- หน้าแรก
- ย้อนเวลากลับไปเป็นอาจารย์ของหม่าฮองเฮา
- ตอนที่ 15 ให้กระหม่อมสอนรัชทายาท? เป็นพระอาจารย์ของพระองค์หรือพ่ะย่ะค่ะ?
ตอนที่ 15 ให้กระหม่อมสอนรัชทายาท? เป็นพระอาจารย์ของพระองค์หรือพ่ะย่ะค่ะ?
ตอนที่ 15 ให้กระหม่อมสอนรัชทายาท? เป็นพระอาจารย์ของพระองค์หรือพ่ะย่ะค่ะ?
ตอนที่ 15 ให้กระหม่อมสอนรัชทายาท? เป็นพระอาจารย์ของพระองค์หรือพ่ะย่ะค่ะ?
สรรพสิ่งใดๆ บนโลก ล้วนต้องถูกนำมาเปรียบเทียบในภาพรวมทั้งสิ้น ตอนแรกหลินเป่ยตั้งใจจะยกตัวอย่างเปรียบเทียบ แต่หากเขาใช้เรื่องเครื่องจักรการเกษตรมาเทียบกับเครื่องมือเหล็ก หม่าฮองเฮาและจูเปียวคงได้แต่มึนงงเป็นไก่ตาแตก เขาจึงพยายามเกริ่นนำเพื่อให้อีกฝ่ายคิดตาม ไม่คิดเลยว่าจูเปียวจะเข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
การได้รับคำชมจากหลินเป่ยถือเป็นเรื่องยาก จูเปียวจึงฉีกยิ้มกว้างด้วยความเบิกบานใจ ทว่าหม่าฮองเฮากลับมีสีหน้าอมทุกข์ นางเลิกคิ้วมองหลินเป่ยพลางเอ่ยถาม
"หากเป็นเช่นนั้น ระบบของยุคหลังย่อมดีกว่าต้าหมิงในปัจจุบันทั้งหมดใช่หรือไม่? หากพวกเรานำระบบการปกครองของยุคหลังมาใช้กับต้าหมิง ต้าหมิงจะสามารถสืบทอดความยิ่งใหญ่ไปได้นับพันปีหรือไม่?"
ในฐานะภรรยาของจูหยวนจาง แม้หม่าฮองเฮาจะรับรู้ความจริงอันโหดร้ายแล้ว แต่ลึกๆ แล้วนางก็ยังคงยึดมั่นในจุดยืนของราชวงศ์ การสืบทอดความยิ่งใหญ่ไปชั่วกาลนาน ย่อมเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองทุกคนปรารถนา
ทว่าหลินเป่ยกลับส่ายหน้าปฏิเสธ
"ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ ประวัติศาสตร์ย่อมมีกระบวนการและวิวัฒนาการของมัน หากจะนำมาเปรียบเทียบกัน ระบบของต้าหมิงในเวลานี้ไม่อาจเทียบเคียงกับระบบในยุคหลังได้เลยพ่ะย่ะค่ะ พวกท่านลองคิดดูสิ แค่กฎมณเฑียรบาลเรื่องการเลี้ยงดูเชื้อพระวงศ์ข้อเดียว ก็สามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความล่มสลายได้แล้ว ใครจะไปคาดคิดล่ะพ่ะย่ะค่ะ ว่าในวันข้างหน้า ที่ดินกว่าเก้าในสิบส่วนของต้าหมิงจะตกเป็นของเชื้อพระวงศ์ ขุนนางผู้มีอิทธิพล และคหบดีหน้าเลือด จนสุดท้าย ต้าหมิงที่ถูกสถาปนาขึ้นจากการก่อกบฏของชาวนา ก็ต้องมาล่มสลายลงด้วยน้ำมือของกบฏชาวนาเช่นกัน ปัญหาของต้าหมิงมีมากมายมหาศาล เล่าทั้งวันก็คงไม่จบ หากพวกท่านคิดจะเปลี่ยนระบบทั้งหมดในตอนนี้ มันไม่ใช่การสร้างคอกคุมฝูงแกะเพื่อแก้ไขปัญหาหรอกนะพ่ะย่ะค่ะ แต่มันคือการดึงต้นกล้าให้โตเร็วขึ้น จนรังแต่จะทำให้ต้นกล้าตายไวขึ้นต่างหาก"
ท่าทีสบายๆ ไม่ยี่หระของหลินเป่ย เปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดที่สาดรดลงบนความกระตือรือร้นของหม่าฮองเฮาจนดับมอด ใบหน้าของนางบึ้งตึงด้วยความไม่พอใจ
"นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ หรือว่าสวรรค์จงใจกีดกันไม่ให้ต้าหมิงสืบทอดความยิ่งใหญ่ไปชั่วกาลนาน!"
