- หน้าแรก
- โต้วหลัว ระบบเปลี่ยนชะตา ข้าขอตัดหน้าเหล่าบุตรแห่งสวรรค์
- ตอนที่ 17 วิญญาณยุทธ์วิวัฒนาการสมบูรณ์บ....ทวนเทพค้ำฟ้าและราชันมังกรเหมันต์
ตอนที่ 17 วิญญาณยุทธ์วิวัฒนาการสมบูรณ์บ....ทวนเทพค้ำฟ้าและราชันมังกรเหมันต์
ตอนที่ 17 วิญญาณยุทธ์วิวัฒนาการสมบูรณ์บ....ทวนเทพค้ำฟ้าและราชันมังกรเหมันต์
“อ้อ เข้าใจแล้วขอรับ”
เฉินหานตอบรับอย่างใจลอย ก่อนจะบ่นพึมพำกับตัวเอง
“โค่นมังกรอัสนีบาตทรราช โค่นราชันจระเข้ทองคำ โค่นราชสีห์เปลวเพลิง โค่นเทวะปักษามรกต... ข้าจะต้องกลายเป็นวิญญาณยุทธ์สัตว์อันดับหนึ่งในใต้หล้าให้จงได้!”
เฮ้อ...
เย่เฉินได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา
หนิงหรงหรงที่ยืนอยู่ด้านข้างลอบตกตะลึงอยู่ในใจ สำนักวิญญาณยุทธ์ยังมียอดฝีมือระดับ 98 หรือกระทั่ง 99 แถมยังมีระดับ 95 ขึ้นไปอีกหลายคนงั้นหรือ? ดูเหมือนว่าท่านอาจารย์จะล่วงรู้ความลับสวรรค์อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
“ท่านอาจารย์ ยอดฝีมือที่ท่านกล่าวมา ล้วนยังมีชีวิตอยู่หรือเจ้าคะ?”
“ย่อมมีชีวิตอยู่ สำนักวิญญาณยุทธ์มีตำหนักผู้อาวุโสดำรงอยู่ ภายในนั้นต่อให้เป็นผู้อาวุโสลำดับเจ็ดที่อ่อนแอที่สุด ก็ยังเป็นตัวตนที่ไม่ด้อยไปกว่าพรหมยุทธ์กระบี่เลยแม้แต่น้อย”
“เรื่องนี้... หลังจากเจ้ากลับบ้านไป ลองไปถามพรหมยุทธ์กระบี่ดูได้ เขาย่อมรู้เรื่องนี้ดี”
“ความตื้นลึกหนาบางของแผ่นดินใหญ่นี้ ล้ำลึกกว่าที่พวกเจ้าคิดนัก ในเงามืดมิดยังมียอดฝีมืออีกนับไม่ถ้วนที่เร้นกายอยู่”
เหล่าเด็กหนุ่มเด็กสาวที่ยังมีพลังวิญญาณเพียงระดับ 30 ต่างพยักหน้ารับอย่างพร้อมเพรียง
“เอาล่ะ พวกเจ้าจงแนะนำวิญญาณยุทธ์ของตนเองที่เพิ่งวิวัฒนาการเสียหน่อย จากนั้นให้จัดลำดับตามอายุ... ยกเว้นจู๋ชิงที่จะเป็นศิษย์พี่ใหญ่ นอกนั้นให้เรียงตามอายุทั้งหมด”
“รับทราบขอรับ/เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์!”
ผู้ที่ก้าวออกมารายงานเป็นคนแรกคือหลงจิ่ว เขามีนิสัยร่าเริง อีกทั้งตระกูลของเขากำลังเจริญรุ่งเรือง จึงไม่ได้มีความคิดที่หนักอึ้งอันใด
“ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกท่าน ข้าอายุสิบสองปีสี่เดือน วิญญาณยุทธ์ได้วิวัฒนาการเป็นกายาแท้ซึ่งก็คือร่างกายเนื้อของข้าเอง ครอบคลุมทั้งแขนขา ผิวหนัง หลอดเลือด และกระดูก”
“ยิ่งไปกว่านั้น ข้ายังสัมผัสได้ว่าเมื่อบรรลุถึงระดับมหาปราชญ์วิญญาณมันจะเกิดการวิวัฒนาการขึ้นอีกครั้ง ถึงตอนนั้นข้าน่าจะสามารถควบคุมจิตวิญญาณของตนเองได้อย่างสมบูรณ์... ตอนนี้ข้าคือว่าที่ปรมาจารย์วิญญาณระดับ 30 ขอรับ”
ซี้ด... เจ้าเด็กนี่มีของแฮะ!
