เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 7 ตลกร้ายขั้นสุด จูเปียวคือฮ่องเต้

ตอนที่ 7 ตลกร้ายขั้นสุด จูเปียวคือฮ่องเต้

ตอนที่ 7 ตลกร้ายขั้นสุด จูเปียวคือฮ่องเต้


ตอนที่ 7 ตลกร้ายขั้นสุด จูเปียวคือฮ่องเต้

คำพูดของหลินเป่ยเปรียบดั่งค้อนเหล็กหนักอึ้งที่ทุบลงกลางใจของหม่าฮองเฮาอย่างจัง ลูกหลานของนาง เพียงเพราะได้กินดีอยู่ดี กลับต้องกลายเป็นสวะที่เอาแต่กินดื่มเที่ยวเล่นอย่างนั้นหรือ ในฐานะมารดาของแผ่นดิน นางย่อมทนเห็นเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นไม่ได้

"หลินเป่ย เจ้าพูดเกินไปแล้วกระมัง ปัจจุบันนี้ภายใต้การอบรมสั่งสอนของฮ่องเต้ ทั้งยังมีพระอาจารย์ที่ยอดเยี่ยมตั้งมากมาย องค์ชายแต่ละพระองค์ล้วนเก่งกาจปรีชาญาณ จะกลายเป็นสวะที่เอาแต่กินดื่มเที่ยวเล่นไปได้อย่างไร"

แม้ไม่อยากให้ภาพเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง แต่หม่าฮองเฮาก็อดไม่ได้ที่จะตักเตือนหลินเป่ยไปตามสัญชาตญาณ ขนาดตอนนี้นางยังอยู่ตรงหน้า เขายังกล้าด่าลูกหลานนางว่าเป็นสวะ ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็เหมือนเป็นการด่ากระทบนางทางอ้อมชัดๆ

"สหายหลิน แม้คำพูดจะไม่น่าฟังนัก แต่สิ่งที่เจ้ากล่าวมาเมื่อครู่ก็เกินจริงไปหน่อย น้องๆ ของข้า แม้จะรักสนุกไปบ้าง แต่ทุกคนล้วนได้รับการอบรมสั่งสอนจากพระอาจารย์ชั้นเลิศ ยามปกติเสด็จพ่อและข้าก็เข้มงวดกับพวกเขามาก พวกเขาไม่กล้าทำตัวเหลวไหลหรอก"

ยามที่กล่าวถึงเรื่องนี้ จูเปียวมีความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้น เพราะเขามีน้องชายหลายคน ตั้งแต่ตอนที่พวกเขายังเด็กและสวมกางเกงเจาะก้น เขาก็เป็นคนคอยดูแลสั่งสอนแทนบิดามาตลอด ดังคำโบราณที่ว่า พี่ชายคนโตเปรียบดั่งบิดา ในยุคศักดินาโบราณ ยามที่บิดาไม่อยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมต้องให้บุตรชายคนโตเป็นผู้ตัดสินใจ

สำหรับคำพูดของคนทั้งสอง หลินเป่ยไม่ได้โต้แย้งในทันที

"องค์รัชทายาทตรัสถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้องค์ชายหลายพระองค์ล้วนเข้าสู่วัยสวมกวาน (วัยผู้ใหญ่) แล้ว แต่ละพระองค์ล้วนมีสง่าราศีของชนชั้นสูงอย่างเต็มเปี่ยม ในยุคหลัง มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับพระองค์มากมาย ใจความคร่าวๆ ก็คือ พระองค์เป็นองค์รัชทายาทที่หนักแน่นมั่นคงที่สุดตั้งแต่โบราณกาลมา ตราบใดที่พระองค์ประทับอยู่บนบัลลังก์ฮ่องเต้ บรรดาอ๋องหัวเมืองรอบนอกย่อมต้องยอมสยบให้ด้วยความศิโรราบอย่างแน่นอน"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนทั้งสองที่อยู่บนบันไดก็รู้สึกเบิกบานใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหม่าฮองเฮา สายตาที่นางมองบุตรชายนั้นเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดูอย่างสุดซึ้ง

"ฮ่าฮ่าฮ่า! ดี! เปียวเอ๋อร์ลูกข้า ผ่านการอบรมสั่งสอนอย่างยากลำบากจากข้าและฮ่องเต้ ย่อมต้องไม่ด้อยไปกว่าผู้ใดแน่!"

เมื่อเผชิญกับคำชมของมารดา จูเปียวกลับน้อมรับด้วยความถ่อมตน

"เสด็จแม่ตรัสชมเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ ลูกยังมีข้อบกพร่องอีกมากที่ต้องให้เสด็จแม่และเสด็จพ่อคอยชี้แนะ วันหน้าลูกจะต้องกลายเป็นฮ่องเต้ผู้ทรงธรรมเจริญรอยตามเสด็จพ่อให้จงได้!"

