- หน้าแรก
- ข้ามโลกไปเป็นเด็กฝึกงานพิพิธภัณฑ์ เปิดฉากมาก็ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเทพมาร
- บทที่ 27 มุ่งหน้าสู่สภาบริหาร
บทที่ 27 มุ่งหน้าสู่สภาบริหาร
บทที่ 27 มุ่งหน้าสู่สภาบริหาร
สภาบริหาร สาขาเซี่ยงไฮ้
บรรยากาศภายในสาขาเซี่ยงไฮ้เวลานี้ชุลมุนวุ่นวายราวกับกำลังจัดงานเทศกาลปีใหม่ เสียงสัญญาณเตือนภัยหลากรูปแบบดังกึกก้อง แสงไฟแจ้งเตือนสารพัดสีสาดแสงกะพริบวิบวับสลับกันไปมาอย่างไม่หยุดหย่อน
เฉียนเจิ้นจงปวดหัวจนแทบจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ลำพังแค่เรื่องเครื่องปั่นด้ายแห่งเหตุและผลพัง เขาก็โดนท่านประธานด่ายับจนหูชาไปรอบนึงแล้ว นี่ยังไม่ทันที่ท่านประธานจะหายโกรธ ก็ดันเกิดเหตุการณ์มลพิษระดับ "จุดจบ" โผล่ขึ้นมากลางเขตความรับผิดชอบของเขาอีก
เหตุการณ์ที่จะก่อให้เกิดมลพิษในสเกลระดับนี้ได้ มีความเป็นไปได้อยู่แค่สามทางเท่านั้นคือ หนึ่ง วัตถุกักกันระดับจุดจบเกิดการทำงานผิดพลาด หรือสอง มีตัวตนลี้ลับที่ครอบครองพลังระดับจุดจบโผล่ขึ้นมา
แต่ถ้าหากไม่ใช่ทั้งสองข้อที่ว่ามาล่ะก็... หายนะของจริงได้มาเยือนแล้วล่ะ เพราะนั่นหมายความว่าเอนทิตีจากเขตแดนเบื้องลึก ได้ทะลวงผ่านมิติลงมาประทับที่จักรวาลพื้นผิวแล้วน่ะสิ!
ทันทีที่เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น ไม่ใช่แค่สาขาเซี่ยงไฮ้เท่านั้น แต่กองกำลังทั้งหมดของสภาบริหารก็ถูกเรียกตัวด่วนให้สแตนด์บายรับมือทันที
ขนาดท่านประธานสภาบริหารที่เพิ่งจะไปถล่มหลุมดำมาหมาดๆ ยังต้องถ่อสังขารมาที่สาขาเซี่ยงไฮ้อย่างเร่งด่วน โดยที่ยังไม่ได้หยุดพักหายใจเลยด้วยซ้ำ
แต่ก็นับว่าฟ้ายังมีตา เพราะดูเหมือนว่าเหตุการณ์การจุติของเงามืดในครั้งนี้ จะเป็นแค่การเล่นตลกอะไรบางอย่างเท่านั้น เนื่องจากในช่วงที่เสียงสัญญาณเตือนภัยดังกระหึ่มถึงขีดสุด จู่ๆ ค่ามลพิษมหาศาลเหล่านั้นก็อันตรธานหายไปดื้อๆ เสียอย่างนั้น
เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ท่านประธานสภาบริหารจึงยังไม่อนุมัติให้ส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เกิดเหตุในทันที
โดยปกติแล้ว ในอาณาบริเวณที่เงามืดเคยเสด็จลงมาประทับ ต่อให้พวกมันจะถอนตัวกลับไปยังเขตแดนเบื้องลึกแล้วก็ตามที แต่มลพิษระดับเข้มข้นจะยังคงตกค้างอยู่ หากไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่รัดกุมเพียงพอ ผู้ตื่นรู้หน้าไหนที่ย่างกรายเข้าไป ก็มีอันต้องถูกมลพิษกัดกินจนกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดอย่างแน่นอน