วิญญาณยุทธ์คือร่างกายเนื้อของตนเอง นี่นับเป็นสุดยอดแห่งสุดยอดในบรรดาวิญญาณยุทธ์สายกายาแท้อย่างมิต้องสงสัย! ต่อให้เป็นตู๋ปี้สือและตู๋ปู้สือในอีกหนึ่งหมื่นปีให้หลัง ที่บรรลุถึงระดับ 98 อัครพรหมยุทธ์ห่างจากพรหมยุทธ์สูงสุดเพียงก้าวเดียว วิญญาณยุทธ์ของพวกเขาก็ยังเป็นเพียงกายาแท้ที่ผสานกับพิษของตนเอง ซึ่งห่างไกลจากความบริสุทธิ์ของกายาแท้ที่เป็นร่างกายเนื้อของหลงจิ่วมากนัก
กล่าวได้ว่า เพียงแค่การวิวัฒนาการในครั้งนี้ ก็เพียงพอจะทำให้หลงจิ่วก้าวขึ้นสู่ระดับ 98 ได้แล้ว และหากบวกรวมกับการวิวัฒนาการอีกครั้งในระดับมหาปราชญ์วิญญาณเพื่อควบคุมจิตวิญญาณตามที่เขากล่าวมา... เจ้านี่คือต้นกล้าชั้นดีของพรหมยุทธ์สูงสุดอย่างแท้จริง!
“ไม่เลว ต่อไปข้าจะเคี่ยวเข็ญเจ้าให้หนัก รับรองว่าจะทำให้เจ้ากลายเป็นราชทินนามพรหมยุทธ์คนแรกแห่งสำนักกายาแท้ให้จงได้!”
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์! ท่านอาจารย์จงเจริญ!”
หลงจิ่วตื่นเต้นจนเนื้อเต้น
“ท่านอาจารย์ วิญญาณยุทธ์ของข้าก็วิวัฒนาการแล้วเช่นกัน ดูเหมือนว่า... จะไม่ได้ด้อยไปกว่าศิษย์พี่จู๋ชิงเลยแม้แต่น้อย”
อวิ๋นเจิงก้าวออกมาข้างหน้า น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความตื่นตะลึง
“ท่านอาจารย์ ข้าน่าจะอายุมากที่สุดในบรรดาพวกเรา ข้าอายุสิบสองปีหกเดือน วิญญาณยุทธ์วิวัฒนาการเป็นทวนเทพค้ำฟ้าและพลังวิญญาณก็บรรลุถึงระดับ 30 แล้วเช่นกัน”
“ส่วนเรื่องระดับพลังที่แน่ชัด ตอนนี้ข้ายังไม่แน่ใจนัก”
อวิ๋นเจิงยกมือขึ้นทวนเทพค้ำฟ้าที่แผ่ซ่านกลิ่นอายความคมกริบและรังสีสังหารก็ปรากฏขึ้นในกำมือ!
ตัวด้ามเรียวยาว ทั่วทั้งด้ามเป็นสีเทาเงินประกายดาราอันลึกล้ำ ปลายทวนสาดประกายความเย็นเยียบประดุจสามารถทิ่มแทงทะลวงผืนฟ้าให้ขาดสะบั้น เมื่ออวิ๋นเจิงตวัดทวนเบาๆ แสงสีขาวนวลก็เปล่งประกายออกมาจากตัวทวน รัศมีทวนอ่อนโยนดั่งสายลมพัดผ่าน ทว่ากลับทำให้มิติรอบด้านเกิดการบิดเบี้ยวอย่างแผ่วเบา
ทวนเล่มนี้... จากเดิมที่มีเพียงรังสีสังหารอันสุดขั้ว กลับผสานแฝงไปด้วยคุณลักษณะธาตุมิติ!
“ทวนที่ดี!”
แม้แต่เย่เฉินก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม สมแล้วที่เป็นทวนเทพค้ำฟ้าอันเลื่องชื่อ ทั้งกลิ่นอายกัมปนาทและเส้นสายที่พริ้วไหวของตัวทวน ในยุคสมัยนี้ถือเป็นพลังโกงที่อยู่เหนือสามัญสำนึกอย่างแท้จริง
เย่เฉินมั่นใจว่า คุณภาพวิญญาณยุทธ์ของอวิ๋นเจิงนั้นสูงที่สุดในบรรดาศิษย์ทุกคนที่อยู่ที่นี่ ต่อให้เป็นจูจู๋ชิงก็ยังเทียบไม่ติด วิญญาณยุทธ์ของอวิ๋นเจิงได้ก้าวเข้าสู่ระดับกึ่งเทพแล้ว ในยุคนี้หากไม่นับวิญญาณยุทธ์ระดับเทพอย่างทูตสวรรค์ทัณฑ์อัสนีและทูตสวรรค์หกปีกของเขา เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดต่อกรกับทวนเล่มนี้ได้อีก
“รังสีสังหารรุนแรงยิ่งนัก!”
