน่วยมาสามสิบปี เกรงว่าแม้แต่ในฝันก็คงไม่เคยเห็นใต้เท้าเสื้อแดงเสื้อเขียวพร้อมใจกันเข้าคุกหลวงเยอะขนาดนี้..."
จ้าวตงอู่ไม่ได้ตอบกลับในทันที นิ้วมือหยาบกร้านลูบคลำด้ามดาบใหม่เอี่ยมอย่างเหม่อลอย ทว่าความคิดกลับล่องลอยไปถึงค่ำคืนฤดูร้อนอันอบอวลไปด้วยควันบุหรี่ของบิดาผู้ล่วงลับ
บิดาเฒ่ามักจะจิบเหล้าชั้นเลวพลางพร่ำเพ้อถึงความรุ่งโรจน์ในอดีตขององครักษ์เสื้อแพร ในรัชศกหย่งเล่อ หน่วยลาดตระเวนเคยดุดันราวกับหมาป่า เพียงชั่วข้ามคืนก็บุกค้นบ้านขุนนางชั้นผู้ใหญ่กว่าสิบตระกูล ขนทรัพย์สมบัติเงินทองหลั่งไหลราวกับสายน้ำเข้าสู่กองปราบอุดร ต้นรัชศกเฉิงฮว่า คุกหลวงเคยเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่เดิน แม้แต่ตามทางเดินก็ยังแออัดไปด้วยขุนนางต้องโทษที่รอการไต่สวน เรื่องราวระดับตำนานที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงคำคุยโวของคนแก่และไกลเกินเอื้อม บัดนี้กลับปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างชัดเจนและโชกโชนไปด้วยเลือด!
"ฟังให้ดี!" จ้าวตงอู่หลุดจากห้วงคำนึง ความตื่นเต้นและหวาดหวั่นปะปนกันพุ่งพล่านขึ้นสู่สมอง เขายืดแผ่นหลังที่เคยก้มค่อมเพราะความเกียจคร้านมานานปีให้ตั้งตรงทันที น้ำเสียงตวาดกร้าวขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยวราวกับทุบหม้อข้าวตัวเอง
"ไอ้พวกขุนนางต้องโทษที่ทำตัวสูงส่งพวกนี้! วันๆ เอาแต่เชิดหน้าชูตา มองพวกเราเป็นแค่เศษสวะ มาวันนี้กลับกล้ารังแกฝ่าบาทที่เพิ่งขึ้นครองราชย์ สร้างความวุ่นวายในราชสำนัก! วันนี้ตกมาอยู่ในมือของกองปราบอุดร จะต้องให้พวกมันได้รู้ซึ้งถึงบารมีของ 'ทหารรักษาพระองค์' และกฎระเบียบของ 'คุกหลวง' แห่งนี้!"
สิ้นเสียงคำราม จ้าวตงอู่สัมผัสได้ถึงเลือดลมที่พุ่งพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย มันเป็นความรู้สึกที่ห่างหายไปนานจนแทบจะไม่คุ้นเคย เขายืดอกขึ้นอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว ซึมซับสัมผัสแห่งความมั่นคงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนจากเสื้อเกราะบุนวมตัวใหม่ใต้เครื่องแบบ พอคิดถึงความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มันช่างเหมือนกับความฝันเสียจริง!