ดังนั้น วิธีเดียวที่จะเข้าไปสำรวจพื้นที่จุดเกิดเหตุได้อย่างปลอดภัย ก็คือการพึ่งพาพลังของวัตถุวิเศษในการสร้างเกราะป้องกัน หรือไม่ก็ต้องส่ง 'ผู้สูญเสียเอนโทรปี' เข้าไปลุยเดี่ยวแทน
แต่พอคิดจะใช้วิธีนี้ ปัญหาใหม่ก็ผุดขึ้นมาให้ปวดหัวอีก
เพราะนอกจากเครื่องปั่นด้ายแห่งเหตุและผลแล้ว ก็ไม่มีวัตถุวิเศษชิ้นไหนเลยที่ทรงพลังพอจะต้านทานมลพิษระดับจุดจบได้ แต่การชำรุดของเครื่องปั่นด้ายแห่งเหตุและผลในครั้งก่อน มันก็สร้างแผลใจให้ท่านประธานไปไม่น้อย ทำให้ในช่วงนี้ เธอปฏิเสธเสียงแข็งที่จะเอาวัตถุวิเศษชิ้นไหนไปเสี่ยงอันตรายอีก
ครั้นจะเปลี่ยนแผนไปใช้ผู้สูญเสียเอนโทรปี ปัญหาก็ตามมาเป็นหางว่าวอีกเช่นกัน
ด้วยความพิเศษเฉพาะตัวของผู้สูญเสียเอนโทรปี ทำให้ค่าเอนโทรปีทางปัญญาของพวกเขาถูกล็อกเอาไว้ที่ "0" ถาวร ซึ่งข้อดีก็คือ พวกเขาจะไม่มีวันถูกมลพิษกัดกินโดยเด็ดขาด
แต่ข้อเสียก็คือ การที่ค่าเอนโทรปีถูกล็อกไว้ที่ "0" มันก็เท่ากับว่า ผู้สูญเสียเอนโทรปีก็เป็นแค่คนธรรมดาเดินดินดีๆ นี่เอง
ในเวลาปฏิบัติภารกิจ ผู้สูญเสียเอนโทรปีจึงจำเป็นต้องมีผู้ตื่นรู้คอยคุ้มกันอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเป็นภารกิจรับมือมลพิษระดับจุดจบแบบนี้ด้วยแล้ว ตามหลักการ ก็ยิ่งต้องใช้ผู้ตื่นรู้ที่มีค่าเอนโทรปีสูงปรี๊ดมาเป็นคนคุ้มกันถึงจะเอาอยู่
และจุดบอดของแผนการทั้งหมด มันก็มาตกม้าตายเอาตรงนี้นี่แหละ
หลังจากประชุมเครียดกันจนหัวแทบระเบิด ในที่สุดทางสภาบริหารก็มีมติให้ชะลอการตรวจสอบเหตุการณ์มลพิษระดับจุดจบในครั้งนี้เอาไว้ก่อน โดยจะเน้นไปที่การเฝ้าสังเกตการณ์ระยะไกล และจะยังไม่มีการส่งผู้ตื่นรู้ลงพื้นที่เด็ดขาด
แต่มติดังกล่าว ก็ดันไปตกหนักที่เหล่าเจ้าหน้าที่ประจำสาขาเซี่ยงไฮ้เข้าอย่างจัง
เพราะตราบใดที่ยังไม่สามารถระบุต้นตอของมลพิษระดับจุดจบให้แน่ชัดได้ สัญญาณเตือนภัยในสาขาก็จะไม่มีวันดับลง และต่อให้เฉียนเจิ้นจงจะมีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าสาขา เขาก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องหรือสั่งปิดระบบเตือนภัยนี้ได้เลยแม้แต่น้อย
......