หนิงหรงหรงอุทานด้วยความทึ่ง ริมฝีปากเล็กๆ อ้ากว้างจนแทบจะยัดไข่เป็ดเข้าไปได้ทั้งฟอง
“ศิษย์พี่อวิ๋นเจิง ทวนของท่านร้ายกาจมาก ก่อนหน้านี้ข้ายังรู้สึกว่ามันสูสีกับกระบี่ของท่านปู่กระบี่ แต่ตอนนี้กลับดูเหนือล้ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด”
“มิกล้า มิกล้า... พรหมยุทธ์กระบี่คือราชทินนามพรหมยุทธ์สายเครื่องมืออันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน ข้ายังห่างชั้นกับท่านผู้นั้นอีกไกลนัก”
อวิ๋นเจิงมีนิสัยคล้ายหลงจิ่ว ทว่าแฝงความหนักแน่นและขวยเขินอยู่บ้าง
“ศิษย์พี่ ท่านก็ถ่อมตัวเกินไปแล้ว วันหลังข้าจะให้ท่านปู่กระบี่มาเยือนสถานศึกษา แล้วท่านจะได้รู้ว่ากระบี่เจ็ดสังหารจะเอาอะไรมาเทียบกับทวนเทพค้ำฟ้าของท่านได้”
หนิงหรงหรงเอื้อมมือไปลูบคลำทวนเทพค้ำฟ้าที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบที่สุดในปฐพี พลางกล่าวถ้อยคำแสดงความกตัญญูต่อปู่กระบี่ออกมาหน้าตาเฉย
เมื่อสัมผัส ตัวทวนให้ความรู้สึกเย็นเฉียบ หากเคาะเบาๆ ยังสามารถได้ยินเสียงกังวานสะท้อนกลับมา
“ถึงตาข้าแล้ว ข้าอายุสิบสองปีสามเดือน ศิษย์น้องเฉินหาน เจ้าอายุเท่าไหร่งั้นหรือ?”
“ข้าเพิ่งผ่านวันเกิดอายุครบสิบสองปีมาเมื่อไม่นานนี้ขอรับ” เฉินหานตอบ
“น่าเสียดายจริงๆ ข้าเป็นศิษย์พี่สี่ เจ้าก็คงต้องเป็นศิษย์น้องห้าแล้วล่ะ”
แม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น แต่ท่าทีของนางกลับร่าเริงอย่างเห็นได้ชัด
“หนิงหรงหรง อายุสิบสองปีสามเดือน วิญญาณยุทธ์วิวัฒนาการเป็นหอแก้วเก้าสมบัติ พลังวิญญาณระดับ 30 ต่อไปนี้ข้าคือศิษย์น้องสี่ ศิษย์พี่จู๋ชิง ศิษย์พี่อวิ๋นเจิง ศิษย์พี่หลงจิ่ว ศิษย์น้องเสี่ยวหาน... ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ”
“แน่นอนอยู่แล้ว พวกเราล้วนเป็นศิษย์เอกของท่านอาจารย์ ย่อมต้องคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน”
หลงจิ่วกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง ปราศจากความเย่อหยิ่งใดๆ
“เฉินหาน วิญญาณยุทธ์วิวัฒนาการจากอสรพิษผลึกเหมันต์เป็นราชันมังกรเหมันต์ พลังวิญญาณบรรลุระดับ 30 คารวะศิษย์พี่หญิงทั้งสอง และศิษย์พี่ชายทั้งสองขอรับ”
---
เมื่อการแนะนำตัวสิ้นสุดลง ลำดับของพวกเขาก็ถูกจัดสรรอย่างชัดเจน แม้จูจู๋ชิงจะมีอายุน้อยที่สุด แต่ตบะของนางสูงส่งที่สุด อีกทั้งยังกราบเย่เฉินเป็นอาจารย์ก่อนใคร นางจึงคู่ควรกับตำแหน่งศิษย์พี่ใหญ่อย่างไร้ข้อกังขา
หลังจากจัดลำดับเสร็จสิ้น ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น ยิ่งมีหนิงหรงหรงผู้ช่างเอาใจใส่คอยหยิบเอาของเล่นแปลกตาน่าสนใจออกมาแจกจ่ายให้ศิษย์พี่ศิษย์น้อง นางจึงกลายเป็นกาวใจสำคัญในการหลอมรวมทีมให้เป็นหนึ่งเดียว
เย่เฉินที่ลอบสังเกตการณ์อยู่ด้านข้างพยักหน้าเงียบๆ หนิงหรงหรงผู้นี้ ตราบใดที่ไม่แผลงฤทธิ์คุณหนูเอาแต่ใจ ก็ถือว่าเป็นเด็กสาวที่ดีทีเดียว
“ในเมื่อจัดการเรื่องต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ก็จงไปยังลานเพาะเลี้ยงสัตว์วิญญาณเพื่อล่าวงแหวนวิญญาณกันเถอะ”
“ลานเพาะเลี้ยงสัตว์วิญญาณ? ท่านอาจารย์... ในนั้นจะมีวงแหวนวิญญาณที่ตรงตามความต้องการของพวกเรางั้นหรือเจ้าคะ?”