สำหรับหน่วยองครักษ์เสื้อแพรแห่งนี้ นับตั้งแต่รัชศกเฉิงฮว่าเป็นต้นมาก็เสื่อมถอยลงราวกับสายน้ำที่ไหลลงสู่ที่ต่ำ คมดาบเริ่มทื่อลง ฮ่องเต้เซี่ยนจงทรงตั้งหน่วยซีฉ่างขึ้นมาเพื่อแบ่งทอนอำนาจขององครักษ์เสื้อแพร ตงฉ่างเองก็ฉวยโอกาสขยายอำนาจ การแย่งชิงความดีความชอบระหว่างหน่วยงานทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ล่วงเลยมาถึงรัชศกว่านลี่ องครักษ์เสื้อแพรก็สูญสิ้นความน่าเกรงขามดั่งในยุคหงอู่และหย่งเล่อที่เคยสวม 'ชุดฟยอวี๋สะพายดาบซิ่วชุน หน่วยลาดตระเวนแผ่ขยายไปทั่วแผ่นดิน' ไปจนหมดสิ้น ตั้งแต่ผู้บัญชาการลงมาจนถึงทหารชั้นผู้น้อย ส่วนใหญ่ล้วนเป็นลูกหลานคนรวยที่อาศัยบารมีบรรพบุรุษหรือซื้อตำแหน่งเข้ามา คนที่ทำงานได้จริงมีเพียงหยิบมือเดียว
ภายในหน่วยวันๆ เอาแต่เกี่ยงงานโยนความผิด เวลาสืบคดีหากไม่รับสินบนก็ทำส่งๆ ไปอย่างนั้น ในคุกหลวงของกองปราบอุดร เครื่องมือทรมานถูกปล่อยให้ฝุ่นเกาะและเป็นสนิม บทลงโทษอันโหดเหี้ยมที่เคยทำให้ผู้คนหวาดผวาอย่าง 'ดีดพิณ' หรือ 'ขัดล้าง' กลับกลายเป็นเพียงของประดับไว้ข่มขู่เท่านั้น
ที่น่าขันยิ่งกว่าคือ ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรผู้สูงส่งอย่างลั่วซือกง กลับต้องพึ่งพาการส่งเทียบเชิญและมอบของขวัญให้กับพวกพรรคตงหลิน เพื่อประคับประคองหน่วยงานให้รอดพ้นไปวันๆ
เหล่าทหารชั้นผู้น้อยยิ่งทุกข์ระทมอย่างแสนสาหัส เงินเดือนอันน้อยนิดถูกผู้บังคับบัญชาหักหัวคิวไปทีละทอด เงินที่ได้มายังไม่พอซื้อข้าวสารกรอกหม้อเลี้ยงดูครอบครัว ทหารรักษาพระองค์ผู้ทรงเกียรติกลับต้องตกต่ำถึงขั้นไปรับจ้างเฝ้าบ้านให้พวกขุนนาง ขูดรีดพ่อค้าแม่ค้า หรือกระทั่งยึดครองที่นาของชาวบ้านเพื่อหาเงินประทังชีวิต!
ยามเดินไปตามท้องถนน ชาวบ้านในเมืองหลวงเห็นชุดฟยอวี๋ของพวกเขาแล้วไม่ได้รู้สึกยำเกรงอีกต่อไป กลับพากันหลบหน้าหลบตาราวกับเจอเทพแห่งโรคระบาด แววตาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม แอบด่าทอลับหลังว่าเป็น 'สุนัขรับใช้ราชสำนัก' หรือ 'ปลิงดูดเลือด' พวกเขาจะเรียกคืน 'ความน่าเกรงขาม' ที่บิดเบี้ยวและเน่าเฟะกลับมาได้ ก็ต่อเมื่อรังแกชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีทางสู้เท่านั้น
กระทั่งเมื่อไม่กี่วันก่อนที่จูโหยวเสี้ยวขึ้นครองราชย์ หน่วยองครักษ์เสื้อแพรถึงได้พบกับจุดเปลี่ยน นับตั้งแต่ใต้เท้าสวี่เสี่ยนฉุน ผู้ช่วยผู้บัญชาการที่มีใบหน้าดุดันราวกับพญายม และใต้เท้าอู๋ชาง นายกองพันกองทหารองครักษ์ผู้มีใบหน้าซีดเซียวเข้ารับตำแหน่ง ลานฝึกซ้อมของกองปราบทักษิณที่เคยเต็มไปด้วยฝุ่นหนาเตอะก็กลายสภาพเป็นลานประหารทันที
เมื่อสามวันก่อน ภายใต้การจับจ้องของกองทหารองครักษ์รูปร่างสูงใหญ่ราวกับหอคอยเหล็กจำนวนสามร้อยนายที่สวมชุดเกราะชั้นดีจนแสบตาซึ่งใต้เท้าอู๋พามา ใต้เท้าสวี่ทำหน้าตมขึงขัง ไล่ต้อนองครักษ์เสื้อแพรทุกคนในเมืองหลวงที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชี ไม่ว่าจะเป็นพวกลูกคุณหนูสืบทอดตำแหน่งหรือพวกคนแก่รอวันตาย ให้ไปรวมตัวกันที่ลานฝึกซ้อมอย่างไม่ตกหล่นแม้แต่คนเดียว