"เมื่อกี้คุณหายไปไหนมาคะ"
ทันทีที่หลินโยวโผล่หน้าออกมาจากลิฟต์ ไป๋หลิงซิงที่ยืนรออยู่หน้าประตูก็สะดุ้งโหยง ตัวลอยละลิ่วขึ้นจากพื้นราวกับลูกแมวที่ถูกเหยียบหาง
ในการรับรู้ของเธอ บัดนี้ร่างของหลินโยวถูกห้อมล้อมไปด้วยมลพิษสุดแสนจะน่าสะพรึงกลัว เป็นมลพิษระดับที่เธอไม่เคยพบเคยเห็น และไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อมาก่อนในชีวิต
แม้แต่ชื่อก็ยังไม่เคยได้ยินเลยด้วยซ้ำ ว่าบนโลกใบนี้จะมีมลพิษที่เข้มข้นถึงระดับนี้ดำรงอยู่ด้วย
เมื่อต้องมายืนอยู่ต่อหน้าหลินโยวในสภาพนี้ ต่อให้ไป๋หลิงซิงจะภาวนาเรียกชื่อพระผู้เป็นเจ้าในใจจนคอหอยแตก เธอก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ได้ช่วยให้เธอรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาเลยสักนิด
"เกิดเรื่องนิดหน่อยน่ะครับ เมื่อกี้ซา... เอ้ย เทพมาร ดันโผล่มาซะงั้น แต่ไม่ต้องห่วงนะ ตอนนี้เคลียร์เรียบร้อยแล้ว ตาลุงนักตกปลาซัดเทพมารกระเด็นกลับหลุมไปแล้วล่ะครับ"
หลินโยวเล่าเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่ให้ไป๋หลิงซิงฟังแบบคร่าวๆ แถมยังไม่ลืมที่จะใส่สีตีไข่ อวยสรรพคุณตาลุงนักตกปลาเพิ่มเข้าไปอีกชุดใหญ่
ถึงแม้ว่าเมื่อกี้ตาลุงนักตกปลาจะออกตัวว่า ตัวเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเอาชนะซาโทเอะได้หรือเปล่า แต่ในเมื่อไป๋หลิงซิงไม่รู้นี่นา
แล้วทำไมเขาจะโม้ให้มันดูเท่ๆ หน่อยไม่ได้ล่ะ จริงไหม
"เทพมารเสด็จลงมาเหรอคะ นี่มันเรื่องเป็นไปไม่ได้เลยนะ! หรือว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงอะไรขึ้นคะ"
พอได้ยินว่าต้นตอของมลพิษบนตัวหลินโยวมาจากเทพมารตัวเป็นๆ ไป๋หลิงซิงก็ผงะถอยหลังไปหลายก้าวโดยสัญชาตญาณ
จากนั้น ความสงสัยมากมายก็ประดังประเดเข้ามาในหัวของเธอ
ทางสภาบริหารได้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์มลพิษให้ผู้ตื่นรู้ทุกคนได้รับทราบอยู่แล้ว ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่ก็ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับเขตแดนเบื้องลึกทั้งสิ้น
ตามรายงานของสภาบริหาร โดยปกติแล้ว ตัวตนที่อาศัยอยู่ในเขตแดนเบื้องลึก จะไม่มีทางทะลวงผ่านมิติลงมาจุติในจักรวาลพื้นผิวได้อย่างเด็ดขาด เพราะระยะห่างระหว่างสองมิตินี้มันไกลกันสุดกู่ แถมกฎเกณฑ์ต่างๆ ของทั้งสองที่ก็ยังแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวอีกต่างหาก
พวกตัวตนจากเขตแดนเบื้องลึก มักจะใช้วิธีสร้างมิติพิศวงขึ้นมา เพื่อเป็นช่องทางในการแทรกซึมเข้าสู่จักรวาลพื้นผิวอย่างช้าๆ มากกว่า
นับตั้งแต่มีการก่อตั้งสภาบริหารขึ้นมา จำนวนครั้งที่มีการบันทึกว่าเทพมารเสด็จลงมาจุติในจักรวาลพื้นผิวนั้น แทบจะนับครั้งได้เลย
ไป๋หลิงซิงก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองควรจะรู้สึกโชคดีหรือโชคร้ายดี ที่มีโอกาสได้สัมผัสกับบรรยากาศการจุติของเทพมารในช่วงชีวิตนี้
