เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33 ผมชื่อหลินโยว เป็นแค่คนธรรมดาครับ

บทที่ 33 ผมชื่อหลินโยว เป็นแค่คนธรรมดาครับ

บทที่ 33 ผมชื่อหลินโยว เป็นแค่คนธรรมดาครับ


"ผมชื่อหลินโยวครับ"

"เป็นแค่คนธรรมดา... ที่เพิ่งจะตื่นรู้... และพอจะมีพลังพิเศษติดตัวอยู่นิดหน่อย... มั้งครับ"

หลังจากที่ลั่วซีกล่าวแนะนำตัวเสร็จ หลินโยวก็แนะนำตัวกลับไปสั้นๆ

ทว่าตอนที่เขาพยายามจะอธิบายสถานะของตัวเอง น้ำเสียงของเขากลับฟังดูแผ่วเบาและไร้ความมั่นใจอย่างเห็นได้ชัด

ก็แหม... ถึงแม้เขาจะเพิ่งมีโอกาสได้เสวนากับลั่วซีเพียงแค่ไม่กี่ประโยค แต่ท่าทีแปลกๆ และความหวาดระแวงที่เธอแสดงออกต่อเขามันชัดเจนมาก ชัดเจนซะจนตัวเขาเองชักจะเริ่มไม่มั่นใจในตัวเองขึ้นมาแล้วเนี่ย

หลินโยวแอบหมายมั่นปั้นมือไว้ในใจเลยว่า ก่อนจะเดินก้าวเท้าออกจากสภาบริหาร เขาจะต้องขอร้องให้ลั่วซีช่วยตรวจเช็กสภาพร่างกายให้เขาสักหน่อย เพื่อความสบายใจ

"หลินโยวเหรอคะ... รับทราบค่ะ ฉันจะจำชื่อนี้เอาไว้"

ลั่วซีพึมพำชื่อของเขาซ้ำอีกครั้งด้วยเสียงแผ่วเบา เมื่อสัมผัสได้ว่าชื่อของชายหนุ่มไม่ได้แฝงไปด้วยมลพิษใดๆ เธอก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะเบนสายตาไปทางเด็กสาวที่เอาแต่นั่งเงียบเป็นเป่าสากอยู่ข้างๆ หลินโยว

"แล้วท่านนี้คือ..."

"ไป๋หลิงซิง ผู้ติดตามรับใช้พระผู้เป็นเจ้าค่ะ"

"รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสสนทนากับท่านค่ะ ท่านประธาน"

...

ต่างจากหลินโยวที่แนะนำตัวอย่างชิลๆ สบายๆ ไป๋หลิงซิงกลับเปิดตัวด้วยท่าทีที่ดูเป็นทางการและเต็มไปด้วยความนอบน้อม

ก่อนที่เธอจะเอื้อนเอ่ยประโยคแนะนำตัวออกมา เธอได้ลุกขึ้นยืนตัวตรง แล้วโค้งคำนับให้ลั่วซีอย่างสุภาพเรียบร้อย

เมื่อเห็นท่าทางที่เป็นทางการเบอร์นั้นของไป๋หลิงซิง หลินโยวก็เพิ่งจะฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า อีกฝ่ายเป็นถึงผู้นำระดับสูงขององค์กร แต่ตัวเขาดันแนะนำตัวไปแบบส่งเดช โดยลืมแสดงมารยาทพื้นฐานไปเสียสนิท

ชายหนุ่มจึงรีบเด้งตัวลุกขึ้นยืนตามเด็กสาวทันที

ทางฝั่งของลั่วซีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เมื่อเห็นหลินโยวพรวดพราดลุกขึ้นยืนตามไป๋หลิงซิง เปลือกตาของเธอก็กระตุกวาบ เธอรีบดีดตัวลุกขึ้นยืนตามเขาทันทีราวกับถูกสปริงดีด

"นั่งลงเถอะค่ะ ไม่ต้องมากพิธีหรอก ฉันไม่ถือสาเรื่องพวกนี้หรอกค่ะ"

ลั่วซีแกล้งโบกมือปัดๆ ทำเป็นไม่ใส่ใจ และเมื่อเห็นหลินโยวทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอก็ยอมทิ้งตัวลงนั่งตาม

หลังจากก้นแตะเก้าอี้ หลินโยวก็สังเกตเห็นว่าไป๋หลิงซิงยังคงยืนตัวแข็งทื่ออยู่ เขาจึงเอื้อมมือไปกระตุกปลายแขนเสื้อของเธอเบาๆ เป็นเชิงรั้งให้เธอลงมานั่งด้วยกัน

...