ภาพเหตุการณ์ในวันนั้น จ้าวตงอู่จำฝังใจไปชั่วชีวิต ใต้เท้าสวี่ยืนอยู่บนแท่นบัญชาการ เบื้องหลังคือใต้เท้าอู๋และกองทหารองครักษ์สามร้อยนายที่สวมเกราะหนักและถือดาบเยี่ยนหลิง
ใต้เท้าสวี่กำม้วนเอกสารปึกใหญ่ไว้ในมือ น้ำเสียงไม่ดังนักแต่กลับทิ่มแทงทะลุแก้วหูของทุกคนราวกับลิ่มน้ำแข็ง เขาอ่านความผิดทีละข้อ นายกองพันคนไหนหลอมเหล็กกล้าในคลังไปลอบหลอมเหรียญทองแดง นายกองร้อยคนไหนแอบนำอาวุธในคลังไปขายเพื่อเข้ากระเป๋าตัวเอง นายกองรวมคนไหนกินเงินเดือนผีจนอ้วนพี อ่านจบหนึ่งข้อ กองทหารองครักษ์ที่ใต้เท้าอู๋พาก็จะเดินเข้าไปลากตัวออกมาหนึ่งคน เสียงร้องขอชีวิตและเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังกึกก้อง ทว่าใต้เท้าสวี่กลับไม่แม้แต่จะกะพริบตา
ท้ายที่สุดแล้ว ศีรษะของนายกองพันสามคน นายกองร้อยสิบสองคน รวมถึงนายกองรวมและนายกองร้อยอีกหลายสิบคนก็กลิ้งหลุนๆ ลงบนผืนดินสีเหลืองของลานฝึกซ้อมอย่างสยดสยอง
ตามมาด้วยคนแก่และคนพิการกว่าแปดร้อยคนถูกคัดออกอย่างไม่ปรานี ขีดชื่อทิ้งจากบัญชีอย่างเด็ดขาด องครักษ์เสื้อแพรที่เคยมีคนมากมายมหาศาล นับไปนับมาเหลือเพียงชายฉกรรจ์ที่พอยืนหยัดได้แค่ห้าพันหนึ่งร้อยสามสิบคนเท่านั้น!
หลังจากการคัดคนออก ตอนที่แจกจ่ายอาวุธยุทโธปกรณ์ถึงได้พบว่า 'ชุดเกราะ' ที่กองสุมอยู่ในคลัง ส่วนใหญ่เป็นของเก่าเก็บตั้งแต่ยุคเฉิงฮว่าและเจิ้งเต๋อ แผ่นเหล็กเป็นสนิมผุพังราวกับแหจับปลาขาดๆ ใช้เชือกป่านร้อยไว้แบบลวกๆ แตะเพียงเบาๆ ก็ร่วงกราวลงมาเป็นผุยผง นุ่นที่บุด้านในก็จับตัวเป็นก้อนแข็งสีดำและส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ชุดเกราะเก่าๆ ที่จ้าวตงอู่สวมมาเกือบสิบปียังนับว่าเป็น 'ของชั้นดี' ในที่แห่งนี้!
ดาบซิ่วชุนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ขององครักษ์เสื้อแพรยิ่งดูไม่จืด สีเคลือบฝักดาบหลุดลอกจนเห็นเนื้อไม้ผุพัง พอชักดาบออกจากฝัก คมดาบก็บิ่นงอราวกับฟันเลื่อยและเต็มไปด้วยสนิมสีน้ำตาลอมเหลือง อย่าว่าแต่เอาไปฟันคนเลย เกรงว่าแค่เอาไปผ่าฟืนแข็งๆ สักท่อนก็คงทำไม่ได้
"นี่หรือคือที่พึ่งของกองทหารรักษาพระองค์ นี่หรือคืออาวุธอันแหลมคมสำหรับปกป้องฝ่าบาท" น้ำเสียงของใต้เท้าอู๋ชางในตอนนั้นเย็นเยียบราวกับเศษน้ำแข็งในฤดูหนาว เขาหยิบดาบขึ้นสนิมเขรอะขึ้นมาเล่มหนึ่ง ใช้นิ้วหักเบาๆ เสียงดังกึก ดาบเล่มนั้นก็หักสะบั้นลงทันที! เขากวาดสายตามองลานฝึกซ้อมที่เงียบกริบ แววตาคมกริบดุจใบมีด "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เอาเศษเหล็กพวกนี้ไปโยนทิ้งในเตาหลอมให้หมด! อย่าให้เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว!"
