เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24 ค่าเอนโทรปีทางปัญญา

บทที่ 24 ค่าเอนโทรปีทางปัญญา

บทที่ 24 ค่าเอนโทรปีทางปัญญา


"วันนี้ผมเผลอหลุดเข้าไปในมิติแปลกประหลาดแห่งหนึ่ง คุณพอจะรู้ไหมครับว่ามิติพวกนี้มันคืออะไรกันแน่"

หลินโยวเล่าประสบการณ์เฉียดตายที่เพิ่งเผชิญมาหมาดๆ ให้ไป๋หลิงซิงฟังอย่างคร่าวๆ

เมื่อรับฟังจนจบ ใบหน้าของเด็กสาวก็ฉายแววครุ่นคิดขึ้นมาทันที

"คุณน่าจะถูกดึงเข้าไปในมิติพิศวงแล้วล่ะค่ะ ในเซี่ยงไฮ้มีมิติพวกนี้ที่ถูกค้นพบแล้วอยู่ไม่น้อยเลย ยิ่งแถวนี้เป็นย่านพลุกพล่านด้วย สภาบริหารเองก็รับมือและกวาดล้างมิติพิศวงพวกนี้ได้ไม่หมดหรอกค่ะ"

"แต่ข้อมูลที่คุณเพิ่งบอกมามันค่อนข้างน้อยไปหน่อย มิติพิศวงหลายแห่งในเซี่ยงไฮ้ก็มีลักษณะตรงกับที่คุณเล่ามาเป๊ะ ฉันยืนยันได้แค่ว่ามิติที่คุณหลงเข้าไปน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับ 'ชีวิต' ค่ะ"

"แต่ถ้าจะให้ระบุเจาะจงลงไปมากกว่านี้ ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน"

"อืม... ตอนอยู่ในมิตินั้น ผมบังเอิญเจอพวกลัทธิคลั่งศาสนาด้วย แถมผมยังสืบข้อมูลเกี่ยวกับเทพมารมาจากมันได้นิดหน่อยด้วยนะ"

หลินโยวเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเล่าเรื่องของตัวเองไปเรื่อยเปื่อย โดยไม่ได้สังเกตสีหน้าที่เริ่มเปลี่ยนไปของไป๋หลิงซิงเลยสักนิด

ความจริงแล้ว ทันทีที่ชายหนุ่มหลุดคำว่า ‘ลัทธิคลั่งศาสนา’ และ ‘เทพมาร’ ออกมา สีหน้าของเด็กสาวก็แปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เพียงแค่ได้ยินคำศัพท์สองคำนี้ เธอก็พอจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้ และแทบจะฟันธงถึงต้นตอของมิติพิศวงแห่งนั้นได้ในทันที

"ตามความเข้าใจของผมนะ ไอ้ตัวที่ผมเจอเนี่ย นอกจากจะเป็นพวกลัทธิคลั่งศาสนาแล้ว มันก็น่าจะถือเป็นเครื่องสังเวยรูปแบบหนึ่งด้วย ท้ายที่สุดแล้วพวกมันก็คงจะต้องจับตัวเองไปบูชายัญให้กับเทพมารองค์นั้นอยู่ดี"

"พวกสาวกหน้าตาพิลึกพิลั่นมาก ผมเองก็ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาบรรยายดี คุณลองจินตนาการดูเอาก็แล้วกัน รูปร่างหน้าตาของพวกมันมาในแนวที่ว่า อยากงอกอะไรตรงไหนให้ใช้งานสะดวกก็งอกออกมาเลย ประมาณนั้นน่ะ"

"และสุดท้าย ผมได้ชื่อของเทพมารที่พวกมันศรัทธามาด้วยนะ ถึงผมจะไม่ค่อยแน่ใจเรื่องการออกเสียงที่ถูกต้องเป๊ะๆ แต่ก็น่าจะออกเสียงประมาณว่า ซาโท..."