"ช่วยเล่าประสบการณ์การเผชิญหน้ากับเงามืดตนนั้นให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ ฉันอยากรู้จริงๆ ว่ามีสาเหตุอะไรที่ทำให้เงามืดระดับนั้น ยอมลดตัวลงมาจุติในจักรวาลพื้นผิวได้"

"ตามหลักการแล้ว หากไม่มีวัตถุหรือตัวแปรใดที่ทรงพลังพอจะดึงดูดความสนใจของเงามืดได้ พวกมันก็ไม่น่าจะหุนหันพลันแล่นเสด็จลงมาแบบนี้หรอกนะคะ"

ลั่วซีวาง 'โลกทัศน์ทางสสารสัมบูรณ์' ลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะลงบนพื้นโต๊ะเป็นจังหวะเบาๆ ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่หลินโยวเขม็งแบบไม่ยอมให้คลาดสายตา

ในขณะเดียวกัน ไป๋หลิงซิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็แอบเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ก่อนหน้านี้เธอก็เคยเซ้าซี้ถามหลินโยวถึงต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เทพมารเสด็จลงมาแล้ว แต่ตอนนั้นชายหนุ่มเอาแต่อึกอักไม่ยอมเล่า

แต่ตอนนี้ เมื่อต้องมาอยู่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสภาบริหาร เขาคงจะยอมปริปากบอกความจริงออกมาแล้วล่ะมั้ง

"เอ่อ..."

หลินโยวมีท่าทีอึกอักและลังเลอย่างเห็นได้ชัด

"ถ้ามันเป็นเรื่องที่พูดลำบากใจ งั้นก็ไม่เป็นไรค่ะ"

เมื่อเห็นท่าทางอึกอักของหลินโยว ลั่วซีก็โบกมือปฏิเสธอย่างนุ่มนวล โดยไม่ได้ดึงดันจะคั้นเอาคำตอบให้ได้

จริงอยู่ที่ถ้าหลินโยวสามารถบอกสาเหตุการเสด็จลงมาของเงามืดได้ การปฏิบัติงานของสภาบริหารในพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษก็จะง่ายดายและราบรื่นขึ้นอีกเป็นกอง

แต่ในเมื่อชายหนุ่มดูมีท่าทีไม่เต็มใจจะพูด ต่อให้ลั่วซีจะอยากรู้ใจแทบขาด เธอก็ไม่กล้าไปบีบบังคับเขาหรอก

"เอาจริงๆ มันก็ไม่ได้ถึงกับเล่าไม่ได้หรอกครับ แค่เรื่องมันอาจจะ..."

หลินโยวลังเลอยู่อึดใจหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยอมเปิดปาก

"มันอาจจะฟังดูพิลึกพิลั่นเกินจริงไปสักหน่อยใช่ไหมคะ ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ วิธีคิดและการกระทำของพวกเงามืดน่ะ มันอยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ปุถุชนอย่างพวกเราอยู่แล้ว สิ่งที่มนุษย์อย่างพวกเรามองว่าเป็นเรื่องพิลึกพิลั่นเหนือธรรมชาติ บางทีมันอาจจะเป็นเป้าหมายสูงสุดที่พวกเงามืดต้องการจะบรรลุก็ได้นะคะ"

เมื่อเห็นว่าหลินโยวเริ่มมีท่าทีโอนอ่อน ลั่วซีก็คิดไปเองว่าเธอสามารถอ่านทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตใจชายหนุ่มได้ เธอจึงรีบพูดให้กำลังใจเขา เพื่อให้เขากล้าที่จะเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดออกมา

ต่อให้เรื่องราวที่หลินโยวเล่ามันจะพิลึกพิลั่นหลุดโลกสักแค่ไหน เธอก็มั่นใจว่าเธอรับไหว

