- หน้าแรก
- ข้ามโลกไปเป็นเด็กฝึกงานพิพิธภัณฑ์ เปิดฉากมาก็ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเทพมาร
- บทที่ 14 เซียนตกปลา : ไม่บอก
บทที่ 14 เซียนตกปลา : ไม่บอก
บทที่ 14 เซียนตกปลา : ไม่บอก
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่หลินโยวหยุดนิ้วที่กำลังไถคลิปวิดีโอสั้นลง
เขาหันไปมองเซียนตกปลาที่อยู่ข้างกายด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่น เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองอะไร นอกจากเอาแต่จ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ของเขาตาไม่กะพริบ หลินโยวจึงตัดสินใจยื่นโทรศัพท์ส่งให้เซียนตกปลาไปเลยเสียดื้อๆ ส่วนตัวเขาก็นิ่งเงียบเพื่อเรียบเรียงข้อมูลที่แอบดักฟังมาจากพวกหวังอู่ทั้งสามคน
ถึงแม้คนพวกนั้นจะคุยกันไม่กี่ประโยค แต่ข้อมูลที่หลินโยวได้รับมากลับมีค่ามหาศาล
แม้คำศัพท์อย่างระดับมลพิษระดับยุบตัว หรือระดับจุดจบอะไรนั่น หลินโยวจะยังฟังไม่ค่อยเข้าใจเพราะข้อมูลไม่เพียงพอ แต่ข้อมูลส่วนอื่นๆ กลับมีประโยชน์ต่อเขาไม่น้อยเลยทีเดียว
ยกตัวอย่างเช่น ‘สภาบริหาร’ ที่พวกเขาพูดถึง หลินโยวเดาว่านั่นน่าจะเป็นองค์กรของรัฐในโลกใบนี้ และพวกหวังอู่ทั้งสามคนก็คือสมาชิกขององค์กรที่ว่านั่นเอง
นอกจากเรื่องพวกนี้แล้ว สิ่งที่ทำให้หลินโยวตกตะลึงที่สุดก็คือตัวตนของเซียนตกปลา
นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าในสายตาของสภาบริหาร เซียนตกปลาจะเป็นตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนั้น
แค่คำพูดหยอกล้อเพียงประโยคเดียว ก็ทำให้พวกหวังอู่ขวัญหนีดีฝ่อราวกับนกต้องเกาทัณฑ์ จนถึงตอนนี้ยังนั่งตัวแข็งทื่อกันอยู่ตรงนั้นเลย
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินโยวก็เหลือบมองไปยังโต๊ะที่พวกหวังอู่นั่งอยู่อีกครั้ง
ทว่าคราวนี้พวกหวังอู่กลับหายไปแล้ว
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ทั้งสามคนกินข้าวเสร็จและเดินออกจากร้านอาหารไป
หลินโยวละสายตากลับมาโดยไม่ได้ติดใจอะไรนัก
ผ่านไปไม่นาน อาหารที่สั่งไว้ก็มาเสิร์ฟ
หลินโยวและเซียนตกปลามีข้าวสวยคนละชาม เซียนตกปลาเอาแต่จ้องมองหลินโยว พอหลินโยวคีบกับข้าวอย่างไหน อีกฝ่ายก็คีบตามอย่างนั้นเป๊ะๆ
พอกินกับข้าวไปได้ประมาณสองในสาม ข้าวสวยในชามของหลินโยวก็หมดเกลี้ยง เขาจึงวางตะเกียบลง
เมื่อไม่มีข้าวสวยแล้ว กับข้าวที่เหลืออยู่ในจานเขาก็ไม่อยากกินต่อเท่าไหร่ แต่จะให้ลุกไปตักข้าวเพิ่มก็รู้สึกว่าตัวเองกินไม่ไหวแล้วเหมือนกัน
พอเห็นหลินโยววางตะเกียบลง เซียนตกปลาก็เลียนแบบท่าทาง วางตะเกียบลงตามมาติดๆ
หลินโยวปรายตามองข้าวสวยในชามของเซียนตกปลา