"เฮ้ย คุณจะมาควักลูกตาผมทำไมเนี่ย"

หลินโยวพูดยังไม่ทันขาดคำ จู่ๆ เขาก็รู้สึกเย็นวาบที่ดวงตา สองมือเล็กๆ เอื้อมมาตะปบเข้าที่เบ้าตาของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ แถมยังออกแรงกดเอาไว้แน่นราวกับกะจะควักลูกตาดำของเขาออกมาให้ได้ยังไงยังงั้น

ชายหนุ่มยกมือขึ้นมาตามสัญชาตญาณ คว้าหมับเข้าที่มือน้อยๆ คู่ที่กำลังพยายามงัดแงะลูกตาของเขา แล้วจับมันง้างออกไปด้านข้าง

"ฉัน... เมื่อกี้ฉันร้อนใจไปหน่อยน่ะค่ะ ขอโทษทีนะคะ"

ใบหน้าของไป๋หลิงซิงแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย ด้วยความสูงที่ต่างกัน พอหลินโยวยึดข้อมือของเธอเอาไว้ ปลายเท้าของเด็กสาวก็ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ

เดิมทีเธอตั้งใจจะเอื้อมมือไปตะครุบปิดปากเขา แต่ด้วยความที่มองไม่เห็น จึงทำได้แค่กะระยะจากตำแหน่งที่เขาอยู่ สองมือที่กะจะตะปบปากก็เลยพุ่งเป้าพลาดไปประทับรอยนิ้วมือลงบนเบ้าตาของเขาแทน

"ผมไม่เป็นไรครับ แค่ตกใจนิดหน่อยเท่านั้นเอง"

หลินโยวพรูลมหายใจออกมายืดยาว ก่อนจะค่อยๆ วางร่างเล็กที่เขาหิ้วปีกอยู่ลงบนพื้นอย่างเบามือ

"เรามาคุยเรื่องเทพมารนั่นกันต่อดีกว่า สรุปว่ามันชื่อ ซา..."

"หยุดเลยนะคะ ห้ามพูดออกมาเด็ดขาด"

พอได้ยินว่าหลินโยวเตรียมจะเอื้อนเอ่ยพระนามที่แท้จริงของเทพมารองค์นั้นออกมาอีกรอบ ไป๋หลิงซิงก็รีบแหกปากพูดขัดขึ้นมาทันที และเพื่อเป็นการดักทางไม่ให้ชายหนุ่มเอ่ยปากถามอะไรออกมา เธอจึงชิงอธิบายเหตุผลให้เขาฟังเสร็จสรรพ

"การเอ่ยพระนามของเทพมาร จะเป็นการดึงดูดสายตาของเทพมารให้หันมามอง มลพิษระดับนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราจะสามารถแบกรับไหวหรอกนะคะ"

"มันน่ากลัวขนาดนั้นเชียวเหรอครับ"

หลินโยวไม่ได้รู้สึกอินหรือหวาดกลัวอะไรไปกับเธอด้วยเลย แต่เขาก็ยอมหุบปากฉับและไม่พูดชื่อของเทพมารนั่นออกมาอีกอย่างว่าง่าย ถึงอย่างนั้น ภายในใจของชายหนุ่มกลับเอาแต่ท่องคำว่า ‘ซาโทเอะ’ วนไปวนมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทว่ากลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย เขาจึงได้แต่สรุปเอาเองว่า ไป๋หลิงซิงคงจะคิดมากไปเองล่ะมั้ง

ด้วยความกังวลว่าคนตรงหน้าจะมองเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องล้อเล่น ไป๋หลิงซิงจึงเอ่ยเตือนเขาด้วยใบหน้าขึงขังจริงจังสุดขีด

"ไม่ใช่แค่การพูดออกมาหรอกนะคะ สำหรับสิ่งมีชีวิตที่มีค่าเอนโทรปีทางปัญญาค่อนข้างต่ำ ต่อให้แค่คิดชื่อของเทพมารอยู่ในใจ ก็อาจจะโดนรับผลกระทบจากมลพิษขั้นรุนแรงได้เหมือนกัน"

หลินโยวถึงกับสะดุ้งเฮือก

เขาอ้าปากพะงาบๆ รีบเบรกความคิดที่กำลังเตลิดเปิดเปิงของตัวเองอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน ชายหนุ่มก็สังเกตเห็นว่า เมื่อกี้เด็กสาวเพิ่งจะหลุดคำศัพท์ใหม่ที่ไม่คุ้นหูออกมาอีกแล้ว