หนิงหรงหรงเอ่ยถามด้วยความสงสัย สิ่งที่พวกเขาทั้งหลายต้องการคือสัตว์วิญญาณที่มีอายุสี่พันปีขึ้นไป ซ้ำยังต้องเป็นสายพันธุ์ชั้นยอด สถานศึกษาแห่งนี้แม้จะดูใหญ่โต แต่คงไม่ถึงขั้นสามารถเพาะเลี้ยงสัตว์วิญญาณอายุเกินสี่พันปีได้หรอกกระมัง?
“จิ๊... จงเชื่อมั่นในตัวอาจารย์เถอะ”
“อ้อ ข้าขอเตือนอะไรพวกเจ้าไว้อย่างหนึ่ง...” เย่เฉินเอ่ยแทรก
“หากพวกเจ้าเขียนจดหมายกลับบ้าน นอกจากอธิบายการเปลี่ยนแปลงของตนเองแล้ว เมื่อกล่าวถึงสถานศึกษา จงบอกเพียงว่านอกจากอาจารย์และมหาปราชญ์วิญญาณไม่กี่คนแล้ว ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือหลิงซวง ซึ่งอยู่ในระดับวิญญาณพรหมยุทธ์ ห้ามเปิดเผยการคงอยู่ของราชทินนามพรหมยุทธ์ในที่แห่งนี้เด็ดขาด!”
“อาจารย์ยังมีเรื่องสำคัญต้องจัดการ หากจู่ๆ มีราชทินนามพรหมยุทธ์ที่ครอบครองวงแหวนวิญญาณระดับแสนปีปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันถึงสี่คน สมดุลของแผ่นดินใหญ่จะถูกทำลายลงในพริบตา”
“โครงสร้างอำนาจของดินแดนกำลังจะแปรเปลี่ยน กลียุคกำลังจะอุบัติขึ้น การสั่งสมขุมกำลังและค่อยเป็นค่อยไป จึงจะเป็นหนทางที่ถูกต้องที่สุด”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ พวกเราจะจดจำคำสั่งสอนของท่านอาจารย์!”
กลุ่มศิษย์อาจารย์เดินสนทนากันไปตามทาง บรรยากาศอบอวลไปด้วยความกลมเกลียว ตั้งแต่เรื่องราวขบขันในเมืองเทียนโต่วของหนิงหรงหรง ไปจนถึงสภาพแวดล้อมของตระกูลเร้นกาย และเรื่องราวในวัยเด็กของเฉินหานที่ลงแม่น้ำจับปลา ขึ้นเขาจับกระต่ายป่า เสียงหัวเราะดังแว่วมาเป็นระยะ
เย่เฉินแย้มยิ้มด้วยความปีติยินดี ความสุขจากการฟูมฟักสั่งสอนศิษย์ช่างแตกต่างออกไปจริงๆ มันเป็นความรู้สึกมหัศจรรย์ที่การยกระดับพลังวิญญาณของตนเองไม่อาจเทียบเคียงได้
“เข้าไปกันเถอะ ภายในนี้คือมิติเอกเทศ มันกว้างใหญ่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของพวกเจ้าจนกว่าจะถึงวงแหวนวิญญาณที่ห้าเชียวล่ะ”
เย่เฉินชี้มือไปยังลานเพาะเลี้ยงสัตว์วิญญาณ ก่อนจะก้าวเท้าเข้าสู่อาคมที่สลักไว้เบื้องหน้าอย่างองอาจ