เมื่อหม่าฮองเฮากริ้ว น้ำเสียงของนางก็แข็งกร้าวขึ้น หลินเป่ยจึงเลือกที่จะเงียบ จูเปียวเห็นดังนั้นก็รีบก้าวออกมาไกล่เกลี่ย ไม่ให้มารดาใจร้อนจนเกินไป
"เสด็จแม่ การจะสืบทอดความยิ่งใหญ่ของต้าหมิงย่อมไม่อาจสำเร็จได้ภายในวันเดียว ในเมื่อสหายหลินมาปรากฏตัวต่อหน้าพวกเรา ย่อมหมายความว่าสวรรค์กำลังส่งสัญญาณเตือนต้าหมิง เขามีความรู้กว้างขวางกว่าพวกเรา พวกเราสามารถค่อยๆ เรียนรู้จากเขาได้ใช่หรือไม่สหายหลิน?"
เมื่อเห็นจูเปียวปูทางลงให้ หลินเป่ยก็ส่งสายตาชื่นชมไปให้
"องค์รัชทายาทตรัสได้ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ กินข้าวต้องกินทีละคำ คนอ้วนก็ไม่ได้อ้วนภายในวันเดียว แต่กระหม่อมขอบอกไว้ก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ หากพวกท่านอยากให้กระหม่อมช่วย ข้อแม้ก็คือห้ามบังคับฝืนใจกระหม่อมเด็ดขาด มิเช่นนั้นกระหม่อมจะเอาหัวชนกำแพงตายตรงนี้แหละพ่ะย่ะค่ะ!"
ประโยคสุดท้ายของหลินเป่ยทำเอาหม่าฮองเฮาและจูเปียวตกตะลึง ตอนแรกพวกเขานึกว่าเขาแค่พูดเล่น แต่จากการสัมผัสกันในช่วงเวลาสั้นๆ พวกเขาก็รู้ดีว่าคนอย่างหลินเป่ยไม่ใช่พวกดีแต่พูด หากเขาบอกว่าจะเอาหัวชนกำแพงตาย เขาก็กล้าทำจริงๆ แน่
"สหายหลินล้อเล่นแล้ว ข้าจูเปียวขอสาบาน ตราบใดที่เจ้าไม่มีเจตนาร้ายต่อต้าหมิง ข้าจะไม่มีวันบีบบังคับเจ้าเป็นอันขาด!"
หม่าฮองเฮาเองก็รีบเสริมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเปี่ยมเมตตา
"เด็กคนนี้นี่ จะตึงเครียดไปทำไมกัน พวกเราไม่ใช่พวกคนเถื่อนจากทุ่งหญ้านอกด่านเสียหน่อย"
การตอบสนองของทั้งสองคนถือเป็นการให้เกียรติหลินเป่ยอย่างมาก ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันนี้ทำให้เขาแอบประหลาดใจอยู่ลึกๆ
หม่าฮองเฮานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"หลินเป่ย หากข้าอยากให้เจ้าสอนเปียวเอ๋อร์ ให้เขาได้เรียนรู้ระบบการปกครองในยุคหลังของเจ้า เจ้าจะยินดีหรือไม่?"
จูเปียวที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ เพราะดูจากรูปลักษณ์แล้ว หลินเป่ยน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเขา การจะให้คนรุ่นเดียวกันมาเป็นอาจารย์สอนสั่งนั้น พูดตามตรง จูเปียวเองก็แอบขัดใจอยู่บ้าง ทว่าเขาก็คิดตกได้อย่างรวดเร็ว ดังคำกล่าวที่ว่า 'สามคนเดินมา ต้องมีสักคนเป็นครูข้าได้' ในเมื่ออีกฝ่ายมาจากโลกอนาคต หากเขาได้เรียนรู้ความรู้จากยุคหลังนับร้อยปี บางทีเขาอาจจะกลายเป็นฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ที่จารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ก็เป็นได้! เมื่อคิดได้ดังนี้ ไฟแห่งความมุ่งมั่นในใจจูเปียวก็ลุกโชนขึ้นมาทันที
ทว่าหลินเป่ยกลับมีสีหน้าไม่สู้ดีนักกับคำขอของหม่าฮองเฮา
"ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ ไม่ใช่ว่ากระหม่อมไม่อยากสอนองค์รัชทายาทนะพ่ะย่ะค่ะ แต่เป็นเพราะความรู้ที่กระหม่อมมีนั้นน้อยนิดเหลือเกิน พวกท่านลองคิดดูสิพ่ะย่ะค่ะ หากนายร้อยแห่งต้าหมิงในยุคนี้ทะลุมิติกลับไปในยุคราชวงศ์ฉิน ต่อให้จิ๋นซีฮ่องเต้สั่งให้เขาสอนองค์ชายฝูซู พวกท่านคิดว่านายร้อยผู้นั้นจะมีความสามารถพอจะสอนอะไรได้หรือพ่ะย่ะค่ะ?"