"ค่าเอนโทรปีทางปัญญาคืออะไรเหรอครับ"

"นี่คุณไม่รู้กระทั่งเรื่องนี้เลยเหรอคะ"

ไป๋หลิงซิงหันขวับมามองในทิศทางของหลินโยวด้วยความตกตะลึง เธอไม่เข้าใจเลยจริงๆ ทั้งๆ ที่ชายหนุ่มเก่งกาจถึงขั้นนี้แท้ๆ แต่ทำไมเรื่องที่เป็นความรู้พื้นฐานแค่นี้ เขาถึงได้ไม่รู้อะไรเลยล่ะ

"คือสถานการณ์ของผมมันค่อนข้างจะพิเศษนิดหน่อยน่ะครับ เอาเป็นว่าคุณมองผมเป็นแค่ผู้ตื่นรู้ระดับธรรมดาที่เพิ่งจะตื่นรู้ได้ไม่นานก็แล้วกัน"

"เพิ่งจะตื่นรู้เหรอคะ"

คำตอบของหลินโยวทำเอาไป๋หลิงซิงถึงกับช็อกไปเลย เธอเริ่มชั่งใจว่าควรจะเชื่อคำพูดของคนตรงหน้าดีไหม

ก็แหม ในความรู้สึกของเธอ ผู้ตื่นรู้ระดับธรรมดาที่เพิ่งจะตื่นรู้หมาดๆ ไม่มีทางที่จะมีพลังแข็งแกร่งได้ถึงขนาดนี้หรอก ทว่า... เมื่อดูจากระดับความรู้ความเข้าใจที่หลินโยวแสดงออกมา มันก็ดูไม่ต่างอะไรกับพวกมือใหม่ที่เพิ่งตื่นรู้เลยจริงๆ

ช่างเถอะ ไป๋หลิงซิงส่ายหน้าเบาๆ ตัดสินใจโยนความสงสัยนี้ทิ้งไปให้พ้นสมอง ยังไงซะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ต่อให้เขาจะโกหกหลอกลวงเธอ มันก็ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรให้กับเธออยู่ดี อย่างมากก็แค่ต้องเปลืองน้ำลายอธิบายเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้เขาฟังเพิ่มขึ้นมานิดหน่อยก็เท่านั้น

"ถ้าหากผู้ตื่นรู้สามารถเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์มลพิษมาได้ และได้รับผลกระทบจากมลพิษเข้าไปในระดับหนึ่ง ค่าเอนโทรปีทางปัญญาของพวกเขาก็จะเพิ่มสูงขึ้นค่ะ ซึ่งการเพิ่มขึ้นที่ว่านี้ มีทั้งแบบชั่วคราวและแบบถาวร"

"ยิ่งค่าเอนโทรปีทางปัญญาสูงมากเท่าไหร่ พละกำลังของผู้ตื่นรู้ก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ในทางกลับกัน สภาพจิตใจและร่างกายของผู้ตื่นรู้ก็จะยิ่งเข้าสู่สภาวะที่ไม่เสถียรมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน"

"สำหรับผู้ตื่นรู้ที่มีค่าเอนโทรปีทางปัญญาสูงๆ หากไม่มีการควบคุมดูแลให้ดีล่ะก็ แค่เจอเหตุการณ์มลพิษรุนแรงปะทุขึ้นมาเพียงครั้งเดียว พวกเขาก็อาจจะกลายสภาพเป็นต้นตอของมลพิษเสียเองได้เลยนะคะ"

ระหว่างที่นั่งฟังคำอธิบายเรื่องค่าเอนโทรปีทางปัญญา หลินโยวก็เริ่มรู้สึกว่าอาการของมันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับการลุกลามของลวดลายบนมือซ้ายของเขาเสียเหลือเกิน ผู้ตื่นรู้ระดับธรรมดาจะมีความเปลี่ยนแปลงของค่าเอนโทรปีทางปัญญาเพิ่มขึ้นหลังจากเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์มลพิษ และการแผ่ขยายของลวดลายบนหลังมือของหลินโยวในสองสามครั้งที่ผ่านมา มันก็เกิดขึ้นตอนที่เขาเผชิญหน้ากับเหตุการณ์มลพิษเช่นเดียวกัน