"โอเคครับ งั้นผมเล่าเลยละกัน แต่บอกไว้ก่อนนะ คุณห้ามหาว่าผมโม้เด็ดขาด"

หลินโยวออกตัวกางบาเรียป้องกันตัวเองไว้ก่อนล่วงหน้า จากนั้น ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของลั่วซี และแววตาอยากรู้อยากเห็นของไป๋หลิงซิง เขาก็ค่อยๆ เริ่มเล่า

"ตอนนั้นตาลุงนักตกปลาเพิ่งจะช่วยผมจับซา... เอ้ย จับสาวกของมารดรวิปลาสมาได้ตัวนึง พอดีว่าผมกับไอ้หมอนั่นเรามีเรื่องบาดหมางกันนิดหน่อย ผมก็เลยกะจะสั่งสอนมันซะบ้าง"

"แต่ในเมื่อผมเป็นแค่ผู้ตื่นรู้หน้าใหม่ เรี่ยวแรงก็พอๆ กับคนธรรมดาทั่วไป ขืนไปสู้กันซึ่งๆ หน้า ผมก็คงเอาชนะมันไม่ได้หรอก"

"เพราะงั้น ผมก็เลยต้องงัด 'กลวิธีพิเศษ' มาใช้จัดการกับมัน"

พูดมาถึงตรงนี้ หลินโยวก็จงใจเว้นจังหวะเอาไว้

ลั่วซีและไป๋หลิงซิงถึงกับกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว พวกเธอต่างรู้ดีแก่ใจว่า 'กลวิธีพิเศษ' ที่หลินโยวพูดถึงนี้ จะต้องเป็นกุญแจสำคัญที่ไขปริศนาการเสด็จจุติของมารดรวิปลาสอย่างแน่นอน

หลินโยวใช้สองมือลูบหน้าตัวเองแรงๆ พยายามปรับสีหน้าให้ดูจริงจังและเคร่งขรึมที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่ลูบไปได้แค่สองสามที เขาก็ถอดใจ

เขาตัดสินใจก้มหน้าลงต่ำ เพื่อให้มั่นใจว่าลั่วซีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามจะมองไม่เห็นใบหน้าที่กำลังกลั้นขำของเขา ก่อนจะเริ่มเล่าต่อ

"ผมก็เลยจัดการด่ากราดมารดรวิปลาสชุดใหญ่ต่อหน้าต่อตาสาวกของมันเลยน่ะสิครับ"

"ส่วนรายละเอียดว่าผมด่าอะไรไปบ้าง ผมขออนุญาตข้ามไปละกันนะครับ เอาเป็นว่าคำด่าของผมน่ะ คนปกติทั่วไปฟังแล้วยังของขึ้นเลย"

"หลังจากนั้น มารดรวิปลาสก็เสด็จลงมาเลยครับ โดยใช้ร่างของสาวกเป็นสื่อกลางในการจุติ"

"แต่แล้ว ตาลุงนักตกปลาก็ดันสังเกตเห็นความผิดปกติเข้า เขาก็เลยลงมือจัดการสาวกตัวนั้นจนแหลกเป็นผุยผงไปเลย"

"พอขาดสื่อกลาง มารดรวิปลาสก็เลยจุติไม่สำเร็จครับ"

เมื่อหลินโยวเล่าจบ เขาก็แทบจะกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่แล้ว

ส่วนไป๋หลิงซิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง เธอคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเทพมารระดับนั้น จะถูกคนด่าจนทนไม่ไหว ต้องลงมาเอาเรื่องถึงที่

นี่หลินโยวสรรหาคำด่าแบบไหนไปด่าท่านเนี่ย ท่านถึงได้พิโรธขนาดนี้

ทางฝั่งของลั่วซีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็มีสีหน้าเหวอรับประทานไม่ต่างจากไป๋หลิงซิง เธอเองก็อึ้งกิมกี่ไปกับ 'วิธีการล่อบอส' สุดแหวกแนวของหลินโยวเหมือนกัน

ทว่านอกจากความตกตะลึงแล้ว เธอยังสามารถจับประเด็นสำคัญบางอย่างที่แฝงอยู่ในคำบอกเล่าของชายหนุ่มได้อีกด้วย