สิ้นคำกล่าวนั้น แววตาของหม่าฮองเฮาก็ฉายแววยอมรับและภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด มีเพียงหลินเป่ยที่ยืนอยู่ใต้บันไดเท่านั้นที่ต้องพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ

'บ้าเอ๊ย! พูดบ้าอะไรออกมาเนี่ย! นี่มันตลกร้ายขั้นสุดชัดๆ! จูเปียวเป็นฮ่องเต้ ส่วนจูหยวนจางเป็นฮ่องเต้ผู้ทรงธรรม ฟังยังไงก็แปลกพิลึกแฮะ!'

โชคดีที่หลินเป่ยได้รับการฝึกฝนมาอย่างมืออาชีพ มิเช่นนั้นเขาคงหลุดขำก๊ากกับคำพูดของจูเปียวไปแล้ว หลังจากระงับความขบขันในใจได้ หลินเป่ยก็พบว่าคนทั้งสองกำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด

เขาเข้าใจดีว่าความหมายนั้นคืออะไร พูดง่ายๆ ก็คือ พวกเขาต้องการให้เขายอมรับว่า คำพูดที่หาว่าเชื้อพระวงศ์เป็นสวะก่อนหน้านี้นั้น เป็นคำกล่าวอ้างที่ผิด แต่โชคร้ายหน่อยนะ ที่เขามาจากอนาคต สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า เขาคือผู้มีสิทธิ์มีเสียงในการพูดมากที่สุด!

"ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท กระหม่อมทราบดีว่าพวกท่านไม่ยอมรับฟัง เช่นนั้นกระหม่อมจะอธิบายให้ฟังไปพร้อมกันเลยพ่ะย่ะค่ะ ว่าเหตุใดกระหม่อมจึงคิดว่าการลดเบี้ยหวัดนั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลย"

คนทั้งสองในยามนี้แตกต่างจากเมื่อครู่แล้ว หลังจากผ่านแรงปะทะทางอารมณ์จากคำพูดเหล่านั้นมา หม่าฮองเฮาก็มั่นใจว่านางมีปัญญาพอที่จะรับฟังเรื่องราวต่อจากนี้ได้อย่างแน่นอน!

"ตามวิธีขององค์รัชทายาท หากลดเบี้ยหวัดลงครึ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะลดอย่างไร กระหม่อมขอตีตัวเลขกลมๆ เป็นหลักพันต้าน รวมกับของจิปาถะอื่นๆ ตีเป็นเงินห้าหมื่นตำลึง ส่วนเรื่องที่กระหม่อมบอกว่าเชื้อพระวงศ์จะกลายเป็นสวะในภายภาคหน้านั้น พวกท่านอย่าเพิ่งโต้แย้งกระหม่อมเลยพ่ะย่ะค่ะ รุ่นของพวกท่านอาจจะยังไม่เป็นสวะ แต่หลังจากนั้นเล่าพ่ะย่ะค่ะ? รุ่นที่สอง รุ่นที่สาม... จนถึงรุ่นที่เจ็ด รุ่นที่แปด องค์รัชทายาททรงกล้ารับประกันหรือไม่ว่าทุกรุ่นจะมีฮ่องเต้ผู้ทรงธรรม และชินอ๋องกับบรรดาอ๋องในแต่ละรุ่นล้วนเป็นคนดีทั้งหมด?"

"พวกท่านจำเรื่องราวของโจวเหวินหวังเมื่อพันกว่าปีก่อนที่ลากราชรถแปดร้อยก้าว อันเป็นรากฐานกำหนดอายุขัยราชวงศ์โจวแปดร้อยปีได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ตอนที่โจวเหวินหวังรู้คำตอบจากเจียงจื่อหยาว่าราชวงศ์โจวจะมีอายุเพียงแปดร้อยปี พระองค์ก็ทรงสาบานต่อฟ้าทันทีว่า ต่อให้มีเวลาเพียงแปดร้อยปี ก็จะมีฮ่องเต้ผู้ทรงธรรมในทุกยุคทุกสมัย แล้วผลสุดท้ายเป็นอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ? โจวโยวหวังเพื่อแลกกับรอยยิ้มของหญิงงามเปาสื่อ ถึงกับกระทำเรื่องจุดไฟเตือนภัยหยอกล้อเจ้ามณฑล จนกลายเป็นเรื่องเล่าขานเตือนใจอนุชนรุ่นหลัง! นี่หรือพ่ะย่ะค่ะฮ่องเต้ผู้ทรงธรรม? คำสาบานของโจวเหวินหวังมีประโยชน์อันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?"

คำถามที่ยิงมารัวๆ เป็นชุดทำให้จูเปียวถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ ความมั่นใจเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความละอายใจอย่างสุดซึ้ง! เขายืนขมวดคิ้วอยู่บนบันได ทบทวนคำพูดของหลินเป่ยอีกครั้ง ดูเหมือน... มันจะเป็นความจริงตามนั้นทุกประการ

ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก หลินเป่ยก็ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ลงมาอีก!