ถ้าอย่างนั้น ลวดลายบนมือซ้ายของเขาก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นค่าเอนโทรปีทางปัญญาอย่างงั้นสิ ค่าเอนโทรปีทางปัญญาที่ถูกแปรสภาพให้มองเห็นได้ด้วยตาเปล่างั้นเหรอ

เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวได้ดังนั้น หลินโยวจึงเอ่ยปากถามไป๋หลิงซิงออกไป

"ค่าเอนโทรปีทางปัญญาของผู้ตื่นรู้เนี่ย มันสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้โดยตรงเลยหรือเปล่าครับ"

พอได้ยินคำถามนั้น ไป๋หลิงซิงก็หันมามองเขาด้วยสายตาที่เหมือนกำลังมองคนบ้า

"จะเป็นไปได้ยังไงกันคะ ข้อมูลเชิงนามธรรมอย่างค่าเอนโทรปีทางปัญญา มันต้องอาศัยเครื่องมือพิเศษในการตรวจสอบเท่านั้นแหละค่ะ จะมีใครที่ไหนมานั่งมองเห็นตัวเลขพวกนี้ได้ด้วยตาเปล่ากันล่ะ"

"ไม่มีใครสามารถมองเห็นค่าเอนโทรปีทางปัญญาได้โดยตรงเลยงั้นเหรอครับ"

ประกายแสงสีทองสว่างวาบขึ้นที่ตาซ้ายของหลินโยวอีกครั้ง ชายหนุ่มจ้องมองไปที่เหนือกระหม่อมของไป๋หลิงซิงด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่น ข้อมูลตัวอักษรสีขาวบรรทัดหนึ่งถูกดึงแยกออกมาจากท่ามกลางข้อมูลมากมายก่ายกอง

'ค่าเอนโทรปีทางปัญญา: 0'

"ว่าแต่ ค่าเอนโทรปีทางปัญญาของคุณอยู่ที่เท่าไหร่เหรอครับ เรื่องนี้พอจะบอกผมได้ไหม"

หลินโยวสังเกตเห็นสายตาแปลกๆ ที่ไป๋หลิงซิงใช้มองมาที่เขา แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ทำเพียงแค่โยนหินถามทางออกไปอย่างไม่หยี่ระ

"ไอ้ค่าเอนโทรปีทางปัญญาเนี่ย ปกติแล้วพวกผู้ตื่นรู้เขาไม่เอามาป่าวประกาศบอกใครสุ่มสี่สุ่มห้าหรอกนะคะ แต่กรณีของฉันมันค่อนข้างพิเศษนิดหน่อย"

"ด้วยความคุ้มครองจากพระผู้เป็นเจ้า ค่าเอนโทรปีทางปัญญาของฉันจะไม่มีวันเพิ่มขึ้น ดังนั้นค่าเอนโทรปีทางปัญญาของฉันก็เลยอยู่ที่ระดับ 0 มาโดยตลอดค่ะ"

"อืม"

หลินโยวได้รับการยืนยันเป็นที่เรียบร้อย ดูเหมือนว่าเขาสามารถมองเห็นค่าเอนโทรปีทางปัญญาของคนอื่นได้อย่างชัดเจนจริงๆ ด้วยแฮะ

"แล้วถ้าผมอยากจะทดสอบดูว่าค่าเอนโทรปีทางปัญญาของตัวเองอยู่ที่ระดับไหน ผมต้องทำยังไงบ้างเหรอครับ"

จากนั้น หลินโยวก็ยิงคำถามที่เขากำลังให้ความสนใจมากที่สุดออกไป เขาอยากรู้ระดับค่าเอนโทรปีทางปัญญาของตัวเองมาก เพราะถ้าเขารู้ตัวเลขที่แน่ชัด เขาก็จะสามารถนำมันมาเปรียบเทียบกับลวดลายบนมือซ้าย เพื่อพิสูจน์ให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลยว่า ไอ้ลวดลายพวกนี้มันมีความเกี่ยวโยงกับค่าเอนโทรปีทางปัญญาจริงๆ หรือเปล่า

จบบทที่ บทที่ 24 ค่าเอนโทรปีทางปัญญา

คัดลอกลิงก์แล้ว