จากที่หลินโยวเล่า มารดรวิปลาสได้ใช้สาวกเป็นสื่อกลางและเสด็จลงมาจุติจริงๆ แล้ว

แต่ในจังหวะหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น สื่อกลางของมารดรวิปลาสกลับถูก 'ตาลุงนักตกปลา' หรือก็คือ 'นักตกปลา' ลบหายไปจากสารบบดื้อๆ

นี่มันหมายความว่า... นักตกปลามีพลังอำนาจทัดเทียมและสามารถต่อกรกับเงามืดได้งั้นหรือ

เมื่อคิดได้ดังนั้น หัวใจของลั่วซีก็หนักอึ้งขึ้นมาทันที

ความน่ากลัวของนักตกปลา แตกต่างจากพวกเงามืดที่ถูกจองจำอยู่ในเขตแดนเบื้องลึก เพราะเขาถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของ 'เอนทิตี' ซึ่งหมายความว่า เขาสามารถเดินทอดน่องไปมาในจักรวาลพื้นผิวได้อย่างอิสระเสรี

การมีตัวตนระดับเดียวกับเงามืด ที่สามารถเดินเพ่นพ่านไปไหนมาไหนบนโลกได้อย่างเสรี แค่คิดก็ขนหัวลุกแล้ว

"เหตุการณ์การเสด็จจุติของเทพมารก็มีประมาณนี้แหละครับ เรื่องนี้ผมเองก็มีส่วนผิดอยู่เหมือนกัน ถ้ามีผลกระทบอะไรตามมา ผมก็ยินดีจะช่วยจัดการแก้ไขให้เต็มที่เลยครับ"

เมื่อเห็นลั่วซีเอาแต่นั่งเงียบ หลินโยวก็คิดไปเองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคงจะส่งผลกระทบอะไรที่ร้ายแรงมากแน่ๆ

ถึงแม้หลินโยวจะเป็นคนประเภทที่ไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน แต่เหตุการณ์ในครั้งนี้มันก็มีจุดเริ่มต้นมาจากความปากดีของเขา เขาก็ควรจะมีความรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำลงไปบ้าง

แต่พอหวนนึกถึงพละกำลังอันน้อยนิดของตัวเองในร่างคนธรรมดา เขาก็รีบพูดดักทางเอาไว้ก่อน

"แต่ผมก็เป็นแค่คนธรรมดานะครับ อย่าคาดหวังหรือใช้งานผมหนักเกินไปล่ะ"

ลั่วซีได้แต่นั่งอึ้ง

คนที่สามารถยืนประจันหน้ากับเงามืดแล้วไม่ได้รับผลกระทบจากมลพิษเลยแม้แต่นิดเดียว กล้าเรียกตัวเองว่าคนธรรมดางั้นเหรอ ถ้าหมอนี่เป็นคนธรรมดา แล้วผู้ตื่นรู้อย่างพวกเธอเรียกว่าอะไรล่ะ

มนุษย์กลายพันธุ์งั้นหรือ

"เนื่องจากตอนนี้วัตถุวิเศษชิ้นสำคัญของทางสภาบริหารเกิดการชำรุดเสียหาย พวกเราจึงยังไม่สามารถส่งทีมลงพื้นที่เพื่อไปตรวจสอบจุดที่เงามืดเสด็จลงมาได้ในทันทีค่ะ"

"แต่จากสถานการณ์ที่คุณเล่ามา โอกาสที่จะเกิดปัญหาบานปลายตามมาก็น่าจะมีน้อยมากค่ะ"

ลั่วซีไตร่ตรองดูแล้ว เธอไม่คิดจะฉวยโอกาสใช้งานหลินโยวเพียงเพราะเขาดูเป็นคนว่าง่ายหรอกนะ

สถานะของหลินโยวในตอนนี้ จัดอยู่ในกลุ่มตัวตนที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของเหตุผลและตรรกะทั่วไป ขืนให้เขาเข้าไปยุ่งย่าม ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันอะไรขึ้นมาให้ปวดหัวหนักกว่าเดิมก็ได้

จบบทที่ บทที่ 33 ผมชื่อหลินโยว เป็นแค่คนธรรมดาครับ

คัดลอกลิงก์แล้ว