"เอ่อ... เอาจริงๆ มันก็ไม่ได้มีเรื่องร้ายแรงอะไรหรอกครับ เทพมารนั่นก็ยังไม่ได้เสด็จลงมาเต็มตัวด้วยซ้ำ"
"แค่เพิ่งจะโผล่กลิ่นอายมานิดหน่อย ตาลุงนักตกปลาก็ชิงพังช่องทางเชื่อมต่อทิ้งไปซะก่อนน่ะครับ"
หลินโยวลูบจมูกตัวเองแก้เก้อ
ถึงแม้ไป๋หลิงซิงจะเต็มไปด้วยความสงสัยและอยากรู้เต็มประดา แต่หลินโยวก็ไม่สามารถอธิบายความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์นี้ให้เธอฟังได้
ขืนเขาบอกไปว่า 'ผมไปด่ากราดเทพมารเข้าให้ เทพมารก็เลยของขึ้น เตรียมจะเสด็จลงมาเชือดผม' มีหวังเธอได้ช็อกตายแน่ๆ
และต่อให้เขาเล่าความจริงไป ไป๋หลิงซิงก็คงไม่มีวันเชื่อเขาอยู่ดี
เผลอๆ อาจจะทำเป็นเออออห่อหมกไปตามน้ำ แต่ลับหลังก็คงแอบด่าว่าเขาเป็นไอ้บ้าแน่ๆ
"สรุปก็คือ คุณได้มีการสัมผัสกับเทพมารองค์นั้นไปแล้ว ใช่ไหมคะ"
หลินโยวคิดว่านี่มันก็แค่เรื่องจิ๊บจ๊อย เขาเลยไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจ
แต่ในทางกลับกัน ไป๋หลิงซิงกลับจ้องมองเขาด้วยสายตาที่จริงจังสุดขีด น้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยความตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด
ท่าทีที่ขึงขังของไป๋หลิงซิง ทำให้หลินโยวเริ่มรู้สึกหวั่นใจขึ้นมานิดๆ เขาจึงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
"ผมกับมัน... ก็น่าจะแค่สัมผัสกันทางอ้อมเฉยๆ นะครับ มีปัญหาอะไรเหรอ"
"เราต้องรีบเอาเรื่องนี้ไปแจ้งให้ทางสภาบริหารทราบเดี๋ยวนี้เลยค่ะ"
มือข้างหนึ่งของไป๋หลิงซิงกำจี้กางเขนเอาไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างก็คว้าหมับเข้าที่ท่อนแขนของหลินโยว ก่อนจะออกแรงกึ่งลากกึ่งจูงชายหนุ่มให้เดินไปที่ลิฟต์
เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไปเอาความกล้ามาจากไหน แต่พอคิดถึงผลลัพธ์อันเลวร้ายที่จะตามมาหากปล่อยเรื่องนี้ทิ้งไว้ ไป๋หลิงซิงก็ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอะไรทั้งนั้น
ต่อให้ไป๋หลิงซิงจะไม่ได้มีอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ประเภท 'พร้อมสละชีพเพื่อพิทักษ์โลก' แต่เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์คอขาดบาดตายเช่นนี้ เธอก็จำเป็นต้องรีบรายงานเรื่องนี้ให้เบื้องบนทราบโดยเร็วที่สุด
ถ้าโทรศัพท์ของเธอไม่พังป่นปี้ไปซะก่อน ป่านนี้เธอคงต่อสายตรงแจ้งทางการไปตั้งนานแล้ว
"ไม่เห็นจะต้องรีบร้อนขนาดนั้นเลยนี่ครับ เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยไปไม่ได้เหรอ"
แม้ร่างกายจะโดนไป๋หลิงซิงลากถูลู่ถูกังเข้าไปในลิฟต์ แต่ปากของหลินโยวก็ยังคงบ่นกระปอดกระแปดอย่างไม่สะทกสะท้าน
ก็แหม ในมุมมองของหลินโยว เหตุผลที่ไป๋หลิงซิงต้องลากเขาไปสภาบริหารให้ได้ ก็เป็นเพราะเธอไม่เข้าใจสภาพร่างกายของเขาเลยสักนิด
ตัวเขาเองปนเปื้อนมลพิษหรือเปล่า ทำไมเขาจะไม่รู้ล่ะ
ก็ลวดลายบนมือซ้ายของเขา ไม่เห็นมันจะขยับเขยื้อนลุกลามไปไหนเลยนี่นา