หม่าฮองเฮาที่เพิ่งจะมีความหวังเริ่มสงบสติอารมณ์ลงได้ นางตระหนักได้ว่านางใจร้อนหวังผลเร็วเกินไปจริงๆ ทว่าความรู้สึกลังเลก็ก่อตัวขึ้นในใจ นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ หม่าฮองเฮาเริ่มรู้สึกปวดหัวจนต้องยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ
เมื่อเห็นดังนั้น จูเปียวก็รีบเปลี่ยนเรื่องสนทนา อย่างไรเสียหลินเป่ยก็หนีไปไหนไม่ได้ วันหน้ายังมีเวลาอีกถมเถที่จะจับเข่าคุยกันเป็นการส่วนตัว
"สหายหลิน ในเมื่อข้าต้องด่วนจากไปก่อนวัยอันควร เช่นนั้นผู้สืบทอดราชบัลลังก์คนที่สองแห่งต้าหมิงคือผู้ใดหรือ? แล้วความสามารถในการบริหารบ้านเมืองของเขาเป็นอย่างไรบ้าง?"
ในเมื่อตนเองต้องตาย ก็คงต้องยอมรับชะตากรรมไปก่อน แต่บ้านเมืองจะขาดผู้นำไม่ได้ เมื่อเขาตาย บิดาของเขาย่อมต้องแต่งตั้งรัชทายาทองค์ใหม่ และเนื่องจากเขามีทายาทอยู่แล้ว เมื่อนึกถึงบุตรชายของตน จูเปียวก็ลอบยิ้มในใจด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้น
'สยงอิงลูกข้า พูดได้ตั้งแต่สองขวบ ตอนนี้สามขวบก็วิ่งปร๋อแล้ว ฉลาดเฉลียวปานนี้ วันหน้าย่อมต้องไม่ด้อยไปกว่าข้าเป็นแน่ อีกอย่าง เสด็จพ่อก็ทรงรักใคร่เอ็นดูสยงอิงถึงเพียงนี้ คงไม่เข้มงวดดุด่าเขาเหมือนที่ทำกับข้าหรอกกระมัง!'
หม่าฮองเฮาที่กำลังปวดหัวเมื่อได้ยินคำถามของจูเปียวก็หูผึ่ง นางเองก็อยากรู้เช่นกัน หากจูเปียวต้องป่วยตายตอนอายุสามสิบแปดปีตามที่หลินเป่ยบอก แล้วใครกันที่จะได้สืบทอดบัลลังก์ฮ่องเต้ ในใจของนาง ย่อมหวังให้ลูกหลานของจูเปียวได้สืบทอดราชบัลลังก์ โดยเฉพาะจูสยงอิง หลานชายคนโปรดที่นางและจูหยวนจางรักใคร่เอ็นดูตั้งแต่เล็ก เพราะเขาคือพระราชนัดดาพระองค์แรกนับตั้งแต่สถาปนาต้าหมิง อาจกล่าวได้ว่าเขารวบรวมความรักจากทุกคนไว้ในตัวคนเดียว จูหยวนจางถึงกับยอมแหกกฎ ไม่ตั้งชื่อเขาตามหลักธาตุทั้งห้าเหมือนหลานคนอื่นๆ แต่ประทานชื่อให้ว่า 'สยงอิง' ซึ่งหมายถึงพญาอินทรีผู้ผงาดเหนือเวหา!
เมื่อนึกถึงหลานชายที่แสนน่ารักน่าเอ็นดู หม่าฮองเฮาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาด้วยความรักใคร่
"สยงอิงดีที่สุดเลย เด็กคนนี้ฉลาดมาตั้งแต่เกิด หากเขาได้เป็นฮ่องเต้ ข้าเชื่อว่าท่านลุงของเจ้าก็ต้องสนับสนุนอย่างแน่นอน!"
ในความทรงจำ หม่าฮองเฮาได้เอ่ยถึงบุคคลผู้หนึ่งขึ้นมาเบาๆ นั่นก็คือหลานอวี้ ยอดแม่ทัพผู้ห้าวหาญ ซึ่งมีศักดิ์เป็นท่านลุงห่างๆ ของจูเปียว
เมื่อเผชิญกับสายตาคาดหวังของคนทั้งสอง หลินเป่ยก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจขึ้นมาทันที
"เอ่อ... ทั้งสองพระองค์คิดว่า ผู้สืบทอดบัลลังก์คนที่สองจะต้องเป็นจูสยงอิงอย่างแน่นอนเลยใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ?"
นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่หลินเป่ยใช้น้ำเสียงกึ่งถามกึ่งยั่วล้อเช่นนี้ จากการสนทนาเมื่อครู่ หลินเป่ยทราบแล้วว่าตอนนี้คือปีหงอู่ที่เก้า แม้เขาจะจำรายละเอียดไม่ได้ชัดเจนนัก แต่เขารู้ว่าจูสยงอิงในเวลานี้อายุยังน้อย คงเป็นแค่เด็กเล็กๆ ที่กำลังอยู่ในวัยออดอ้อนปู่ย่าตายายและพ่อแม่ ยิ่งไปกว่านั้น ฐานะของเด็กคนนี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะตาของเขาคือฉางอวี้ชุน ยอดแม่ทัพผู้ก่อตั้งต้าหมิง ไม่ว่าจะเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นหรือฝ่ายบู๊ แรงสนับสนุนที่จูสยงอิงมีนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าจูเปียวเลยแม้แต่น้อย