"อะแฮ่ม พูดออกทะเลไปไกลแล้ว กลับมาที่คำถามเดิมพ่ะย่ะค่ะ เหตุใดกระหม่อมจึงบอกว่าวิธีลดเบี้ยหวัดเพื่อยืดเวลาของฮองเฮาเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ? ตามบันทึกในยุคของกระหม่อม เมื่อถึงคราวที่ต้าหมิงใกล้จะล่มสลาย จำนวนเชื้อพระวงศ์ตามสถิติที่ไม่สมบูรณ์นัก มีอยู่ด้วยกันราวสามแสนคนพ่ะย่ะค่ะ! ทั้งสามแสนคนนี้ ล้วนเป็นสายเลือดตรงของตระกูลจูแห่งต้าหมิงทั้งสิ้น ยังไม่ได้นับรวมสายเลือดรองเลยนะพ่ะย่ะค่ะ ขอทูลถามฮองเฮาและองค์รัชทายาท เชื้อพระวงศ์หนึ่งคน ต่อให้ได้รับเงินเพียงหนึ่งร้อยตำลึง โดยไม่รวมของอย่างอื่น เมื่อนำมารวมกันแล้วในหนึ่งปี พวกท่านทราบหรือไม่ว่าเป็นเงินเท่าไร? สามสิบล้านตำลึงเงินพ่ะย่ะค่ะ! ต้าหมิงทั้งประเทศจะต้องเก็บภาษีมากมายมหาศาลเพียงใด จึงจะเลี้ยงดูคนจำนวนมากขนาดนี้ได้ไหว?"

จูเปียวที่อุตส่าห์ตั้งสติได้ ริมฝีปากพลันซีดเผือดลงอีกครั้ง เมื่อได้ยินคำว่าเชื้อพระวงศ์สามแสนคน รูม่านตาของเขาก็หดเล็กลงเท่ารูเข็มทันที เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเมื่อถึงยุคหลัง ลูกหลานของเขาจะขยายเผ่าพันธุ์จนมีเชื้อพระวงศ์มากมายถึงเพียงนี้

"นี่... เป็นไปไม่ได้กระมัง ลูกหลานเชื้อพระวงศ์จะมีมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"

จูเปียวพยายามดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย จึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ตอนที่พูดออกไป แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่ค่อยมั่นใจนัก และหลินเป่ยก็ตอกย้ำความจริงให้เขารู้

"หึ! เป็นไปไม่ได้หรือพ่ะย่ะค่ะ? องค์รัชทายาท พวกท่านมองการณ์สั้นเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ ไม่ต้องพูดถึงใครอื่น เอาแค่พระองค์กับพระอนุชา องค์ชายยี่สิบพระองค์ แต่ละคนมีบุตรห้าคน รวมกันเป็นเท่าไรพ่ะย่ะค่ะ? หนึ่งร้อยคน! วันหน้าหนึ่งร้อยคนนี้ก็มีบุตรอีก คนละห้าคน ก็กลายเป็นห้าร้อยคน! หากคำนวณแบบทวีคูณเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ไม่เกินห้าสิบปี ตระกูลจูก็ต้องเลี้ยงดูเชื้อพระวงศ์อย่างน้อยหนึ่งพันคนแล้วพ่ะย่ะค่ะ พระองค์อย่าคิดว่ากระหม่อมพูดปดนะพ่ะย่ะค่ะ ในประวัติศาสตร์ คนที่มีลูกเป็นร้อยคนก็มีอยู่ถมเทไป"

ยิ่งหลินเป่ยพูดก็ยิ่งออกรสออกชาติ เวลานี้เขาราวกับนักเล่านิทาน มือไม้ขยับวาดลวดลายไปในอากาศราวกับมีกระดานดำที่มองไม่เห็นตั้งอยู่ตรงหน้า

เมื่อเขาหยุดพูด จูเปียวและหม่าฮองเฮาก็มีสีหน้าอมทุกข์หม่นหมองไปเรียบร้อยแล้ว เนิ่นนานผ่านไป หม่าฮองเฮาจึงทอดถอนใจยาว

"เฮ้อ~ ไม่คิดเลยว่า กฎมณเฑียรบาลข้อแรกที่ฉงปาตั้งขึ้น จะกลายเป็นอาวุธลับที่ปลิดชีพต้าหมิงเสียเอง เปียวเอ๋อร์ เจ้ามีอะไรอยากจะกล่าวหรือไม่?"

หม่าฮองเฮามองบุตรชายด้วยสายตาคาดหวัง เมื่อได้ยินเสียงของมารดา จูเปียวก็ได้สติ แต่ไม่ได้ตอบกลับในทันที เขาทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างจนใจ บ่งบอกว่าเขาเองก็จนปัญญาเช่นกัน

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็หันไปมองหลินเป่ย

"หรือว่า... นี่จะเป็นทางตัน? ไม่มีวิธีใดที่จะทำลายทางตันนี้ได้เลย?"

จบบทที่ ตอนที่ 7 ตลกร้ายขั้นสุด จูเปียวคือฮ่องเต้

คัดลอกลิงก์แล้ว