ยังเหลืออยู่อีกครึ่งชามแฮะ
"กินข้าวให้หมดเถอะ อย่ากินทิ้งกินขว้างเลย"
หลินโยวเอ่ยปาก พยายามเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ก็แหม เพิ่งจะได้ยินมาจากปากพวกหวังอู่เมื่อกี้เองว่าเซียนตกปลาตรงหน้านี้สยองขนาดไหน หลินโยวเลยไม่ค่อยกล้าตะคอกใส่เหมือนก่อนหน้านี้เท่าไหร่
ถึงแม้มลพิษของเซียนตกปลาจะทำอะไรเขาไม่ได้ แต่ถ้าสู้กันด้วยกำลังกายเพียวๆ เขาก็ไม่มีทางเอาชนะอีกฝ่ายได้อยู่ดี
ดูท่าว่าต้องรีบส่งตัวเซียนตกปลาไปให้สภาบริหารจัดการให้เร็วที่สุดเสียแล้ว
วันหลังพอเริ่มสนิทกับพวกหวังอู่มากขึ้นค่อยลองเปรยๆ กับพวกเขาดูแล้วกัน
ในใจคิดไปอย่างนั้น แต่ปากของหลินโยวก็ยังคงทำหน้าที่เกลี้ยกล่อมเซียนตกปลาต่อไป
"คุณเลี้ยงปลาผม ผมก็เลี้ยงข้าวคุณ"
"ในเมื่อผมรับปลาของคุณมาแล้ว เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน คุณก็ต้องกินข้าวของผมให้หมดสิ"
พอหลินโยวพูดแบบนั้น ชามข้าวที่เซียนตกปลาเพิ่งหยิบขึ้นมาก็ถูกวางลงที่เดิมทันที
เขาจ้องมองหลินโยวด้วยสายตาเรียบเฉย พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"แต่คุณก็โยนปลาที่ฉันให้ไปตั้งครึ่งหนึ่งเหมือนกันนะ"
หลินโยว: “...”
เขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับเซียนตกปลาตรงๆ เลยทำได้เพียงแกล้งไถโทรศัพท์มือถือแก้เก้อ พลางพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ดูปกติที่สุด
"เอ่อ... นั่นมันเป็นเพราะส่วนพวกนั้นกินไม่ได้ ผมก็เลยต้องทิ้งไปน่ะ"
"แต่ข้าวพวกนี้ไม่เหมือนกันนะ มันกินได้ทุกอย่างเลย"
"เหลือทิ้งไว้เยอะขนาดนี้ มันน่าเสียดายจะตายไป"
"คุณรู้ไหมว่าบนโลกนี้มีคนต้องอดตายตั้งมากมายในแต่ละวัน กับข้าวที่คุณทิ้งไปเนี่ย ถ้าเอาไปให้ที่อื่น มันช่วยชีวิตคนได้ตั้งหลายคนเลยนะ"
หลินโยวพยายามยกแม่น้ำทั้งห้ามาอ้างเหตุผลสารพัดเพื่อหวังให้เซียนตกปลากินข้าวให้หมด
ทว่าเซียนตกปลากลับไม่ได้แยแสกับเหตุผลพวกนั้นเลยสักนิด เขาเพียงปรายตามองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา
"สิ่งมีชีวิตที่อดตายน่ะฉันเห็นมานับไม่ถ้วนแล้ว แม้แต่อารยธรรมที่ล่มสลายเพราะความหิวโหยฉันก็เคยเจอมากับตา เรื่องพวกนี้ไม่เห็นจะเกี่ยวกับฉันตรงไหนเลย"
เมื่อได้ยินคำพูดที่แสนจะเย็นชาและไร้ความรู้สึกของเซียนตกปลา หลินโยวก็ถึงกับอึ้งไปเลย
เขาเพิ่งตระหนักได้ว่า การยกเหตุผลจริยธรรมพวกนี้มาอ้าง คงไม่มีทางใช้เกลี้ยกล่อมเซียนตกปลาได้หรอก
อย่างที่อีกฝ่ายว่านั่นแหละ ความเป็นความตายของสิ่งมีชีวิตไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขาเลยสักนิด
แม้กระทั่งการล่มสลายของอารยธรรมทั้งอารยธรรม ก็ยังไม่อาจทำให้ใจของเขาสั่นคลอนได้เลยแม้แต่น้อย
หืม?