หลังจากนั้นก็คือการทุ่มทุนสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตที่จ้าวตงอู่และพรรคพวกไม่เคยเห็นมาก่อน เสื้อเกราะบุนวมบุด้านในตัวใหม่เอี่ยม ดาบซิ่วชุนตีขึ้นรูปอย่างดี หน้าไม้และธนู ถูกส่งตรงมาจากหนานไห่จื่อแจกจ่ายให้ทุกคนราวกับสายน้ำไหล! จากนั้นก็ใช้กองทหารองครักษ์เป็นครูฝึก ทำการฝึกซ้อมอย่างหนักทุกวัน เพียงไม่นานองครักษ์เสื้อแพรก็มีเครื่องแบบและชุดเกราะที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ดูน่าเกรงขามดั่งกองทหารชั้นยอดขึ้นมาทันตาเห็น
สิ่งที่ทำให้จ้าวตงอู่และเหล่าทหารชั้นผู้น้อยต้องน้ำตาคลอเบ้ายิ่งกว่านั้นคือ ใต้เท้าสวี่ได้ประกาศพระราชโองการ จ่ายเงินเดือนที่ค้างชำระของเดือนก่อนให้ครบถ้วน แถมยังตกรางวัลเป็นข้าวสารอีกคนละสองต้านเต็มๆ! มีข่าวลือแพร่สะพัดในหมู่ทหารว่า เงินและเสบียงเหล่านี้ ฮ่องเต้จูโหยวเสี้ยวทรงเจียดออกมาจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์หลังจากขึ้นครองราชย์!
สิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องอิจฉาตาร้อนก็คือ ตอนนั้นใต้เท้าอู๋ชางชี้ไปที่กองทหารองครักษ์ที่เขาพามา ทหารเหล่านั้นสวมชุดเกราะแวววาวและถืออาวุธชั้นเยี่ยม ยืนตระหง่านราวกับรูปปั้นเหล็กหล่อ เขาตะโกนใส่เหล่าองครักษ์เสื้อแพรที่ยืนมองตาละห้อยอยู่ด้านล่างแท่นว่า "อิจฉาไหม อยากได้หรือเปล่า ฝ่าบาทรับสั่งไว้แล้ว หากพวกเจ้าจงรักภักดีพร้อมถวายหัว ฝึกซ้อมให้ดี ให้สมกับชุดฟยอวี๋ที่สวมอยู่! วันข้างหน้า คนเก่งได้เลื่อนขั้น คนอ่อนแอถูกคัดทิ้ง พวกเจ้าก็จะได้สวมชุดเกราะและถือดาบแบบนี้เหมือนกัน! โอกาสเชิดหน้าชูตาให้กับวงศ์ตระกูลมาถึงแล้ว!"
พอคิดถึงคำว่า 'เชิดหน้าชูตาให้กับวงศ์ตระกูล' ของใต้เท้าอู๋ จ้าวตงอู่ก็รู้สึกได้ถึงกระแสความร้อนผ่าวที่พุ่งพล่านจากฝ่าเท้าขึ้นสู่กระหม่อม แม้แต่มือที่กำด้ามดาบก็ยังร้อนผ่าว เขาสูดอากาศบริเวณหน้าประตูคุกหลวงที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด ความชื้น และกลิ่นน้ำมันตงจางๆ เข้าปอดลึกๆ หน้าอกกำยำยกสูงขึ้น กล้ามเนื้อภายใต้เสื้อเกราะบุนวมตัวใหม่ตึงเปรี๊ยะ
เมื่อมองจากที่ไกลๆ ภายใต้แสงสลัวของคบเพลิง ร่างอันกำยำและดุดันของนายกองร้อยองครักษ์เสื้อแพรที่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารอันสดใหม่ ยืนตระหง่านราวกับเทพแห่งความตายที่ถูกหล่อด้วยเหล็กกล้า ปักหลักอย่างมั่นคงอยู่เบื้องหน้าประตูคุกหลวงซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความตายและความหวาดกลัว
[จบแล้ว]