จู่ๆ หลินโยวก็เอะใจถึงปัญหาบางอย่างขึ้นมาได้
"คุณบอกว่า... คุณเคยเห็นอารยธรรมล่มสลายมาแล้วเหรอ"
"อืม"
เซียนตกปลาพยักหน้ารับ
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ เขาก็หยิบชามข้าวขึ้นมาอีกครั้ง แล้วค่อยๆ ตักกินอย่างเนิบนาบ
"เมื่อไหร่ล่ะ ที่ไหน แล้วอารยธรรมนั้นมันเป็นแบบไหนกัน"
คำถามของหลินโยวพรั่งพรูออกมาเป็นชุดราวกับปืนกล
จะโทษเขาก็ไม่ได้หรอก เพราะคำพูดของเซียนตกปลากำลังสั่นคลอนสามัญสำนึกของเขาอย่างรุนแรง แถมยังเป็นการขยายขอบเขตโลกทัศน์ไปในตัวด้วย
ถ้าอารยธรรมที่ล่มสลายเพราะความหิวโหยในปากของเซียนตกปลาเคยอยู่บนโลกมนุษย์ นั่นก็หมายความว่าโลกใบนี้เคยมีอารยธรรมอื่นที่มนุษย์ยังค้นไม่พบดำรงอยู่มาก่อน และนั่นยังหมายความว่าเซียนตกปลาคนนี้มีอายุยืนยาวจนน่าเหลือเชื่อ
แต่ถ้าอารยธรรมนั้นอยู่บนดาวดวงอื่น นั่นก็หมายความว่าเขามีความสามารถในการเดินทางข้ามดวงดาวได้เลยทีเดียว
และถ้าการล่มสลายนั้นเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน แถมไม่ได้เกิดขึ้นบนโลกมนุษย์อีกล่ะก็ เซียนตกปลาคนนี้ก็น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้หลายเท่าตัวนัก
ตอนแรกหลินโยวคิดว่าเซียนตกปลาเป็นแค่เอนทิตีที่มีระดับความสยองพุ่งปรี๊ด แต่ด้านอื่นๆ ก็น่าจะอยู่ในระดับพื้นๆ
แต่ตอนนี้ดูเหมือนเขาจะเดาผิดถนัด
อีกฝ่ายไม่เพียงแต่มีความสยองในระดับสูงสุดเท่านั้น แต่ด้านอื่นๆ อย่างอายุขัย ประสบการณ์ หรือวิสัยทัศน์ ก็น่าจะอยู่ในระดับสูงสุดด้วยเช่นกัน
ดูเหมือนเขาแค่จะเป็นคนไม่ชอบพูดเท่านั้น ไม่ได้เป็นเอนทิตีที่ดูบื้อๆ อย่างที่หลินโยวแอบทึกทักเอาเองในตอนแรก
เมื่อต้องเผชิญกับคำถามเป็นชุดของหลินโยว เซียนตกปลาก็ไม่ได้หยุดปาก เขายังคงเคี้ยวข้าวต่อไปเรื่อยๆ ทว่าน้ำเสียงกลับดังแว่วขึ้นมาในหูของหลินโยวอย่างเป็นปริศนา
"ไม่บอก"
หลินโยว: “...”
ในตอนนี้สีหน้าของเขาดูแย่ราวกับคนท้องผูก มันช่างอึดอัดคับข้องใจจนบอกไม่ถูกจริงๆ
เขาว่ากันว่ากงเกวียนกำเกวียนมีจริง ก่อนหน้านี้เขาเอาแต่ใช้เรื่องอุปกรณ์ตกปลามาล่อให้เซียนตกปลาอยากรู้ ตอนนี้กลับกลายเป็นฝ่ายเซียนตกปลาที่เอาข้อมูลมาล่อให้เขาอยากรู้แทนเสียอย่างนั้น
ถึงในใจจะรู้สึกอึดอัดแค่ไหน แต่ก็ยังดีที่อีกฝ่ายยอมกินกับข้าวที่เหลือจนเกลี้ยงจาน
แม้แต่พวกเครื่องเทศอย่างโป๊ยกั๊ก ฮวาเจียว หรืออบเชย ที่ใส่มาในกับข้าว เซียนตกปลาก็ไม่ได้เว้นไว้เลยสักชิ้น
ภาพที่เห็นทำให้หลินโยวรู้สึกเสียวฟันแทนจนบอกไม่ถูก
แค่ลองจินตนาการถึงความรู้สึกตอนที่ฟันกำลังบดเคี้ยวเครื่องเทศพวกนั้นในปาก เขาก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันที